นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมรถโดยสารรองรับเทศกาลสงกรานต์ ปี 57 ว่า บขส.ได้เพิ่มเที่ยววิ่งรถโดยสารสาธารณะ ทั้งรถ บขส. รถร่วมเอกชน และรถตู้ เที่ยวไปวันที่ 11-13 เม.ย. และเที่ยวกลับวันที่ 15-17 เม.ย. เป็นวันละ 7,000 เที่ยว เพิ่มจากปกติวันละ 5,000 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้วันละ 200,000 คน หรือรองรับตลอดเทศกาลได้ 1.1-1.2 ล้านคน และในวันที่ 11 เม.ย. คาดจะมีผู้โดยสารใช้บริการสูงสุด ถึง 212,000 คนทั้งนี้ มั่นใจจะไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้างอย่างแน่นอน โดยรถวิ่งระยะไกลจะรับผู้โดยสารได้หมดก่อนตี 2 ของทุกวัน ขณะที่รถสายสั้นจะเปิดให้วิ่งตลอดวัน 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งประสานไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมพร้อมรถไฟขบวนพิเศษอีก 5-7 ขบวนเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดระเบียบชานชาลา และประสานให้ตำรวจจัดเส้นทางจราจรเข้าออกให้เรียบร้อย พร้อมกับให้รถ บขส.ทุกคันขึ้นทางด่วนโทลล์เวย์เพื่อเลี่ยงปัญหารถติด ส่วนรถร่วมให้ขอความร่วมมือขึ้นทางด่วน ตามความสมัครใจนายวุฒิชาติ กล่าวว่า ยังแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางไปยังสถานีขนส่งรถโดยสารหมอชิตเพิ่มอีก 1 เท่าตัว เพราะช่วงสงกรานต์จะมีรถเข้าออกจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการก่อสร้างรถไฟสายสีแดง และขอความร่วมมือให้ประชาชนจองตั๋วเดินทาง เฉพาะช่องทางที่ บขส.จัดไว้เท่านั้น เพื่อป้องกันการขายตั๋วผี ตั๋วเกินราคา ขณะที่ตั๋วส่วนรถจะเปิดขายตามคิวเท่านั้น ไม่เปิดจองล่วงหน้า ซึ่งหากพบพฤติกรรมเอาเปรียบ ขายตั๋วเกินราคา ขายตั๋วล่วงหน้า หรือทิ้งผู้โดยสาร ให้แจ้งได้ที่สายด่วน 1584 ทันที ผู้ประกอบการจะมีความผิดลงโทษปรับใบละ 10,000 บาท และพักหรือยึดใบอนุญาตทันทีพลเอกพฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หน่วยงานเอกชนและภาครัฐ จัดโครงการ รณรงค์ป้องกันและ ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 57 (บีลีฟ บี ไลฟ์) โดยมีกิจกรรมสำคัญ เช่น ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน และตรวจก๊าซก่อนใช้ ปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งนำช่างผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์มาให้คำแนะนำ และตรวจสภาพรถเบื้องต้นแก่ประชาชนฟรี ก่อนการเดินทาง เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 10 เม.ย. 57นอกจากนี้ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ยังได้สนับสนุนงบประมาณให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจัดนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพ ให้บริการซ่อมรถเบื้องต้น เช่น ตรวจระบบเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบเบรก ระบบรองรับน้ำหนัก ระบบไฟส่องสว่างและสัญญาณ ระบบบังคับเลี้ยว การตรวจการทำงานของเครื่องปัดน้ำฝน เข็มขัดนิรภัย เป็นต้น บนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศกว่า 250 จุด วันที่ 11-17 เม.ย.นี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขนส่งเพิ่มรถทัวร์ 7,000 เที่ยวรับสงกรานต์
เดือน: เมษายน 2014
-

ขนส่งเพิ่มรถทัวร์ 7,000 เที่ยวรับสงกรานต์
-

สงกรานต์คาดเงินสะพัด 22,000 ล้านบาท
รายงานข่าวจาก บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จากกลุ่มตัวอย่าง 500 ราย ที่มีอายุ 16-65 ปี พบว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คาดว่าจะมีเงินสะพัด 22,000 ล้านบาท ลดลง 13.7% เมี่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสังสรรค์อาหารและเครื่องดื่ม 8,000 ล้านบาท ช้อปปิ้ง 6,400 ล้านบาท ค่าที่พัก/เดินทาง 4,600 ล้านบาท ทำบุญ 2,900 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ซื้ออุปกรณ์เล่นน้ำ 100 ล้านบาทสำหรับ สาเหตุที่ประชาชนในกรุงเทพฯ ระมัดระวังในการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ กลุ่มตัวอย่าง 85% ระบุว่า ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในส่วนของราคาอาหารคและพลังงาน เป็นปัจจัยกดดันในการใช้จ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีอายุ 25-50 ปี เนื่องจากส่วนใหญ่มีระดับรายได้เท่าเดิม เงินออมเท่าเดิม แต่ภาระรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 30.4% ระบุว่า สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อและไม่ชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายคิดเป็น 46% เกิดความยากลำบากในการเดินทาง 35% และไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 19%อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจยังพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 83.6% ระบุว่า มหกรรมลดราคาสินค้าของผู้ประกอบการ จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้น รองลงมาคือ การลุ้นชิงโชคแจกของรางวัล เช่น บ้าน รถยนต์ คิดเป็น 74% และใช้ใบเสร็จซื้อสินค้าแลกรับของรางวัลทันที 61.8% ในขณะที่ช่องทางในการทำโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมการขาย พบว่า สื่อโทรทัศน์ช่องฟรีทีวี/เคเบิ้ลทีวี ยังเป็นช่องทางที่คนกรุงเทพฯสามารถเข้าถึงข้อมูลและรับรู้ข่าวสารได้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 80.2% รองลงมาคือการทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค 42.2% และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ 33.2%“สงกรานต์ปีนี้อาจไม่สดใสมากนัก เพราะบรรยากาศทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ที่คาดว่าจะลากยาวต่อเนื่องไปถึงช่วงสงกรานต์ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง จากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้สิ้นต่างๆ โดยจากการสำรวจยังพบว่า คนกรุงเทพฯกว่า 31% ยังไม่มีการวางแผนทำกิจกรรมใดใด ซึ่งสะท้อนว่ากำลังซื้ออาจซบเซากว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ประกอบการต่างๆจึงต้องเร่งออกกลยุทธ์และการทำโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการในการประคับประคองยอดขายในช่วงนี้ไปได้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สงกรานต์คาดเงินสะพัด 22,000 ล้านบาท -

ไทยติดโผใช้น้ำมันเปลืองสุดในโลก
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกดรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พบว่า ประเทศไทย ติด 1 ใน 10 ประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก รองจากอินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน และญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เพื่อการส่งออกเฉลี่ย 2,131 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี และยังไม่มีการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือวัดร่องรอยการใช้น้ำ (วอเตอร์ ฟตุปริ้นท์) ตามแบบสากล ซึ่งต่อไปทั่วโลกจะนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ด้านสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมองว่า ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับการพัฒนาเครื่องมือวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ เพื่อเป็นดัชนีวัดปริมาณการใช้น้ำของสินค้าและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน แบ่งน้ำออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บลู วอเตอร์ คือ ปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในกระบวนการผลิต กรีน วอเตอร์ คือ ปริมาณการใช้น้ำของพืชหรือแฝงมากับวัตถุดิบ และเกรย์ วอเตอร์ คือ ปริมาณน้ำจากการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ หรือบำบัดมลพิษที่เกิดจากการใช้น้ำ ซึ่งไทยต้องเร่งศึกษาวิธีการและแนวทางการจัดการน้ำ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากร“จากปัญหาทั่วโลกมีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชาชนอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีการบริหารจัดการนำที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เร็วๆ นี้ จะเกิดมาตรการกีดกันทางการค้า จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนกับภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย สศอ. จึงร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วย วอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก โดยจะยกระดับผู้ประกอบการอาหารส่งออกไม่น้อยกว่า 24 ราย ได้ดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำต โดยจะได้ปริมาณค่าอ้างอิงวอเตจอร์ฟุตปริ้นท์ ในกลุ่มอาหารที่สำคัญของอุตฯ อาหารไทย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการรับสมัครและอยู่ระหว่างการเข้าให้การปรึกษาขั้นต้นและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและประสงค์เข้าร่วมโครงการ”ทั้งนี้ ตามโครงการจะเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถใช้แนวทางวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ไปประยุกต์ใช้ประเมินปริมาณการใช้น้ำ และจัดทำแนวทางการใช้น้ำในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะสามารถระบุวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ บนฉลากผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารไปยังผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าสินค้าของบริษัทมีการใช้น้ำมากน้อยเพียงไร เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังเป็นกรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคตได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยติดโผใช้น้ำมันเปลืองสุดในโลก