นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกดรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พบว่า ประเทศไทย ติด 1 ใน 10 ประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก รองจากอินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน และญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เพื่อการส่งออกเฉลี่ย 2,131 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี และยังไม่มีการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือวัดร่องรอยการใช้น้ำ (วอเตอร์ ฟตุปริ้นท์) ตามแบบสากล ซึ่งต่อไปทั่วโลกจะนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ด้านสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมองว่า ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับการพัฒนาเครื่องมือวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ เพื่อเป็นดัชนีวัดปริมาณการใช้น้ำของสินค้าและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน แบ่งน้ำออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บลู วอเตอร์ คือ ปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งน้ำทั้งบนดินและใต้ดินในกระบวนการผลิต กรีน วอเตอร์ คือ ปริมาณการใช้น้ำของพืชหรือแฝงมากับวัตถุดิบ และเกรย์ วอเตอร์ คือ ปริมาณน้ำจากการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ หรือบำบัดมลพิษที่เกิดจากการใช้น้ำ ซึ่งไทยต้องเร่งศึกษาวิธีการและแนวทางการจัดการน้ำ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากร“จากปัญหาทั่วโลกมีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชาชนอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีการบริหารจัดการนำที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เร็วๆ นี้ จะเกิดมาตรการกีดกันทางการค้า จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนกับภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย สศอ. จึงร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วย วอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก โดยจะยกระดับผู้ประกอบการอาหารส่งออกไม่น้อยกว่า 24 ราย ได้ดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำต โดยจะได้ปริมาณค่าอ้างอิงวอเตจอร์ฟุตปริ้นท์ ในกลุ่มอาหารที่สำคัญของอุตฯ อาหารไทย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการรับสมัครและอยู่ระหว่างการเข้าให้การปรึกษาขั้นต้นและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและประสงค์เข้าร่วมโครงการ”ทั้งนี้ ตามโครงการจะเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถใช้แนวทางวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ไปประยุกต์ใช้ประเมินปริมาณการใช้น้ำ และจัดทำแนวทางการใช้น้ำในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะสามารถระบุวอเตอร์ฟุตปริ้นท์ บนฉลากผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารไปยังผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าสินค้าของบริษัทมีการใช้น้ำมากน้อยเพียงไร เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังเป็นกรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคตได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยติดโผใช้น้ำเปลืองสุดในโลก
เดือน: เมษายน 2014
-

ไทยติดโผใช้น้ำเปลืองสุดในโลก
-

ธอส. ปล่อยกู้บ้านดอก 0%
นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ได้ร่วมมือกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดทำโครงการบ้านธอส.-กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการ ครั้งที่ 10 โดยให้สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0% ต่อเดือนนาน 7 เดือน กู้ได้สูงสุด 110% ของราคาประเมิน ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยบ้านที่ต่ำที่สุดในระบบขณะนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกบข. 1.2 ล้านราย มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่วันนี้- 30 ธ.ค. และทำนิติกรรมภายใน 31 มี.ค. 58 โดยคาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 200,000 ราย รวมวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท“ประเมินว่า จะมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก เพราะดอกเบี้ยที่ธอส.ให้กบข. นั้นต่ำที่สุดในระบบแล้ว ส่วนเดือนที่ 8-24 ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ -1.5% จากนั้นคิดเอ็มอาร์อาร์-1% พร้อมกันนี้ ไม่ห่วงเรื่องหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ประจำ สามารถผ่อนระยะยาวได้ 25-30 ปี ซึ่งการผ่อนชำระค่างวดในโครงการนี้จะหักจากบัญชีเงินเดือน เลย โดยที่ผ่านมา เอ็นพีแอลของกลุ่มลูกค้ากบข.นั้น มีไม่ถึง 0.5% จากการผ่อนชำระไม่ตรงเวลาเท่านั้น แต่เมื่องวดถัดไป หักจากเงินเดือน ก็กลับเข้าสู่ปกติ อีกทั้งกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีดอกเบี้ย 0% แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่ประจำ แต่จะมีแพ็คเก็จที่ต่างออกไปตามความสามารถในการผ่อนชำระของแต่ละอาชีพ”อย่างไรก็ ตามปัจจุบันธอส.มีเอ็นพีแอลอยู่ 6.35% หรือเกือบ 47,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 56 ที่ 45,000 ล้านบาท หรือ 6.12% ซึ่งถือว่าปกติ เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่น่ากังวล และสามารถควบคุมได้ เนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธอส.ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 29,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ปล่อยสินเชื่อได้ 27,000 ล้านบาท ทำให้ยังเชื่อว่า ทั้งปีจะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 130,000 ล้านบาท บนพื้นฐานเศรษฐกิจขยายตัว (จีดีพี) 5% และแม้ว่าปัจจุบันกระทรวงการคลังจะปรับลดเป้าหมายจีดีพีเหลือ 2.6% แล้วก็ตามทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะหลักประกันมีราคาสูงขึ้น จึงสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินอื่น ๆ เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะที่ธอส.เป็นสถาบันการเงินที่เน้นการปล่อยสินเชื่อบ้านเป็นหลัก และโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งถือว่ายังเป็นตลาดที่เติบโตได้ดีอยู่ เพราะยังมีความต้องการบ้านที่แท้จริงอยู่ จึงคิดว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้ไม่กระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธอส.มากนักด้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งส่งรายชื่อคนที่จะเป็นประธานคณะกรรมการธอส. มาให้พิจารณา เพื่อส่งให้ครม.เห็นชอบ ซึ่งคาดว่า ครม.ต้องขอให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง เพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สคร. ได้เสนอชื่อนายประสิทธิ์ สืบชนะ ผู้ตรวจการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นกรรมการของ ธอส. ปัจจุบัน ขึ้นเป็นประธาน ธอส. คนใหม่ แทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอส. ปล่อยกู้บ้านดอก 0% -

เตรียมเชคบิลตลาดนัดจตุจักร
นายไพศาล ทรัพย์รุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน และรักษาการผู้อำนวยการ ตลาดนัดจตุจักร การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงการเปิดให้ผู้ค้าตลาดนัดจตุจักรเข้ามาต่อสัญญาเช่าแผงค้าว่า ขณะนี้เหลือผู้ค้าที่ยังไม่เข้ามาต่อสัญญา อีก 1,189 ราย จากผู้ค้าทั้งหมด 8,480 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เข้ามาต่อสัญญา 86% ไม่ต่อสัญญาอีก 14 % ส่งผลให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้จากการต่อสัญญาเช่าแล้ว 53.57 ล้านบาท และเหลือค้างอีก 20 ล้านบาท ซึ่งวันที่ 5 เม.ย.นี้ คณะกรรมการบริหารตลาดนัดจตุจักรจะประชุมหารือ เพื่อหาวิธีดำเนินการกับผู้ค้าที่ไม่เข้ามาต่อสัญญา“สาเหตุที่ผู้เช่ายังมาต่อสัญญาน้อย น่าเกิดจากความคลาดเคลื่อนของข่าว เนื่องจากการรถไฟฯได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ค้ามาต่อสัญญาเช่าแผงในวันที่ 29-30 มี.ค. แต่มีข่าวออกมาว่าเป็นวันที่ 29-30 เม.ย.จึงอาจทำให้ผู้ค้าชะล่าใจ แต่ที่จริง ร.ฟ.ท.ได้แจกใบปลิวและประชาสัมพันธ์ไปก่อนหน้านี้ และย้ำแล้วว่าเป็นการต่อสัญญาครั้งสุดท้ายช่วงปลายเดือนมี.ค. 57” นายไพศาล กล่าวว่า แนวทางดำเนินการกับผู้ค้าที่เช่าแผงและไม่ต่อสัญญาอีก 1,189 รายนั้น ทางคณะกรรมการบริหารตลาดนัดจตุจักร จะประชุมเพื่อมาตรการจัดการโดยเร็ว คาดว่าน่าจะมีมาตรการที่จัดอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกันที่ทางกรุงเทพมหานครเคยดำเนินการ โดยอาจปิดแผงค้า และนำไปเปิดประมูลให้ผู้ค้ารายอื่นที่ต้องการเช่าแผงค้าเพิ่มต่อไป“ขณะนี้การรถไฟฯ มีงบประมาณบริหารจัดการพัฒนาฟื้นฟูตลาดนัดจตุจักรกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งทางนายบุญสม เลิศหิรัญวงศ์ ประธานบอร์ด ร.ฟ.ท.ได้ให้นโยบายพัฒนาพื้นที่ตั้งของร้านค้าภายในตลาดนัดจตุจักรไปแล้ว ดังนั้นจะต้องมาจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาว่า จะเริ่มทำในส่วนก่อน-หลัง”นายชาตรี โสภณบรรณารักษ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าตลาดนัดจตุจักร กล่าวว่า ขณะทราบว่าผู้ค้าที่ไม่ได้มาเซ็นสัญญาเช่าต่อแผงค้ามี 2 ส่วน คือ ผู้ค้าที่ฟ้องร้องกับร.ฟ.ท.และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองประมาณ 600 ราย อีกส่วนหนึ่งคือผู้ค้าที่ค้างค่าเช่าแผง หรือเอกสารไม่ครบ ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องเจรจาต่อรองกับร.ฟ.ท.ก่อนที่ร.ฟ.ท.จะนำแผงค้าไปเปิดประมูลให้ผู้ค้ารายอื่นเช่าต่อ"เข้าใจว่าการรถไฟฯ คงไม่ทำอะไรให้ผู้ค้าเดือดร้อน โดยเฉพาะรายที่ค้างค่าเช่าอาจจะต้องคุยกับการรถไฟฯให้ชัดว่าจะจ่ายเงินอย่างไร จ่ายดอกเบี้ยเท่าไรเป็นรายๆไป เพราะถือว่าผู้ค้ามีสิทธิ์ที่จะต่อรอง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองส่งผลกระทบต่อการค้าขาย แต่หากผู้ค้ารายนั้นๆเพิกเฉย ไม่ยอมหารือ ทางการรถไฟฯก็มีสิทธิ์ยึดแผงค้าไปเปิดประมูลได้"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมเชคบิลตลาดนัดจตุจักร