เดือน: เมษายน 2014

  • ‘เออาร์ โดรน’ ช่วยตรวจจับโรคในนาข้าว

    ‘เออาร์ โดรน’ ช่วยตรวจจับโรคในนาข้าว

    เรียกว่ายังเป็นที่นิยมสำหรับ “เอ อาร์ โดรน” (AR. Drone) อากาศยานขนาดเล็ก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้ในภารกิจถ่ายภาพการชุมนุมของมวลมหาประชาชน คราวนี้…ไม่ได้ถูกใช้ในการถ่ายภาพคน แต่เป็นการประยุกต์ใช้เพื่อชาวนาโดยเฉพาะ “นางสาวฐิตาภรณ์ กนกรัตน” นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า เนื่องจากชาวนามักประสบปัญหาโรคนาข้าว ซึ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ขณะเดียวกันหากใช้คนเข้าไปในพื้นที่จะทำให้โรคแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น ดังนั้นจึงพัฒนา “ระบบตรวจจับโรคนาข้าวด้วยเทคนิคการประมวลผลภาพ” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการติดตามและเฝ้าระวังโรคในนาข้าว โดยมี ดร.มหศักดิ์ เกตุฉ่ำ และอาจารย์ปฏิยุทธ พรามแก้ว เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ น้องฐิตาภรณ์ บอกว่า โครงการนี้เป็นการประยุกต์ใช้การถ่ายภาพทางอากาศด้วยเครื่องบินเออาร์ โดรน และพัฒนาระบบตรวจจับค่าผลต่างสีของใบข้าวในนาข้าวโดยใช้การประมวลผลภาพ เพื่อประเมินผลความเสียหายนาข้าวที่เกิดจากศัตรูข้าว จากการทดลองซึ่งใช้เครื่องเล่นเออาร์ โดรน ต้นแบบควบคุมผ่านระบบไวไฟ บินสำรวจความผิดปกติของสีใบข้าวในนาข้าว ถ่ายภาพและนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ผลจากการทดลอง พบว่า โปรแกรมสามารถตรวจจับโรคนาข้าวจากพื้นที่ทำการทดลองที่เกิดปัญหาได้ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ค่าเฉลี่ย 0.73 % น้องฐิตาภรณ์ บอกอีกว่า ระบบนี้ใช้ต้นทุนในการพัฒนาประมาณ 4 พันบาท แต่สามารถช่วยตรวจจับโรคศัตรูข้าว ทั้งโรคเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคหนอนห่อใบข้าวได้จากค่าสีที่ตรวจพบ โปรแกรมสามารถประเมินความเสียหายของนาข้าวที่เกิดจากศัตรูข้าว ช่วยลด อัตราความเสียหายที่เกิดจากการเดินสำรวจ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการดูแลนาข้าว เหมาะสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตข้าวรายย่อย ตลอดจนนักวิจัยข้าว และนักเทคโนโลยี สำหรับปัญหาที่พบ ผู้พัฒนาบอกว่า แสงสะท้อนจากใบข้าวทำให้ติดสีขาวในบางส่วนของภาพ ส่งผลต่อการประมวลผลภาพ ทำให้เกิดความผิดพลาดต่อการตรวจจับปัญหาโรคหนอนห่อใบข้าว นอกจากนี้โปรแกรมยังคำนวณและตรวจจับบริเวณทั้งหมดของภาพ อาทิ พื้นดิน ร่องน้ำ และช่องว่างระหว่างต้นข้าวบางส่วน แทนที่จะตรวจจับเฉพาะบริเวณใบข้าวเพียงอย่างเดียว ส่วนการเชื่อมต่อไวไฟ ระหว่างเออาร์ โดรนกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ยังมีปัญหาการเชื่อมต่อในบางครั้ง ทำให้เสียเวลาในการเชื่อมต่อใหม่และเปลืองพลังงานแบตเตอรี่ของเออาร์ โดรน ทำให้มีเวลาใช้งานได้น้อยลง น้องฐิตาภรณ์ บอกต่อว่า แนวทางในการพัฒนาเพิ่มเติมจะมีการเพิ่มฟีเจอร์ ดีเทคชั่น ลงในโปรแกรมเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ และเพิ่มขนาดและความจุของแบตเตอรี่ เพื่อให้บินถ่ายภาพได้ยาวนานขึ้น สำหรับการประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ นั้น สามารถนำไปใช้ด้านการรักษาความปลอดภัย และด้านการตรวจจับการเคลื่อนที่ของวัตถุ ใช้ในการสอดแนมในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมอันตราย รวมถึงใช้รักษาความปลอดภัย เช่น ตรวจจับใบหน้าผู้ต้องสงสัยได้อีกด้วย. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘เออาร์ โดรน’ ช่วยตรวจจับโรคในนาข้าว

  • อินเทลยังเชื่อมั่นตลาดคอมพิวเตอร์และโมบายไทย

    อินเทลยังเชื่อมั่นตลาดคอมพิวเตอร์และโมบายไทย

    ระบุคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปยังไม่ตาย แต่ยังโตได้อีก จากกลุ่มผู้ใช้ใหม่ เปลี่ยนหน้าตาไปสู่ออลอินวัน พร้อมเข้าถึงอุปกรณ์โมบาย ทั้งแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนมากขึ้น นายสนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ขณะนี้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในไทยยังไม่ดีจากปัญหาการเมือง ทำให้คนเก็บเงิน ไม่ยอมใช้จ่าย รวมถึงจากปัญหาโครงการการจำนำข้าวที่ยังจ่ายเงินไม่ได้และโครงการรถคันแรก คนส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บเงิน  แต่ประเทศไทยมีศักยภาพมากในภูมิภาคนี้ อินเทลจะยังลง ทุนในไทยเป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย และยังเชื่อมั่นว่า จะได้ผลคุ้มค่า ที่ผ่านมาภาคเอกชนของไทยทำได้ดีแล้ว ขอแต่มีรัฐบาลดี ๆ จะเป็นใครก็ได้จะมาทำให้ประเทศ ไทยมั่นคงแข็งแรง ผู้บริหารอินเทล ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มพฤติกรรมของคนไทย เป็นคนที่ชินกับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย ถึงแม้ว่าภาพรวมธุรกิจช่วงปลายปีที่แล้วไม่ค่อยดีนัก แต่หลังปีใหม่กลับเริ่มมีการใช้จ่ายมากขึ้น สำหรับแนวโน้มนวัตกรรมของอินเทล เดสก์ทอป หรือคอมพิวเตอร์      ตั้งโต๊ะจะมี หน้าตาเปลี่ยนไป ทาวเวอร์ของเดสก์ทอป จะเปลี่ยนไป เริ่มมีสีสัน ไม่สนใจเรื่องประหยัดพลังงาน แต่จะรีดความสามารถของซีพียูออกมาให้มากที่สุด คอมพิวเตอร์แบบออล       อินวัน รูปร่างเปลี่ยนไป อินเตอร์เฟซใหม่ ๆ และเริ่มมีกล้องสามมิติ มีความเป็นพอร์ตเทเบิลมากขึ้นเหมือน แท็บเล็ตขนาดใหญ่ ทาวเวอร์รุ่นใหม่ จะมีขนาดเพียง  4×4  นิ้ว เช่น อินเทล  NUC D5425WYKH แต่มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากเครื่องใหญ่ กินไฟแค่ 8 วัตต์ เห็นการใช้งานหลากหลายมากขึ้น       ทั้งใช้งานแบบเกมมิ่ง  ในครึ่งปีหลังจะเห็นกล้องสามมิติอยู่ในออลอินวันมากขึ้น พอร์ตเทเบิลออลอินวันเหมือน แท็บเล็ตขนาดใหญ่ นายสนธิญา กล่าวว่า จะได้เห็น       แอพรองรับกล้องสามมิติและเกสเจอร์ เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกมีอะไรใหม่และทำงานง่ายขึ้น   รวมไปถึงระบบสั่งการด้วยเสียงภายในรถยนต์ อ่านชื่อ สั่งเปิดวิทยุ ช่วงปลายปีจะได้เห็นหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ ๆ ของอินเทล ทั้งในเดสก์ทอป อุปกรณ์โมบายและแท็บเล็ตของแบรนด์ ต่าง ๆ โดยเฉพาะโมบายและแท็บเล็ตอินเทลจะเข้าไปสู่กลุ่มธุรกิจนี้มากขึ้น ผ่านหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ 64 บิต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นและประหยัดพลังงาน รวมถึงเปิดตัวโปรเซสเซอร์ อะตอม รหัส โซเฟีย.  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อินเทลยังเชื่อมั่นตลาดคอมพิวเตอร์และโมบายไทย

  • คำทำนายอนาคตสุดฮา – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    คำทำนายอนาคตสุดฮา – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    อนาคตเป็นเรื่องยากที่ใครจะหยั่งรู้จริง ๆ นะครับ บางครั้งขนาดผมคุยกับนักวิชาการเก่ง ๆ หรือกูรูนักวิเคราะห์สถานการณ์ชั้นยอด ที่มีทั้งประสบการณ์และผลงานที่ช่วยการันตีได้ว่าความสามารถของท่านเหล่านั้นไม่ใช่ธรรมดา ๆ แน่นอน แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ผมค้นพบก็คือคำพยากรณ์ของท่านเหล่านั้น มันก็ไม่ได้จะถูกต้องหรือตรงเผงเสมอไป การพยากรณ์ที่ผมพูดถึงอยู่นี้ไม่ได้หมายถึงการหยั่งรู้อนาคตจากเรื่องไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา หรือความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้นะครับ แต่ผมหมายถึงการพยากรณ์โดยอาศัยความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ ซึ่งก็มักจะเป็นการทำนายโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติที่มีอยู่เดิม แล้วอาศัยเทคนิคการประมาณค่ารูปแบบต่าง ๆ  เข้ามาช่วย เพื่อพยากรณ์ถึงแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต แม้จะมีหลายครั้งที่ผมเห็นผู้รู้ในด้านนั้น ๆ ทำนายอนาคตผิดไป แต่ผมก็ไม่ได้คิดตำหนิท่านเหล่านั้นหรอกนะครับ เพราะว่าผมเข้าใจดีครับ ว่าต่อให้ใช้สมการเยอะแค่ไหน ยังไงเสียการพยากรณ์มันก็หนีไม่พ้นการคาดเดาอยู่ดี ยิ่งในโลกยุคนี้ที่เทรนด์ใหม่เกิดขึ้นมาแทนเทรนด์เก่าอยู่แทบจะทุกวัน บางทีข้อมูลหรือวิธีที่เคยใช้พยากรณ์ได้ถูกต้องในอดีต ก็อาจไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมคนปัจจุบันได้แล้วก็เป็นได้ ส่งผลให้การพยากรณ์อนาคตยากขึ้นไปอีกหลายระดับเลยครับ ผมขอยกตัวอย่างกรณีคำทำนายอนาคตของบิล เกตส์ ผู้ครองตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลกหลายสมัย เจ้าพ่อแห่งวงการคอมพิวเตอร์ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ โดยในงานประชุมประจำปีของ World Economic Forum เมืองดาวอส  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี ค.ศ. 2004 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บิล เกตส์ ได้พูดเอาไว้ว่า “สแปมอีเมลหรืออีเมลขยะต่าง ๆ จะหมดไปภายใน 2 ปี” เพราะในตอนนั้นไมโครซอฟท์กำลังพยายามคิดค้นวิธีที่จะป้องกันการรับส่งอีเมล เพื่อกันอีเมลขยะเหล่านั้นออกไปให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบิลเกตส์เอง ณ ตอนนั้นก็เชื่อว่าด้วยความก้าว หน้าด้านเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้ง มันจะต้องช่วยยับยั้งสแปมเมลได้อย่างแน่นอนในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ว่าแต่ ณ ปี ค.ศ. 2014 นี้ สแปมมันหมดไปจากอีเมลเราแล้วหรือยัง? สำหรับผมเองมีอีเมลของ Hotmail ค่ายไมโครซอฟท์ที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนบิล เกตส์จะพยากรณ์เรื่องสแปมเมลเสียอีก แต่จนถึงวันนี้ ผมเช็กเมลก็เจอสแปมอยู่ทุกอาทิตย์ เพื่อนผมบางคนยิ่งเจอสแปมกันทุกวัน ขนาดตั้งระบบกรองไว้แล้วก็ยังต้องตามลบกันไม่หวาดไม่ไหว         มีทั้งโฆษณาขายยาปลุกเซ็กซ์บ้าง เวิร์กแอทโฮมบ้าง จดหมายลูกโซ่ไม่ส่งต่อจะโชคร้ายบ้าง อ้าว แล้วไหนบิล เกตส์บอกว่าสแปมมันจะหมดไปตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้วไงล่ะ??? หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ฮาไปกว่านั้นคือ ในปี ค.ศ. 1995 ศาสตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต เมตคาล์ฟ ผู้สร้างและพัฒนาระบบอีเทอร์เน็ต (Ethernet) สำหรับระบบเครือข่ายคอมพิว เตอร์ ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเทกซัสออสติน กลับกล่าวทำนายไว้ว่า “The Internet will soon go spectacularly supernova and in 1996 catastrophically collapse.” หรือก็คือ “อินเทอร์เน็ตจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วระดับอภิมหาศาล จนกระทั่งพังทลายลงในปี ค.ศ. 1996” หรือก็คือพังทลายลงภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่เขาพูดนั่นเองครับ ที่ผมเขียนว่า ปี ค.ศ. 1996 นี่ไม่ได้เขียนผิดนะครับ แต่ ณ วันนี้ ตอนนี้ เวลานี้ ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านจำนวนมากกำลังเล่นคอมพิวเตอร์ เล่นมือถือ หรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกันอยู่เลยใช่ไหมล่ะครับ บางท่านนอกจากจะกำลังอ่านคอลัมน์ของผมผ่านทางอินเทอร์เน็ตใน www.dailynews.co.th แล้วยังอาจคุยโทรศัพท์ผ่านโปรแกรม Skype หรือ Line ไปด้วย แถมอาจมีเหลือบ ๆ ดูละครออนไลน์ย้อนหลังไปพร้อม ๆ กัน อ้าว แล้วไหนบอกว่าอินเทอร์เน็ตจะระเบิดตูมล่มสลายไปตั้งแต่ 18 ปีที่แล้วไงครับ ที่ผมยกตัวอย่างไปข้างต้นนี้ไม่ใช่อยากสกัดดาวรุ่ง ไม่ให้ใครกล้าออกมาพูดมาทำนายอนาคตอีกนะครับ การทำนายนั้นสามารถทำได้ครับ โดยเฉพาะถ้าทำนายอย่างมีเหตุมีผลมีหลักการรองรับ ต่อให้ผลออกมาผิดแต่ก็ถือว่าผิดเป็นครู เพราะในความเป็นจริงทุกคนต่างรู้ว่าอนาคตมันเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ผมอยากให้คุณผู้อ่านลองมองในมิติที่ลึกไปกว่านั้นครับ ว่านอกจากผลทำนายว่าผิดหรือถูกแล้ว เราเห็นอะไรในตัวคนที่ออกมาทำนายบ้าง เห็นความสามารถในการรวบรวมข้อมูลและวิธีการใช้เหตุใช้ผลของเขาไหม เห็นความกล้าของเขาที่กล้าจะเป็นผู้นำที่ชี้ชวนคนอื่น ๆ ให้ร่วมกันมองไกลไปสู่อนาคตไหม และเห็นความรับผิดชอบของเขาที่มีต่อคำทำนายของตัวเองไหม  เห็นไหมครับว่ามันมีหลายแง่มุมให้เรามองนักพยากรณ์คนหนึ่ง ๆ ได้มากกว่าเพียงแค่ผลของการทำนาย ผมเชื่อว่าก็ในเมื่อเรายังไม่มีนักพยากรณ์ที่การันตีคำทำ นายได้ 100% การมีวิสัยทัศน์ที่มองไกลทำ นายไปถึงอนาคต ก็น่าจะยังเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับบุคคลระดับผู้นำอยู่ดี คุณผู้อ่านว่าจริงไหมล่ะครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คำทำนายอนาคตสุดฮา – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี