นางพเยาว์มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีอีซีแอลเปิดเผยว่า ความวุ่นวายทางการเมืองได้ส่งผลให้การใช้บริการทางพิเศษ(ทางด่วน)ตั้งแต่เดือนม.ค.-มี.ค.ติดลบถึง4%และเดือนเม.ย.ติดลบ 3% ซึ่งจำนวนผู้ใช้ทางที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นทางด่วนที่ให้บริการในเมืองเพราะทางด่วนที่ออกสู่ต่างจังหวัดยังมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก “ปีที่แล้วปริมาณการจราจรในช่วง 10 เดือนแรกมีการเติบโตดีประมาณ2.4% แต่พอมีความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นก็เริ่มติดลบทันทีแต่รายได้ยังเติบโตสูงเนื่องจากได้ปรับเพิ่มค่าผ่านทางตามสัญญาทุก 5 ปี ทำให้มีรายได้จากค่าผ่านทางปี 56 ประมาณ 8,000ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 2,000ล้านบาท” นางพเยาว์กล่าวว่าหากสถานการณ์เป็นเหมือนเดือนเม.ย. คาดว่าตลอดทั้งปีนี้ จะมีการเติบโตของรายได้ 4% มาจากค่าผ่านทางและการลงทุน ส่วนกำไรจะเติบโตกว่าปีที่แล้วประมาณ 15%ซึ่งถือเป็นปีที่ดีของการดำเนินงานเนื่องจากจะมีรายได้มาจากหลายส่วนที่บริษัทได้ลงทุนไปแต่หากเกิดความวุ่นวายมากกว่านี้ก็ต้องประเมินกันอีกครั้ง นอกจากนี้บีอีซีแอลเตรียมเปิดให้บริการทางเชื่อมต่อทางพิเศษศรีรัช(อโศก-ศรีนครินทร์) ระยะทางประมาณ500เมตร กับถนนจตุรทิศ เพื่อรองรับการเดินทางจากบริเวณดินแดง มักกะสันผ่านถนนจตุรทิศไปจนถึงทางพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)ที่มุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรวมถึงช่วยระบายการจราจรบนถนนพระราม 9 ให้สะดวกมากขึ้นโดยจะเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 2 พ.ค.นี้คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7.5 ล้านบาทต่อเดือน “ทางเชื่อมนี้จะมีด่านเก็บค่าผ่านทาง1 ด่าน มีช่องเก็บค่าผ่านทาง 4 ช่องแบ่งเป็นช่องจ่ายเงินสด 2 ช่องและช่องจ่ายผ่านระบบอัตโนมัติอีซี่ พาส 2 ช่อง ค่าบริการ 25บาท ซึ่งภายหลังเปิดให้บริการแล้วคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 1.2หมื่นคันต่อวัน เมื่อรวมกับปริมาณการจราจรของด่านอโศก 3 เดิมที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน จะมีรถใช้บริการ 5.9 หมื่นคันต่อวัน เฉลี่ย 7.1 หมื่นคันต่อวัน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พิษการเมืองฉุดยอดใช้ทางด่วนหด4%
เดือน: เมษายน 2014
-

พิษการเมืองฉุดยอดใช้ทางด่วนหด4%
-

ม๊อบไร่อ้อยฮือเข้ากรุงขอขึ้นราคาอ้อย
นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า องค์กรชาวไร่อ้อย 4 องค์กร ได้แก่ สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย มีมติร่วมกันนำชาวไร่อ้อยทั่วประเทศประมาณ 60,000 คน มาชุมนุมที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 27 เม.ย. นี้ เพื่อกดดันให้กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาราคาอ้อยต่ำกว่าต้นทุนการผลิต โดยได้เสนอให้เพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 56/57 ให้สูงกว่า 900 บาทต่อตัน เนื่องจากที่ผ่านมากำหนดราคาไว้ 900 บาทต่อตัน ไม่คุ้มต้นทุนการผลิต “ ที่ผ่านมาคณะกรรมการ กอน. ซึ่งมีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน พยายามหลบเลี่ยงการประชุมตลอด ทั้งที่มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นซึ่งอยู่ที่เพียง 900 บาทต่อตันซึ่งชาวไร่อ้อยเห็นว่าไม่คุ้มทุน ซึ่งเราก็ต้องการให้เสนอครม.อนุมัติเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาเป็นส่วนเพิ่มราคาอ้อยให้ได้อย่างน้อย1,100-1,200บาทต่อตันหรืออย่างไรก็ว่ามา โดยได้ศึกษามาแล้วว่า ไม่ต้องเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาแต่อย่างใด ไม่เหมือนกรณีข้าว เพราะเงินที่ช่วยอ้อย เป็นเงินกู้ของธ.ก.ส. ไมได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ” สำหรับการเคลื่อนไหว ได้นัดชุมนุม และรถบรรทุกไว้แล้วในวันที่ 27 เม.ย. โดยชาวไร่ ภาคอีสานได้นัดพบกันอ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจะรวมกับสายสระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ สายเหนือ นัดที่อ.บางปะอิน รวมอุทัยธานี ภาคกลางเจอกันที่อ.บางบัวทอง ภาคตะวันออก นัดชุมนุมที่บริเวณมอเตอร์เวย์ หรืออ.วังน้อย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับเรื่องจากชาวไรอ้อย จึงได้ประสานงานคณะกรรมการเพื่อประชุมกอน. ในวันที่ 25 เม.ย. เพื่อให้ชาวไร่ ยุติการเคลื่อนไหว แต่ล่าสุดได้แจ้งขอเลื่อนการประชุมกอน.ออกไปวันที่ 28 เม.ย. เนื่องจากคณะกรรมการ ฯ ยังไม่พร้อมประชุม ชาวไร่อ้อย จึงมีมติล่าสุด ไม่ยุติการเคลื่อนไหว เนื่องจากเห็นว่า ฝ่ายราชการไม่จริงใจในการแก้ปัญหา เลื่อนการประชุมหลายครั้ง นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และสันทนาการ3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า ล่าสุดการหีบอ้อย 56/57 หลังเปิดหีบมาได้ 149 วัน มีอ้อยเข้าหีบ 103.20 ล้านตันอ้อย ค่าความหวานในอ้อย (ซี.ซี.เอส) มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 12.55ซี.ซี.เอส ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย จากเดิมที่ค่าความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 10 – 11 ซี.ซี.เอสเท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ จะมีรายได้จากการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นอีก 54 บาทต่อทุก 1 ซี.ซี.เอสต่อตันอ้อยที่ปรับขึ้น จากค่าอ้อยขั้นต้น 900 บาทต่อตัน ที่กำหนดค่าความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ซี.ซี.เอส
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ม๊อบไร่อ้อยฮือเข้ากรุงขอขึ้นราคาอ้อย -

หนี้ครัวเรือนแรงงานไทยพุ่ง
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาระหนี้สินของครัวเรือนแรงงานไทยในปี 57 เฉลี่ยที่ 106,216. บาทต่อครัวเรือน เพิ่มจากปีก่อน 7.9% เป็นหนี้ในระบบ 43.9% และ นอกระบบ 56.1% ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในการใช้จ่ายทั่วไปมากที่สุดในสัดส่วน 46.6% รองลงมาเป็นหนี้ในการซื้อบ้าน, ซื้อทรัพย์ (รถยนต์), การลงทุน, ค่ารักษาพยาบาล และ อื่นๆ เนื่องจากประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงจนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและการหาอาชีพเสริมเพื่อหารายได้พิเศษในช่วงนี้ก็ทำได้ลำบาก เป็นต้น ทั้งนี้ยังพบว่าสถานการณ์ความสามารถในการชำระหนี้ในปี 57 พบว่าแรงงานที่เป็นหนี้ 80.1% ประสบปัญหาในการจ่ายหนี้เนื่องจากไม่สามารถหาเงินมาหมุนได้ทันเวลา ส่งผลให้หลายๆรายใช้วิธีชำระหนี้แบบเดือนเว้นเดือน หรือการกู้หนี้นอกระบบมาโป๊ะหนี้เก่า เพื่อไม่ให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ส่วนกรณีที่หนี้นอกระบบมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้รายเดิมที่มีบัตรเครดิตแล้ววงเงินการกู้เต็มวงเงินแล้วจึงไม่สามารถกู้เพิ่มได้ ขณะที่รายใหม่บางส่วนก็ถูกสถาบันการเงินงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพราะกลัวว่าจะเป็นปัญหาเอ็นพีแอลตามาภายหลัง “เป็นการสำรวจผู้มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ซึ่งหนี้ 106,216.67 บาทนั้นเป็นจำนวนที่สูงสุดตั้งแต่มีการทำผลสำรวจเรื่องนี้ในปี 52 ส่วนการชำระหนี้จะเป็นแบ่งการผ่อนเงินกู้ในระบบเฉลี่ยรายละ 5,456.9 บาทต่อเดือน และ เงินกู้นอกระบบจะผ่อน 7,412.7 บาทต่อเดือน เนื่องจากเงินกู้นอกระบบมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าในระบบ และที่สำคัญแรงงานจะเลือกจ่ายหนี้นอกระบบก่อนเพราะจะมีเรื่องของอิทธิพลการข่มขู่มาเกี่ยวข้องด้วย” นายวชิร กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นแรงงานมองว่าความเหมาะสมของค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันควรอยู่ในระดับ 388.25 บาทต่อวันภายในปีนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน เนื่องจากจะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้ลดลง รวมถึงการช่วยให้เหลือเงินออมมากขึ้น, ช่วยให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, ช่วยให้การใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นและช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้แรงงานยังมองว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 498.06 บาทต่อวัน และ ในอีก 5 ปีข้างหน้าค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ 579.74 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตามในส่วนของการปรับขึ้นค่าจ้างนั้นแรงงานส่วนใหญ่มองว่าควรปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ นายวชิร กล่าวว่า ในส่วนของการสำรวจการใช้จ่ายของแรงงานในวันแรงงานไทยปี 57 ประเมินว่า แรงงานจะมีค่าใช้จ่ายรวมถึง 1,965.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.3% แต่เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำในรอบ 4 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยสิ่งที่แรงงานต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุดคือ การดูแลค่าครองชีพและค่าแรงให้เหมาะสม, ดูแลเรื่องสวัสดิการที่เหมาะสม, แก้ปัญหาทางการเมืองให้เร็วที่สุด, กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว และ การเพิ่มทักษะฝีมือให้แรงงานมีคุณภาพมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนี้ครัวเรือนแรงงานไทยพุ่ง