นายวิชัย จิราธิยุตผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยถึงนโยบายการบริหารงานสถาบันยานยนต์หลังรับตำแหน่งใหม่ว่า ปีนี้คาดว่า ยอดการผลิตรถยนต์ จะมีปริมาณ 2.35 ล้านคันลดลงจากปีที่แล้วที่ผลิตได้ 2.45 ล้านคัน หรือลดลง 10% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวส่วนนโยบายสำคัญ จะผลักดันให้ไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 1 ในอาเซียนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ผลิตรถยนต์ให้ได้ 3 ล้านคัน ภายในปี 60ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม “ตอนนี้ไทยผลิตรถยนต์เป็นอันดับ 9 ของโลก และมียอดส่งออกรถยนต์อันดับ13 ของโลก แม้ว่าขณะนี้อินโดนีเซียจะมีอัตราการเติบโตของอุตฯรถยนต์ปีนี้ 15% สูงกว่าไทยที่คาดว่าจะเติบโต 12% แต่ภาพรวมทุกฝ่าย เชื่อว่าไทยยังมีศักยภาพที่ดีกว่า และเราจะยังรักษาฐานการผลิตอันดับหนึ่งในอาเซียนได้ โดยเฉพาะไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล ระยะ 2 (อีโคคาร์เฟส 2) ” สำหรับโจทย์ที่ท้าทายของสถาบันยานยนต์คือหาแนวทางเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนฯ ที่เป็นคนไทย 100% จำนวน 1,850 ราย พร้อมที่จะเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ปี 58 รวมถึงการปรับตัวของค่ายรถและชิ้นส่วนรองรับการปรับโครงสร้างสรรพสามิตรถยนต์ใหม่วัน1 ม.ค. 59 ที่ กรมสรรพสามิตจะบังคับใช้ภาษีจากเดิมคิดตามปริมาตรกระบอกสูบรถยนต์มาเป็นคิดตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อมแทน “ การผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ๆออกมาจะไม่เป็นไปในลักษณะโปรดักส์แชมป์เปียน อย่างที่มีมาแล้วคือ รถกระบะและรถอีโคคาร์ แต่จะเปลี่ยนไปสู่การพัฒนารถยนต์ใหม่ๆ ออกมาตามความคิดรวบยอดกรีนเทคโนโลยี ที่เป็นแนวโน้มของโลกตามแบบอย่างของประเทศสหรัฐฯและยุโรปที่มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อมดังนั้นแนวโน้มไทยก็จะเดินไปในแนวเดียวกันนี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดผลิตรถใหม่หดเหลือ2.3ล้านคัน
เดือน: เมษายน 2014
-

ยอดผลิตรถใหม่หดเหลือ2.3ล้านคัน
-

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 24 เมษายน 2557 ปิดลบ 0.72 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 24 เม.ย. ดัชนีปรับตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาดในระยะสั้น ก่อนลดลงแรงสู่จุดต่ำสุดในช่วงเช้า ทิศทางการเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวัน จากแรงการเทขายทำกำไรของหุ้นในกลุ่มธนาคารและปิโตรเคมี หลังปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายยังอยู่ในระดับปานกลาง ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,419.40 จุด และทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,426.53 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,422.67 จุด ลดลง 0.72 จุด หรือ 0.05% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 36,092.11 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. อิชิตัน ปิดที่ 17.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท 2. ทรู ปิดที่ 7.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 3. ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 189.00 บาท ลดลง 6.50 บาท 4. เอไอเอส ปิดที่ 244.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท 5. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 191.50 บาท ลดลง 5.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 24 เมษายน 2557 ปิดลบ 0.72 จุด -

จับตายอดทิ้งจองคอนโดฯ
นายกฤษณ์เสสะเวช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.)เปิดเผยว่าบสก.เป็นห่วงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงและขณะนี้กำลังจับตาดูยอดการจองซื้อที่อยู่อาศัย และยอดการโอนซึ่งหากมีแนวโน้มยกเลิกการจอง เลื่อนการโอน หรือไม่โอนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆถือว่าเป็นปัญหา และเป็นสัญญาณอันตรายต่อภาคอสังหาฯ อย่างมากทั้งนี้เนื่องจากภาวะสูญญากาศทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็มที่ในการบริหาร จึงไม่สามารถผ่านงบประมาณประจำปีการลงทุนต่าง ๆ ออกสู่ภาคประชาชนได้ หากยังต้องนิ่ง ๆ แบบนี้ไปอีก 4-5 เดือน ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่สะสมไว้นั้นก็จะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆจนทำให้สภาพคล่องในระบบหายไป แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างปรับตัวกันไปบ้างแล้ว เช่นปรับรูปแบบการก่อสร้าง เพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกลงชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ออกไป หรือจัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นการขายต่าง ๆแต่ในด้านกำลังซื้อนั้น ขณะนี้ผู้บริโภคต่างรอ และจับตาดูสถานการณ์ (เว็ต แอนด์ซี) อยู่ เพราะไม่มั่นใจว่า เมื่อซื้อที่อยู่อาศัยแล้วจะมีความสามารถในการผ่อนชำระในระยะยาวหรือไม่ จึงชะลอการซื้อออกไปเช่นกันส่วนสถาบันการเงินก็เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นและสินเชื่อที่ปล่อยไปแล้ว หากเห็นว่ามีสัญญาณจะเป็นหนี้สงสัยจะสูญ (เอ็นพีแอล)ก็จะประนอมหนี้ทันทีก่อนที่จะเป็นหนี้เสียพร้อมทั้งเร่งตัดเอ็นพีแอลขายก่อนที่จะบันทึกการรับรู้ในบัญชีด้วย ทั้งนี้ในส่วนของบสก.นั้น ยังคงซื้อเอ็นพีแอลจากที่ต่าง ๆเข้ามาบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ซื้อไปแล้ว 36,000 ล้านบาทจากปัจจุบันที่มีเอ็นพีแอล 390,000 ล้านบาทและมีสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) 36,500 ล้านบาทซึ่งบสก.ไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการทำงานมากนัก เพียงแต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและให้การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายที่จะขายเอ็นพีเอให้ได้ 17,000 ล้านบาทซึ่งไตรมาสแรกที่ผ่านมาทำได้ 4,400 ล้านบาท ล่าสุดนี้บสก.ได้จัดมหกรรมคอนโด บสก 2557 โดยนำคอนโดกว่า 1,660 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทมาลดราคาขายราคาเริ่มต้นยูนิตละ 100,000 บาท หรือผ่อนเพียงเดือนละ 1,000บาทซึ่งถือว่าถูกกว่าการเช่า คาดว่าจะสามารถขายได้ 200 ยูนิต รวม 100 ล้านบาทเนื่องจากยังมีผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริงอยู่ และคอนโดฯ ราคาไม่แพงอีกทั้งเข้าอยู่ได้ทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตายอดทิ้งจองคอนโดฯ