เดือน: เมษายน 2014

  • กสทช.เร่งผู้ให้บริการโอนย้ายลูกค้าคลื่น 1800

    กสทช.เร่งผู้ให้บริการโอนย้ายลูกค้าคลื่น 1800

    กสทช. เผยยอดผู้ใช้มือถือคลื่น 1800 เหลือประมาณ 7 ล้านราย พร้อมเร่งผู้ให้บริการโอนย้ายเบอร์ด่วน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า นับตั้งแต่ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 มีผลบังคับใช้ เพื่อเยียวยาผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 1800 MHz ให้ยังคงใช้งานได้ต่อเนื่องได้อีก 1 ปี เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการมีเวลาในการโอนย้ายไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายใหม่ตามที่ต้องการนั้น ล่าสุด จากข้อมูล ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2557 พบว่า บริษัท ทรู มูฟ จำกัด มีผู้ใช้บริการคงเหลืออยู่ในระบบ 7.1 ล้านเลขหมาย โดยเป็นเลขหมายที่มีการใช้งานประจำประมาณ 3.6 ล้านเลขหมาย และเป็นเลขหมายที่ใช้งานน้อยมากหรือไม่มีการใช้งานประมาณ 3.5 ล้านเลขหมาย ส่วนบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด มีผู้ใช้บริการคงเหลืออยู่ในระบบจำนวน 13,213 เลขหมาย ทั้งนี้ กสทช. ได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัท ทรู มูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด อย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งรัดให้ทั้งสองบริษัทดำเนินการโอนย้ายผู้ใช้บริการ และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการทราบข้อเท็จจริง และผลกระทบในกรณีที่ไม่ดำเนินการโอนย้ายเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่น   สำหรับแผนการโอนย้ายผู้ใช้บริการที่เหลืออยู่ในระบบ ทั้งสองบริษัทได้มีหนังสือเข้ามายังสำนักงานฯ เพื่อเสนอแผนดังกล่าวแล้ว โดย บริษัท ทรู มูฟ จำกัด แจ้งว่าจะขอดำเนินการโอนย้ายผู้ใช้บริการรวมถึงเลขหมายที่ไม่มีผู้ใช้บริการทั้งหมดไปยังบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ซึ่งหาก กทค. เห็นชอบแนวทางดังกล่าว บริษัทฯ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการในทางเทคนิค การตลาด และการประชาสัมพันธ์ เพื่อโอนย้ายผู้ใช้บริการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 4 เดือน ส่วนบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด  แจ้งว่าได้เร่งดำเนินการโอนย้ายผู้ใช้บริการที่เหลืออยู่จำนวน 13,213 เลขหมาย ออกจากระบบ ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2557 อย่างไรก็ดีประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 1800 MHz หากประสบปัญหาในการใช้บริการ ประสบปัญหาในการโอนย้าย สามารถร้องเรียนมาได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เร่งผู้ให้บริการโอนย้ายลูกค้าคลื่น 1800

  • นักการเมืองทำข้าวไทยป่วนจี้รัฐปฏิรูป สร้างความยั่งยืน

    นักการเมืองทำข้าวไทยป่วนจี้รัฐปฏิรูป สร้างความยั่งยืน

    ยอมรับว่าช่วง 3-4  ปีที่ผ่านมา ข้าวไทยค่อนข้างเผชิญกับสารพัดวิกฤติ ทั้งการเสียแชมป์การส่งออกอันดับ 1 ของโลก ให้แก่อินเดีย 2 ปีรวดแถมยังต้องเสียแชมป์ข้าวหอมสายพันธ์ุคุณภาพดีหอมที่สุด และอร่อยที่สุดเบอร์  1 ของโลก ให้แก่เมียนมาร์และกัมพูชา ถึง 3 ปีรวด  สำหรับข้าวที่ดีที่สุดในโลกนั้นข้าวหอมมะลิไทย 105 ครองตำแหน่งเบอร์ 1 ของโลกมาตลอด แต่ในปี 54 ต้องเสียแชมป์แก่ข้าวพม่าพันธุ์ “เพิร์ล ปอว์ซาน” ในปี 55 ต้องเสียแชมป์แก่ข้าว “ผกามะลิ” ของกัมพูชา และในปี 56 นอกจากต้องเสียแชมป์ให้แก่ข้าว “ผกามะลิ” ของกัมพูชาแล้วยังต้องเสียตำแหน่งให้กับข้าว “แคลโรส” จากรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วหลายคนแทบไม่อยากเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าวไทยที่ถูกแซงหน้าไปหลาย ๆ ด้านทั้งเรื่องของความอร่อยและหอมนุ่มหรือการเสียแชมป์ส่งออกทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้กว่า 30 ปีไทยเป็นแชมป์มาตลอด การเมืองทำข้าวไทยป่วน สาเหตุที่ทำให้การพัฒนาข้าวไทยไปไม่ถึงไหนมาจากนโยบายข้าวผูกติดกับการเมืองมากและพรรคการเมืองก็จะมีการตั้งราคารับซื้อที่ไม่สมเหตุสมผลเพียงแค่ต้องการชนะการเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงกลไกตลาดและผลเสียที่ตามมาเพราะนักการเมืองแค่คิดตื้นเพียงหวังว่าไทยเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ  1 ของโลกมานานหากเก็บไว้ไม่ยอมขายสุดท้ายราคาข้าวตลาดโลกก็ต้องปรับราคาตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่การคิดลักษณะนี้คงลืมไปว่าไทยไม่ใช่เป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่สุดของโลกแต่เป็นอันดับ  6 ของโลกหรือคิดเป็น 4.3% ของปริมาณข้าวทั้งโลกตัวอย่างเช่น ฤดูกาลล่าสุดหรือในฤดูกาลผลิตข้าว 56/57 พบว่าทั่วโลกผลิตข้าวได้  471 ล้านตันข้าวสารโดยจีนเป็นประเทศที่ผลิตได้มากสุด 141.5 ล้านตัน รองลงมาเป็นอินเดีย 103 ล้านตัน อินโดนีเซีย 37.7 ล้านตัน บังกลาเทศ 34 ล้านตัน เวียดนาม  27.7 ล้านตัน และไทย 20.5 ล้านตัน เพื่อนบ้านไล่แซงไทย ดังนั้นทำให้สังคมและภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มมีการเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญเรื่องของอนาคตข้าวไทยมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของภาคเอกชนอย่าง “ชูเกียรติ โอภาสวงศ์”  นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรมีกรอบในการช่วยเหลือชาวนาโดยการอุดหนุนในด้านต่าง ๆ หรือไม่ก็ใช้วิธีการประกันรายได้แต่ไม่ต้องไปบิดเบือนกลไกตลาดมากนักเพราะจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาเหมือนกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิต เพราะทุกวันนี้ข้าวไทยมีคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนของข้าวหอม ข้าวขาวและข้าวนึ่ง รวมถึงข้าวหอมมะลิ แม้มีคู่แข่งน้อยแต่เวลานี้ประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาทั้งสายพันธุ์ข้าวการตลาดอย่างรวดเร็วดังนั้นจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาให้หนีคู่แข่งให้ได้เน้นความหอมที่นานและเมล็ดยาวเนื่องจากขณะนี้ข้าวหอมไทยเริ่มมีปัญหาเรื่องของกลายพันธ์ุ ขณะที่ข้าวขาว ควรหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง นอกจากนี้ควรบริหารพื้นที่ทำนาใหม่จากปัจจุบันที่นาของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ชลประทานมีไม่เกิน 25% ของปริมาณนาต่างจากเวียดนามที่อยู่ในบริเวณชลประทาน 70-75% ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้มาก ส่วนชาวนารายย่อย ที่ีมีพื้นที่ปลูกข้าว 10-20 ไร่ ควรผลักดันให้รวมกลุ่มกันเหมือนกับเวียดนาม ที่ส่งเสริมการรวมกลุ่ม 300-400 ไร่ในพื้นที่เดียวกันโดยทำนาและเก็บเกี่ยวร่วมกัน จากนั้นจึงนำรายได้มาแบ่งกันตามสัดส่วน ซึ่งวิธีนี้สามารถลดต้นทุนได้ถึง 20% ทีเดียว แนะเรียนรู้จากเพื่อนบ้าน ขณะที่ “นิพนธ์ พัวพงศกร” นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ มองว่า หากต้องการให้ข้าวไทยมีอนาคต อันดับแรกต้องยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว แล้วจึงหามาตรการอื่นเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือชาวนาเพื่อให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นต่อไป เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ รัฐบาลได้เลือกใช้วิธีการจ่ายชดเชย 70-85% ของส่วนต่างระหว่างราคาเป้าหมายกับราคาตลาด ขณะที่ญี่ปุ่นใช้วิธีจ่ายเงินชดเชยแบบตายตัวต่อไร่ รวมถึงจ่ายชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับต้นทุนการผลิต รวมถึงใช้วิธีประกันความเสี่ยงด้านราคาโดยรัฐอุดหนุนเบี้ยประกันบางส่วน เร่งกระจายพันธุ์ให้ทั่วถึง   ด้านกรมการข้าวเห็นว่า ปัญหาข้าวไทยคุณภาพต่ำลงมีสาเหตุมาจากเมล็ดพันธุ์ที่มีทั้งหมด 4 แบบ คือพันธุ์คัด, พันธุ์หลัก, พันธุ์ขยาย, พันธุ์จำหน่าย โดยเฉพาะพันธุ์จำหน่ายคือ เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกและขายเป็นข้าวเปลือกกับโรงสีหรือเก็บไว้บางส่วนเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้แต่ปลูกต่อได้ไม่เกิน 3 ฤดูไม่เช่นนั้นพันธุ์ข้าวจะเพี้ยนและคุณภาพข้าวจะไม่ดีเหมือนเดิม  แต่ในทางปฏิบัติเกษตรกรกลับเอาพันธุ์ขยายไปปลูกแล้วเก็บเกี่ยวขายให้โรงสีหมดทำให้เมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวผลิตขึ้นมามีไม่พอให้กระจายถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ชาวนาในพื้นที่ห่างไกลไม่มีโอกาสใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพต้องหันไปใช้เมล็ดพันธุ์เดิม ๆ ที่กลายพันธุ์ไปหมดแล้วเพราะปลูกติดต่อกันมาหลายสิบปีส่งผลให้ผลผลิตก็ยังต่ำอีกด้วย ที่สำคัญ…หากการปลูกข้าวไม่มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ได้ใช้กันอย่างทั่วถึงโอกาสที่ไทยจะถูกประเทศอื่นแซงหน้ามีความเป็นไปได้สูง ดังนั้นจากนี้ไปกรมการข้าวจะเปลี่ยนวิธีขายเมล็ดพันธุ์ใหม่โดยขายพันธุ์ขยาย ให้เกษตรกรเพื่อปลูกแล้วเอาผลผลิตส่งขายให้โรงสี  ส่วนพันธุ์หลักจะให้เฉพาะกลุ่มหมู่บ้าน สหกรณ์ศูนย์ข้าวชุมชนเท่านั้นที่สามารถนำไปใช้ได้เท่านั้น ขณะที่ยุทธศาสตร์พัฒนาข้าว จะเน้นยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาข้าว ยุทธศาสตร์การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และยุทธศาสตร์การต่างประเทศของกรมการข้าว โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้การพัฒนาศักยภาพการผลิต และรักษาคุณภาพข้าวของไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ รวมถึงให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวก็ต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้จะให้ความสำคัญกับการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้เกษตรกรอย่างทั่วถึงเช่น ศูนย์ข้าวชุมชนสหกรณ์การเกษตรภาคเอกชนผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์รวมทั้งให้ขยายผลหมู่บ้านผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอภายใน 3 ปี รวมถึงการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจข้าว (โซนนิ่ง) เพื่อส่งเสริมการผลิต ต้องปฏิรูปเกษตรกรรม อย่างไรก็ตามในแง่ของคนปลูกข้าวเองแล้ว…กลับมีความเห็นที่หลากหลายโดยความต้องการหลัก คือ ความยั่งยืนในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการเอาใจชาวนาโดยนำเงินมาหลอกล่อ ซึ่ง  “ระวี รุ่งเรือง” ประธานเครือข่ายชาวนา ระบุว่า ชาวนาส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปฏิรูปภาคการเกษตรอย่างจริงจังมีการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยภาครัฐเข้ามาสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิตมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาข้าวอย่างยั่งยืน  มีการวิจัยเพื่อพัฒนาด้านการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการระดมความเห็นกันจริง ๆ จัง ๆ  โดยอยากให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และรัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารก็ต้องดำเนินการตามนี้ไม่อย่างนั้นพอเปลี่ยนรัฐบาลทีนโยบายข้าวก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนถึงเวลานี้…หากไม่มีการปฏิรูปข้าวไทยอย่างจริงจังแล้ว เชื่อว่าในอนาคตชาวนาก็ต้องพบต้องเจอกับปัญหาเดิม ๆ ที่เคยมีมาตั้งแต่อดีต แต่คราวนี้อาจเกิดสถานการณ์รุนแรงกว่าทั้งเรื่องของหนี้สินสูงต้นทุนการผลิตสูงขึ้นสุดท้ายคือการมีที่ดินทำกินน้อยลงเพราะต้องขายให้กับนายทุน!. มนัส แวววันจิตร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักการเมืองทำข้าวไทยป่วนจี้รัฐปฏิรูป สร้างความยั่งยืน

  • ททท. ทุ่มงบฯทำตลาดดึงนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน

    ททท. ทุ่มงบฯทำตลาดดึงนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน

    รายงานข่าวจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ปี 58 ททท. เตรียมใช้งบประมาณ กว่า 124 ล้านบาท ในการทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจาก อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่ม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพที่ใช้จ่ายสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 1,306 ล้านบาทคุ้มค่าเงินลงทุนประมาณ 10.48 เท่า สำหรับอินโดนีเซีย ต้องใช้งบประมาณในการทำตลาด 16.6 ล้านบาท เป้าหมายดึงเงินกลุ่มศักยภาพสูงเข้าไทย ให้ได้155 ล้านบาท มาเลเซีย เตรียมเสนอ 3 แพ็กเกจ ใช้งบประมาณทำตลาด 30 ล้านบาท คาดหวังเม็ดเงิน 415 ล้านบาทสิงคโปร์ งบประมาณการตลาด 44 บ้านบาท คาดหวังเงินเข้าไทย 457 ล้านบาท ด้วยการเสนอ 2 แพ็กเกจ และเวียดนาม ททท.นำร่อง ในปี 57เป็นแห่งแรก ภายใต้งบประมาณทำการตลาด 34 ล้านบาท มุ่งหวังได้รายได้ 279 ล้านบาท  “จากการสำรวจนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพสูงในอาเซียน พบว่ากลุมนี้ ต้องการยกระดับตัวเองเพื่อความเหนือชั้นอย่างแตกต่าง จะแสดงออกถึงวิธีที่ที่ชาญฉลาด จึงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องของราคาถูก ไม่เน้นเรื่องโปรโมชั่น และให้ความชื่นชอบการท่องเที่ยวในประเทศไทย”  ด้านการใช้จ่ายของกลุ่มศักยภาพสูง มีค่าห้องพัก 5,873 บาทต่อคืน สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปที่มีค่าห้องพัก 1,667 บาทต่อคืน และมีค่าเฉลี่ยรวมห้องพักรวมตลอดทริป 25,261 บาท นักท่องเที่ยวทั่วไปรวม 6,258 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมช้อปปิ้งนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงจ่ายเฉลี่ยประมาณ 23,398 บาท นักท่องเที่ยวทั่วไป 11,323 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มมีศักยภาพสูงเฉลี่ย 14,483 บาท นักท่องเที่ยวทั่วไป 5,739 บาท และ ค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมบันเทิง สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มมีศักยภาพสูงเฉลี่ย 12,458 บาท นักท่องเที่ยวทั่วไป 5,593บาท  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท. ทุ่มงบฯทำตลาดดึงนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน