เดือน: เมษายน 2014

  • ประกาศเพิ่มมาตรฐานข้าวหอมไทย

    ประกาศเพิ่มมาตรฐานข้าวหอมไทย

    นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย(ฉบับที่2) โดยได้แบ่งข้าวหอมมะลิไทยเพื่อการส่งออกเป็น 2 ชั้นตามปริมาณข้าวหอมมะลิไทย ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิไทยชนิดพิเศษ  ที่ต้องมีข้าวหอมมะลิไทยไม่น้อยกว่า 98%  ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ชั้นดีที่สุด และข้าวหอมมะลิไทยมาตรฐานที่กำหนดไว้เดิม ที่มีข้าวหอมมะลิไทยไม่น้อยกว่า 92%   สำหรับการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยใหม่ในครั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยให้สูงขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคในหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง จีน ที่ต้องการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยชนิดพรีเมี่ยมหรือมีคุณภาพดี แม้ราคาสูงก็ตาม ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิไทยแท้ๆ จะมีรสชาติความเหนียวนุ่มและความหอมแตกต่างกับข้าวชนิดอื่นๆ เป็นอย่างมาก “สินค้ามาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยทุกชั้น ทุกประเภท และทุกชนิด จะต้องมีความชื้นไม่เกิน 14 % มีลักษณะทั่วไปเมื่อผ่านกระบวนการสีแล้ว เป็นข้าวเมล็ดยาว มีความขาว ท้องไข่น้อยตามธรรมชาติ ไม่มีแมลงที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นต้น” ทั้งนี้ ในกรณีที่ส่งสินค้ามาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยออกไปนอกราชอาณาจักร โดยบรรจุกระสอบหรือภาชนะอื่นใด ผู้ส่งออกต้องแสดงข้อความภาษาอังกฤษว่า “Prime Quality Thai Hom Mali Rice”  หรือ ” Thai Hom Mali Rice”  ตามชั้นคุณภาพที่ส่งออก ที่เห็นได้ชัดเจนบนภาชนะ เพื่อให้ผู้ซื้อรู้ว่าเป็นสินค้ามาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยแท้ ไม่มีการปลอมปน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อว่าจะได้ซื้อข้าวหอมมะลิไทยแท้แน่นอน  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประกาศเพิ่มมาตรฐานข้าวหอมไทย

  • ผู้นำเข้าฝรั่งเศสเพิ่มปริมาณสินค้าไทยขายออนไลน์

    ผู้นำเข้าฝรั่งเศสเพิ่มปริมาณสินค้าไทยขายออนไลน์

    นายปกายศักดิ์ สวัสดิสิงห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยว่า  ขณะนี้สำนักงานได้นำนายชอง ปีแอร์ อัสซง  ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไทยออนไลน์รายใหญ่ ภายใต้เว็บไซต์ www.thailife.fr เดินทางมาพบปะกับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าอาหารของไทย จำนวน  30 ราย เพื่อทำการคัดเลือกสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน และเครื่องปรุงรสต่างๆ ไปจำหน่ายบนเว็บไซต์ให้กับผู้บริโภคในฝรั่งเศส “นายชอง ปีแอร์ ฮัทสัน เป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยมาแล้วประมาณ 10 ปี เริ่มจากนำเข้าผลไม้สด และอาหารพร้อมรับประทาน ไปจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกในฝรั่งเศส เช่น โอซอง คาร์ฟูร์ และคาสิโน กรุ๊ป นำเข้าเพิ่มจากปีละ 1 ตู้คอนเทรนเนอร์ เป็น 26 ตู้คอนเทรนเนอร์ในปัจจุบัน และคาดว่าจะมีปริมาณนำเข้าที่สูงขึ้นอีก หลังจากที่ได้เปิดตัวจำหน่ายสินค้าอาหารไทย ผลไม้ไทย ผลิตภัณฑ์สปา ผ่านเว็บไซต์”  ทั้งนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวจะสินค้าไทยยี่ห้อต่างๆที่จำหน่ายแล้ว เช่น ยี่ห้อแม่ประนอม และรอยไทย เป็นสินค้าหลัก และยังมีการจำหน่ายผลไม้ไทย เช่น มะม่วง มะละกอ เงาะ และมังคุด รวมถึงข้าวหอมมะลิไทย ขณะเดียวกัน ยังมีการจำหน่ายแพกเกจท่องเที่ยวในไทย สินค้าเกี่ยวกับสปา ซึ่งล่าสุดได้มีการไปดูสินค้าของวัดโพธิ์ เพื่อนำไปจำหน่ายในเว็บไซต์ด้วย       “ที่ผ่านมาผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสเข้ามาซื้อสินค้าอาหารไทยเป็นจำนวนมาก จนสต๊อกที่มีอยู่ไม่พอขาย จึงต้องบินมาเมืองไทย มาหาซื้อสินค้าไทยเพื่อนำไปจำหน่ายเพิ่ม โดยสินค้าไทยที่ขายในเว็บไซต์ดังกล่าว มีเป็น 100 ชนิด แต่ที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่ง ก็คือ ต้มยำกุ้ง และข้าวหอมมะลิไทย นอกนั้นเป็นพวกเครื่องแกง ทั้งพะแนง แกงกะหรี่ เป็นต้น”         

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้นำเข้าฝรั่งเศสเพิ่มปริมาณสินค้าไทยขายออนไลน์

  • ดันเอกชนลุยตลาดแอฟริกา-รัฐเซีย

    ดันเอกชนลุยตลาดแอฟริกา-รัฐเซีย

     นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เตรียมนำข้อมูลเชิงลึกในตลาดต่างประเทศ มาเผยแพร่ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด และหาผู้ร่วมทุนในต่างประเทศให้กับสมาชิกของ ส.อ.ท. มากขึ้น โดยประเทศเป้าหมายที่ ส.อ.ท. จะออกไปบุกเบิกตลาด จะเป็นตลาดใหม่ เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย อูกานดา เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าการค้ากับไทยยังน้อยมาก ทำให้มีโอกาสจะขยายตลาดได้อีกมาก  “ ประเทศเหล่ามีความต้องการสินค้าไทยสูง เช่น เครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภค บริโภค ชิ้นส่วนรถยนต์ และล้อยาง รวมทั้งยังเป็นแหล่านำเข้าแร่ธาตุและทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของไทยในอนาคต โดยแอฟริกายังเป็นโอกาสของการเข้าไปลงทุนตั้งโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้อีกมาก เพราะยังเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งยังเป็นแหล่งเข้าไปลงทุนด้านน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติได้อีกมาก เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของไทยที่จะขยายตัวอีกมากในอนาคต”   นอกจากนี้จะขยายการค้าการลงทุนที่ประเทศรัสเซีย และยุโรปตะวันออก ซึ่งที่ผ่านมานักท่องเที่ยวรัสเซียเข้ามาในไทยสูงเป็นอันดับ 2 มีจำนวนกว่า 1.6 ล้านคน จึงมีความรู้จักประเทศไทย และสินค้าไทยเป็นอย่างดี แต่ที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศมีเพียง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีข้อติดขัดในเรื่องของภาษา ระบบการโอนเงินข้ามประเทศ และกฎระเบียบทางการค้าที่แตกต่างจากไทย   อย่างไรก็ตามส.อ.ท. ได้วางแนวทางแก้ปัญหา โดยการประสายไปยังธนาคารพาณิชย์ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ให้เข้าไปตั้งสาขา เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินในรัสเซีย ซึ่งมีหลายธนาคารให้ความสนใจ รวมทั้งจะประสานงานกับสถานทูต ทั้งของไทย และรัสเซีย หากแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านภาษา และกฎระเบียบการค้าต่างๆ สำเร็จ ภาคเอกชนได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศเพิ่มเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 59 ขณะเดียวกันส.อ.ท. ยังได้ปรับปรุงสายงานการค้า และการลงทุน โดยรวมสภาธุรกิจระหว่างไทย กับชาติต่างๆ เช่น สภาธุรกิจไทย – รัสเซีย , ไทย – เวียดนาม และไทย – เมียนมาร์ เพื่อให้เกิดการร่วมมือด้านการค้า และการลงทุน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันเอกชนลุยตลาดแอฟริกา-รัฐเซีย