นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแผนดูแลค่าครองชีพหลังช่วงเปิดเทอมใหญ่ว่า กรมเตรียมขอความร่วมมือห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิรน์เทรด) ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จัดทำโครงการฟู้ดคอร์ท ธงฟ้าทั่วไทย เพื่อให้ลดราคาจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จทั้งหมดให้ถูกกว่าราคาปกติจานละ 5-10 บาท คาดว่าจะสามารถเริ่มได้ช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ และลดภาระผู้ปกครองหลังเปิดเทอมทั้งนี้ ปัญหาราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ยอมรับว่าในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ของทุกปี มักมีปัญหาผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้ผลผลิตออกน้อย ล่าสุดขณะนี้มีปัญหามะนาวราคาแพง โดยราคาจำหน่ายปลีกเฉลี่ยในท้องตลาดอยู่ที่ผลละ 10-12 บาท ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน ซึ่งก็จะมีการแก้ไขปัญหาด้วยการเชื่อมโยงนำมะนาวจากแหล่งผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาปริมาณขาดคลาน ส่วนราคานั้นเชื่อว่าหลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ราคามะนาวจะปรับตัวลดลง“ราคาเนื้อหมูก็เช่นกัน ขณะนี้ยังตรึงราคาขายหน้าฟาร์มที่ 78 บาทต่อกก. ทำให้ราคาปลายทางไม่เกิน 155 บาทต่อกก. ซึ่งประชาชน ยังมีทางเลือก เนื่องจากห้างค้าปลีก ยังตรึงราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงกก. 118 บาท และเชื่อว่าราคาจะอ่อนตัวลงมาในท้ายสุด”นายสันติชัยกล่าวว่า การตรวจราคาสินค้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน พบว่าราคาในปีนี้ยังเป็นปกติ ส่วนใหญ่เท่ากับปีที่แล้ว ไม่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น แม้ว่าผู้ประกอบการหลายรายมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น แต่ได้รับภาระเอาไว้ เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจชะลอตัว และยังมีการแข่งขันกันรุนแรงระหว่างผู้ผลิตด้วยกันเอง ที่สำคัญผู้ผลิตยืนยันว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ ขอให้ผู้ปกครองเบาใจได้นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดโครงการบิ๊กซี ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ แบ็ก ทู สคูล นำชุดนักเรียน อุปกรณ์การศึกษา และเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้อง โดยลดราคาสูงสุดถึง 30% มาจำหน่ายที่ห้างบิ๊กซี สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 18 เม.ย.-15 พ.ค.เช่น เสื้อ กางเกง กระโปรงนักเรียน ราคาเริ่มต้นที่ 42 บาท รองเท้านักเรียน ราคาเริ่มต้นที่ 79 บาท และถุงเท้าราคาเริ่มต้นที่ 12 บาท เป็นต้น คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมได้เป็นเงินรวมกว่า 170 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ถกลดฟู้ดคอร์ท-ชุดนักเรียนถูก
เดือน: เมษายน 2014
-

ถกลดฟู้ดคอร์ท-ชุดนักเรียนถูก
-

ยอดต่อภาษีพุ่ง
นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ยอดการชำระภาษีรถผ่านช่องทาง เลื่อนล้อ ต่อภาษี โดยไม่ต้องลงจากรถ (ไดร์ฟ ทรู ฟอร์ แท็ก) ในเดือนมี.ค.57 มีประชาชนใช้บริการมากสุดถึง 76,168 ราย จัดเก็บภาษีได้ 130 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากเดือนม.ค.-ก.พ.57 ประชาชนบางส่วนเดินทางมาต่อภาษีไม่สะดวกเพราะติดการชุมนุม ส่วนวิธีรองลงมาเป็นการชำระภาษีรถที่ห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์-อาทิตย์ มีประชาชนใช้บริการ 35,426 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ 52 ล้านบาท ส่วนที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีผู้ใช้บริการ 9,646 ราย จัดเก็บภาษีได้ 12 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก ได้ขยายช่องทางการรับชำระภาษีรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทั้งการให้บริการรับชำระภาษีรถ ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ ผ่านสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ที่รับชำระภาษีรถ ชำระผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ ผ่านทางไปรษณีย์ ผ่านโทรศัพท์มือถือระบบเอไอเอส และผ่านโครงการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการรับชำระภาษีรถได้อีกด้วย นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถ ชำระภาษีรถผ่านห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีทั้ง 13 สาขา ได้แก่ สาขาลาดพร้าว รามอินทรา รัชดาภิเษก บางปะกอก เพชรเกษม อ่อนนุช สุขาภิบาล 3 บางบอน สุวินทวงศ์ แจ้งวัฒนะ บางใหญ่ สำโรง และศรีนครินทร์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลรามอินทรา และศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์ค ตามโครงการช้อปให้พอ แล้วต่อภาษี ทั้งนี้ผู้ประสงค์จะชำระภาษีรถที่ห้างบิ๊กซีทั้ง 13 สาขา และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขารามอินทรา เพียงนำหลักฐานการทำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาแสดง โดยรถเก๋ง รถปิคอัพ รถตู้ ที่อายุการใช้งานเกิน 7 ปี ขึ้นไป หรือรถจักรยานยนต์อายุการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไป ต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชนมาแสดงด้วย โดยจะมีสมุดคู่มือจดทะเบียนรถหรือไม่ก็ได้ และจะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถประจำปี (ป้ายวงกลม) ทันที เช่นเดียวกับมาติดต่อชำระภาษีรถที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 1584
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดต่อภาษีพุ่ง -

กสท.ยังไร้ข้อสรุปราคาคูปองทีวีดิจิตอลเตรียมถกต่อจันทร์นี้
วันนี้ (18เม.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์กสทช.และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่าการประชุม กสท.ช่วงเช้าที่ผ่านมายังไม่สามารถสรุปมูลค่าราคาคูปองส่วนลดเพื่อนำไปใช้ซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลว่าราคาจะอยู่ที่ต่ำกว่าหลักพันหรือมากกว่าหลักพัน รวมถึงเงื่อนไขการใช้คูปองในการนำไปซื้ออุปกรณ์อะไรได้บ้าง ซึ่งคาดว่าจะมีการสรุปอีกครั้งในวันจันทร์ 21 เม.ย. นี้ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กทปส.) อนุมัติ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 23 เม.ย. นี้ ในขณะเดียวกันรายละเอียดอื่นๆอาทิ การแจกจ่ายให้ประชากร 22 ล้านครัวเรือน ตามทะเบียนราษฎร์ผ่านไปรษณีย์ มีข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนอกจากนี้คูปองส่วนลดที่ประชาชนนำไปซื้อกล่องเซตทอป บ็อกซ์ หรือ ทีวีดิจิตอลที่รับสัญญาณทีวีดิจิตอลในตัวเครื่อง ต้องจัดเรียงช่องทีวีดิจิตอลหมายเลขช่อง 1- 36 และคูปองก็ไม่สามารถที่จะแลกคืนย้อนหลังได้ ทั้งนี้อยากให้ประชาชนจำนวน 22 ล้านครัวเรือน รอการใช้สิทธิ์คูปองของตัวเอง ซึ่งหากในช่วงนี้ประชาชนที่รับชมทีวีภาคพื้นดินผ่านหนวดกุ้งก้างปลาและยังอยู่ในพื้นที่ที่โครงข่ายยังไม่ครอบคลุมก็ขอให้ชะลอการซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว“ราคาคูปอง และเงื่อนไขการนำไปใช้ซื้ออุปกรณ์นั้นต้องหารือเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในวันจันทร์นี้เพื่อให้ทันเสนอต่อ กทปส. และบอร์ด กสทช.ให้ทันในวันที่ 23 เม.ย. นี้ และเพื่อเปิดเผยแก่สาธารณะชนทราบ ซึ่งหากไม่ทันก็จะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปแต่ทั้งนี้ยังอยากให้กระบวนการแจกจ่ายคูปองได้ประมาณช่วงเดือนมิ.ย. นี้ ” น.ส.สุภิญญา กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.ยังไร้ข้อสรุปราคาคูปองทีวีดิจิตอลเตรียมถกต่อจันทร์นี้