เดือน: เมษายน 2014

  • แต่งตั้งสถาบันยานยนต์คนใหม่

    แต่งตั้งสถาบันยานยนต์คนใหม่

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า  ได้อนุมัติแต่งตั้งนายวิชัย จิราธิยุต เป็นผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์คนใหม่ โดยเบื้องต้นตนได้มอบนโยบายให้นายวิชัย เร่งส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ที่เป็นผู้ประกอบการไทย 100%  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 2,400 ราย  แบ่งเป็นบริษัทไทย 100 % จำนวน 1,850 ราย และบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติ 550 ราย   นอกจากนี้ให้ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ให้ได้ตามเป้าหมาย 3 ล้านคันภายในปี 60  และส่งเสริมโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ 2) ซึ่งภาคเอกชน ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมมา 10 ราย รวมมูลค่าเงินลงทุน 138,889 ล้านบาท กำลังการผลิต 1,581,000 คัน  รวมทั้งให้สถาบันยานยนต์ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากขึ้นผลักดันการสร้างห้องทดสอบที่ได้มาตรฐานเป็นของสถาบันยานยนต์เอง ++ขณะเดียวกันให้ติดตามความต่อเนื่องของโครงการสร้างสนามทดสอบยานยนต์ที่ได้มาตรฐานในไทย เนื่องจากส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นอีกโดยนายวิชัย จะมีช่วงเวลาทดลองงาน 4 เดือน  นับตั้งแต่รับตำแหน่งในวันที่ 1 เม.ย. 57 เป็นต้นมา โดยมีวาระตำแหน่ง 4 ปี เงินเดือนเบื้องต้น 180,000 บาท “คณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีนายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เป็นประธานได้ใช้เวลา 3 เดือนในการคัดเลือกผู้มีความเหมาะสมจากผู้ที่ยื่นใบสมัครเข้ามา 13 คน  โดยคณะกรรมการ ฯ มีเสียงเป็นเอกฉันท์เลือกนายวิชัย เพราะมีการแสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน โดดเด่นที่สุด และเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมอยู่ในวงการยานยนต์มานาน โดยอดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการ บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด  เคยผลักดันเทคโนโลยีรถโดยสารพลังงานเอทานอล 95% คันแรกของประเทศไทย” ส่วนกระแสที่หลายประเทศในอาเซียน เร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตั้งเปาจะเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคนั้น ตนมองว่า ประเทศไทย ยังเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ ของการลงทุนลงทุนอุตฯ ยานยนต์มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น ยังให้น้ำหนักกับการลงทุนในไทย และไม่มีการย้ายฐานผลิตแต่อย่างใด เพราะญี่ปุ่นได้มีการลงทุนทั้งเทคโนโลยีและพัฒนาคุณภาพแรงงานในไทยเป็นจำนวนมาก นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์  กล่าวว่า  เตรียมพัฒนาอุต ฯ ยานยนต์ตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่มีจำนวน 1,850 ราย ให้มีศักยภาพ และรับการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ 2 และเร่งผลักดันยอดผลิตรถยนต์ของไทยในปี 60 ให้ตามเป้าหมาย 3 ล้านคันแน่นอน และสถาบันยานยนต์เตรียมจับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงาน ออโตโมทีฟซัมมิท 2014  ในวันที่ 19 มิ.ย.   เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรักษาฐานผลิตรถยนต์ในไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตาว่าจะเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคแทนไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แต่งตั้งสถาบันยานยนต์คนใหม่

  • ห่วงสิ่งทอเพื่อนบ้านแซงไทย

    ห่วงสิ่งทอเพื่อนบ้านแซงไทย

    นายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย  เปิดเผยว่า  ไทยต้องเร่งปรับตัวเพิ่มเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งทอ เพื่อให้มีมูลค่าสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เนื่องจากขณะนี้ประเทศเวียดนาม  และอินโดนีเซีย ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสิ่งทอใกล้เคียงกับไทยมาก คาดว่า จะแซงหน้าไทยในเร็วๆนี้ โดยมูลค่าการส่งออกสิ่งทอของไทย มีมูลค่าประมาณ 224,000 ล้านบาท  ขณะที่มูลค่าการส่งออกของเวียดนามมากกว่าไทยแล้ว 2 เท่าตัว ส่วนยอดส่งออกของอินโดนีเซีย สูงกว่าไทย 1 เท่าตัว  “ปัญหาสำคัญในขณะนี้ คือปัญหาสุญญากาศทางการเมือง ทำให้ต่างชาติไม่สามารถเข้ามาเจรจาขยายการค้า การลงทุน และพัฒนาภาคอุตสาหกรรมได้เต็มที่ เพราะยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่เจรจาและลงนามในสัญญาการค้าต่างๆ และการที่สหภาพยุโรปจะตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี)  ประเทศไทยในปี 58 จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอย่างรุนแรง เพราะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง 10-15% ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีรัฐบาลใหม่เข้มาแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างครบวงจร” นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาพรวมของอุต ฯ แฟชั่นในปี 57 คาดว่า  มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 500,000 ล้านบาท  ขยายตัว 5 % เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  แบ่งเป็นอุตฯ อัญมณี และเครื่องประดับ คาดว่าขยายตัว 6% มีมูลค่าประมาณ 320,000 ล้านบาท , อุต ฯ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม คาดว่า จะขยายตัว 5% มีมูลค่า 280,000 ล้านบาท เนื่องจากได้อานิสงค์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  และภาวะเศรษฐกิจในตลาดหลักของต่างประเทศฟื้นตัวขึ้น สำหรับตลาดภายในประเทศ ยังได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง คาดว่าจะทำให้ยอดขายในสินค้ากลุ่มแฟชั่นภายในประเทศมีมูลค่าลดลง 10 – 30% สินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน จะส่งผลกระทบมากที่สุด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห่วงสิ่งทอเพื่อนบ้านแซงไทย

  • ยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ

    ยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ

    นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการยาสูบ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้โรงงานยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการจับกุมผู้ลักลอบบุหรี่ผิดกฎหมาย เพื่อนำบุหรี่ที่ลักลอบเข้าสู่ระบบ และเสียภาษีถูกต้องมากขึ้น โดยแบ่งกรณีความผิดไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่ บุหรี่ปลอม, บุหรี่ลักลอบนำเข้า และบุหรี่ที่จ่ายภาษีไม่ครบ โดยศูนย์ดังกล่าวจะประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมจัดเก็บภาษี หน่วยปราบปราม รวมถึงผู้ค้า ในการให้ข้อมูล แจ้งเบาะแส และติดตามผู้ทำความผิด เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้ปรับอัตราภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนมากขึ้น “ตามปกติแล้วบุหรี่ที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง หรือลักลอบนำเข้ามาจะคิดมูลค่าสูญเสียประมาณ 10% ของรายได้ที่ต้องจ่ายเข้ารัฐ แต่เมื่อรัฐบาลได้ปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้การสูญเสียรายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15-20%” ทั้งนี้ โรงงานยาสูบได้ทำการปรับลดเป้าหมายรายได้ในปี 57 ลง 10% เหลือ 63,000 ล้านบาท จากเดิมที่ 70,000 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่อยู่ในช่วงชะลอตัว รวมถึงการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยในช่วง 5 ปีหลังจากนี้โรงงานยาสูบจะต้องมีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด ที่ในระยะต่อไปมองว่าตลาดขนาดเล็กจะมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับในปี 58 โรงงานยาสูบยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ประมาณ 5 ชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ รวมถึงรอการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าโรงงานและเครื่องจักรใหม่จะมีความพร้อมในการเดินเครื่องการผลิตได้ภายในปี 59-60 ซึ่งในส่วนนี้จะเข้ามาช่วยเจาะตลาดสินค้าระดับบน และจะทำให้โรงงานยาสูบมีส่วนแบ่งตลาดสินค้าระดับดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2-3% จากเดิมที่ 0% รวมถึงช่วยเพิ่มสัดส่วนตลาดของบุหรี่ไทยให้มากขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 75% และบุหรี่นอกอยู่ที่ 25%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ