ประกาศตัวเป็นผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนยุคใหม่ อย่างต่อเนื่องล่าสุด…มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต่อยอดนวัตกรรมจากระบบ “ยูทีซีซี ไฮบริด เลิร์นนิ่ง ซิสเต็มส์ ” (UTCC Hybrid Learning System)ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 มาเป็น “ยูทีซีซี ไอไฮบริด” (UTCC iHybrid)รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ความรู้ในโลกปัจจุบัน จะเพิ่มมากขึ้น 2 เท่าในทุก ๆ 11 ชั่วโมง และความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน ทำให้มหาวิทยาลัยมีนโยบายด้านการเทคโนโลยีมาช่วยในการเรียนการสอน และเดินหน้าเริ่มใช้ระบบการเรียนการสอนแบบไฮบริด หรือการผสมระหว่างการเรียนในห้องเรียนร่วมกับการเรียนผ่านอี-เลิร์นนิ่ง มาอย่างต่อเนื่อง กว่า 5 ปีแจกมาแล้วทั้งโน้ตบุ๊กธรรมดา เน็ตบุ๊ก จนมาถึงไอแพด และปีล่าสุดก็คือไอแพด แอร์ เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา ที่มาพร้อมแอพสำคัญ ๆ ในการเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อการก้าวไปสู่เทคโนโลยีที่ดีขึ้น อธิการบดี บอกว่าปีนี้มหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับบริษัทแอปเปิ้ล ในทุกมิติ โดยจะต่อยอดการเรียนการสอน จาก ยูทีซีซี ไฮบริด เลิร์นนิ่ง ซิสเต็มส์ ไปเป็นยูทีซีซี ไอไฮบริด ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ล่าสุด และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเป็นมหาวิทยาลัยแรกในไทยที่มีการพัฒนา ไอบุ๊ก(iBook) ใส่ไว้ในไอจูนส์ ยู ( iTunes U ) ที่จัดว่าเป็นหนังสือดิจิตอลที่มีเทคโนโลยีสูงสุดในด้านการใช้มัลติมีเดียในขณะนี้โดยจะมีรูปแบบที่ผู้เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้ ทำให้น่าสนใจและสามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นเบื้องต้นประเดิมปีการศึกษา 2557 ด้วยไอบุ๊ก 10 วิชาของหมวดการศึกษาทั่วไปของนักศึกษาปี 1และเพื่อให้การเรียนแบบไอไฮบริดสมบูรณ์ขึ้น ปีนี้มหาวิทยาลัยได้พัฒนารายวิชาใหม่คือดิจิตอลลิเทอเรซี เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนและการทำงานในยุคดิจิตอลมากขึ้นพร้อมตั้งเป้าพัฒนาอีบุ๊กที่มีกว่า 700 รายวิชาไปเป็นไอบุ๊กทั้งหมด ผู้บริหารมหาวิทยาลัยบอกว่า มีการทำวิจัยประเมินผลการเรียนแบบใหม่ของนักศึกษา พบว่าผลการเรียนดีขึ้นทั้งวิชาด้านวิทยาศาสตร์และภาษาทำให้มั่นใจที่จะลงทุนพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องและอยากเป็นต้นแบบให้สถาบันการศึกษาอื่น ๆ นำไปใช้นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังร่วมกับบริษัทแอปเปิ้ล จัดตั้งศูนย์ รีเจียนัล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ แห่งแรกในอาเซียน เพื่อฝึกอบรมคณาจารย์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยในการเพิ่มศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอนอีกด้วยนี่คือการใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นโลกแห่งความรู้ยุคใหม่ที่เด็กคงไม่เบื่ออีกต่อไป!!!.นาตยา คชินทรnattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยกระดับการเรียนรู้ยุคใหม่ด้วยไอไฮบริด – ฉลาดคิด
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ยกระดับการเรียนรู้ยุคใหม่ด้วยไอไฮบริด – ฉลาดคิด
-

ทำไมไทยได้รับส่วนแบ่ง จากสัมปทานปิโตรเลียม น้อยกว่าประเทศมาเลเซีย – พลังงานรอบทิศ
มีผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิ การชุดหนึ่งของวุฒิสภาได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมระหว่างไทยกับมาเลเซียและได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลมาเลเซียได้เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมจาก “ระบบสัมปทาน” มาเป็น “ระบบแบ่งปันผลผลิต” ทำให้รัฐบาลมาเลเซียได้รับประโยชน์และผลตอบแทนสูงกว่าเมื่อเทียบกับการบริหารจัด การทรัพยากรปิโตรเลียมของไทยที่ยังใช้ “ระบบสัมปทาน” อยู่ โดยในผลการศึกษามีการยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมเปรียบเทียบกันว่าในปี พ.ศ. 2554 บริษัทปิโตรนาสซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซียผูกขาดการทำธุรกิจปิโตร เลียมในมาเลเซียโดยเฉพาะในธุรกิจต้นน้ำซึ่งเกี่ยวกับการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในมาเลเซียรวมทั้งเป็นตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียไปทำธุรกิจปิโตรเลียมในต่างประเทศได้ส่งรายได้ให้รัฐเป็นเงิน 657,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 40% ของรายได้รัฐบาลมาเลเซียทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินรายได้ดังกล่าวมาอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศให้ขายถูกกว่าประเทศไทยได้ ส่วนประเทศไทยนั้นมีรายได้จากกิจการปิโตรเลียมในปี พ.ศ. 2554 เพียง 153,596 ล้านบาทคิดเป็น 9.3% ของรายได้ภาครัฐจึงทำให้รัฐต้องเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและกองทุนน้ำมันสูงจนทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันแพง ดูตัวเลขอย่างนี้ก็ทำให้รู้สึกคล้อยตามว่าทำไมเราเก็บผลประโยชน์ได้น้อยกว่ามาเลเซียมากแต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ผลการศึกษาไม่ได้นำมาเปิดเผยก็คือมาเลเซียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่กว่าประเทศไทย ตามตัวเลขของ BP Statistical Review of World Energy ที่เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. มาเลเซียผลิตน้ำมันดิบได้ 570,000 บาร์เรล/วันอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลกผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 5.98 พันล้าน ลบ.ฟุต/วัน อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลกและส่งออกก๊าซ 2.03 พันล้าน ลบ.ฟุต/วันอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก (IEA:2013 Key World Energy Statistics) ในขณะที่ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้เพียง 350,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติ 3.58 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน น้อยกว่ามาเลเซียเกือบครึ่งหนึ่งและบริโภคในประเทศหมดไม่เหลือส่งออกเลยแถมยังไม่พอใช้ ต้องนำเข้าอีกปีละ 1.4 ล้านล้านบาทแล้วจะให้เก็บรายได้จากค่าสัมปทานได้มากเหมือนมาเลเซียมันจะเป็นไปได้อย่างไร มองดูแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าการศึกษาเปรียบเทียบนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นวิชาการอย่างแท้จริงมุ่งแต่จะจูงใจให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านพลังงานมีความเชื่อว่าผู้บริหารประเทศดำเนินนโยบายผิดพลาดที่ไม่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตมาแทนระบบสัมปทาน เรื่องความเห็นว่าเราควรจะใช้ระบบใดในการแบ่งปันผลประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นผมเห็นว่าจะใช้ระบบใดก็ได้ขอให้ประเทศชาติได้ผลประโยชน์สูงสุดก็แล้วกัน แต่คำว่าผลประโยชน์สูงสุดในที่นี้ต้องควบคู่ไปกับคำว่าเป็นไปได้ด้วยนะครับ ดังนั้นการที่เราตั้งเงื่อนไขเอาไว้สูง ๆ ขอส่วนแบ่งมาก ๆ 80-90% แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจมาลงทุนเลยแล้วบอกว่านี่คือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศก็คงจะไม่ถูกต้อง ผลประโยชน์สูงสุดหมายถึงจุดที่สมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐและผู้ลงทุนซึ่งเกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองและการได้มาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดนี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้ระบบใดระบบหนึ่งเท่านั้น ความจริงแล้วในปัจจุบันได้มีการใช้ทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบรับจ้างผลิตผสมผสานกันไปที่เรียกว่า Hybrid System ดังนั้นเราจึงไม่ควรไปยึดติดกับระบบใดระบบหนึ่งมากจนเกินไปแล้วไปเอาตัวเลขที่ไม่ได้อยู่บนฐานเดียวกันมาเปรียบเทียบกัน มันก็เลยเหมือนกับการจับแพะชนแกะยังไงยังงั้นเลย!!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทำไมไทยได้รับส่วนแบ่ง จากสัมปทานปิโตรเลียม น้อยกว่าประเทศมาเลเซีย – พลังงานรอบทิศ -

เลขาฯกองทุน กทปส.ยืนยันแจกคูปองแน่นอนพิจารณามูลค่า27พ.ค. นี้
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการกสทช.)ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนมีความกังวลและสับสนเกี่ยวกับเรื่องการแจกคูปองเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนกทปส.ขอยืนยันว่าจะมีการแจกคูปองให้กับประชาชนเพื่อนำไปแลกซื้อเซ็ตท็อปบ็อกซ์ และอุปกรณ์ที่ช่วยในการรับชมโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลแน่นอน โดยเมื่อวันที่ 6พ.ค.57 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯก็ได้มีมติอนุมัติในหลักการโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลไปแล้วกระบวนการทั้งหมด ในขณะนี้กำลังดำเนินการไปพร้อมๆกันกับการสร้างความชัดเจนและเป็นธรรมในการใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินการในครั้งนี้ตามที่มีหลายฝ่ายได้ให้ข้อเสนอแนะและท้วงติงกันมาทั้งนี้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เตรียมเร่งพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการจัดทำวางระบบจัดทำฐานข้อมูลและบริการเพื่อการบริหารจัดการหน่วยตรวจสอบและขึ้นคูปองไปก่อน ระหว่างรอการพิจารณาเรื่องมูลค่าคูปองในวันที่ 20 พ.ค.57 นี้และจะพิจารณาเรื่องมูลค่าคูปองในวันที่ 27พ.ค.57“ขอยืนยันอีกครั้งว่าจะมีการแจกคูปองเพื่อนำไปแลกซื้อเซ็ตท็อปบ็อกซ์ให้กับประชาชน 22 ล้านครัวเรือนครัวเรือนละ 1 ใบ แน่นอน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเราดำเนินการด้วยความรอบคอบและจะพยายามให้ทันตามกำหนดเดิมที่จะแจกคูปองในเดือน ก.ค.57 หรือหากล่าช้าไปคงไม่เกินเดือน ส.ค.”นายฐากรกล่าวนายฐากร กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นเรื่องการใช้คูปองว่าจะครอบคลุมกับการใช้แลกกล่องดาวเทียมได้หรือไม่และประเด็นที่มีหลายฝ่ายเสนอให้นำโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ รวมถึงประเด็นในข้อกฎหมายอื่นจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายในวันที่ 15 พ.ค.57นี้ และสำหรับประเด็นเรื่องการพิจารณามูลค่าคูปองกรรมการบริหารกองทุนฯ 3 ท่าน คือ รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ ผู้แทนสภาพัฒน์ และ ดร.พันศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เนคเทค เป็นผู้มากำหนดราคากลางของเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ก็กำลังเร่งพิจารณากำหนดราคากลางของเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ในส่วนของสำนักงาน กสทช.ก็กำลังเร่งศึกษาราคากลางของเซ็ตท็อปบ็อกซ์เช่นกันพร้อมกันนี้สำนักงาน กสทช.ก็ได้มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนให้นำเสนอราคาเซ็ตท็อปบ็อกซ์ตามข้อกำหนดคุณสมบัติของบอร์ด กสท.พื่อให้ได้ราคากลางของเซ็ตท็อปบ็อกซ์และได้มูลค่าคูปองที่เหมาะสม ซึ่งการพิจารณาต้องดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 2 สัปดาห์เพื่อให้ทันที่จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนกทปส.ตามที่กำหนดไว้ได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เลขาฯกองทุน กทปส.ยืนยันแจกคูปองแน่นอนพิจารณามูลค่า27พ.ค. นี้