นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวภายหลังร่วมหารือกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาว่า นายสุรชัย ได้สอบถามสถานการณ์ทางการเมือง กับทุกภาคส่วน โดยในส่วนของเอกชนได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า ขณะนี้สิ่งที่ภาคเอกชน ต้องการมากที่สุด คือการหาแนวทางยุติปัญหาและให้มีรัฐบาลที่ได้รับการเห็นชอบจากทุกฝ่ายโดยเร็วที่สุดเนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอยอย่างหนัก หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป คาดว่าทั้งปีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)จะขยายตัว 1 – 2% แต่ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จะทำให้จีดีพีทั้งปี ขยายตัวติดลบแน่นอน“ในที่ประชุม ทางภาคเอกชนก็ได้บอกว่า เอกชนไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายที่ชัดเจนพอ ซึ่งก็ได้บอกไปว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการที่สุด คือ ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลตัวจริงมาดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อมาดำเนินนโยบายต่างๆ และก็ได้มีการพูดถึงนายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ประเด็นนี้ เอกชนมองว่า หากมีการตั้งนายกรัฐมนตรีตามม.7จะส่งผลให้อีกฝ่ายยกระดับการชุมนุม และจะทำให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นหรือไม่เพราะตอนนี้อยากให้มีแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับ ไม่อยากให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนวอนขอตั้งรัฐบาลเร็วสุด
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

เอกชนวอนขอตั้งรัฐบาลเร็วสุด
-

“โกร่ง”ชี้เศรษฐกิจซึมยาว 2-3 ปี
นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนาสร้างโอกาสลงทุนขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต เรื่องทางเลือก ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 57 ว่าปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันยังเป็นทางตันที่ไม่สามารถจบลงได้ง่ายซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยต้องอยู่ในภาวะซึมลงอย่างต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีส่วนโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งนั้น เชื่อว่า คงเป็นไปได้ยาก เพราะจากนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่จะเข้ามาช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นมีแต่ตรงกันข้าม ยกเว้นอย่างเดียวคือ มีปาฏิหาริย์“ทางตันทางการเมืองไทยคงไม่หมดไปง่ายๆการเกิดช่องว่างมีนายกรัฐมนตรีจากคนกลางก็ยุ่ง เกิดปฏิวัติ รัฐประหารก็ยุ่งอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรก็เป็นท้องอืดอยู่อย่างนี้แต่ตัวที่จะต้องเคลื่อนไปข้างหน้าคือเศรษฐกิจ การลงทุนต่างประเทศไม่มีขวัญกำลังใจเข้ามาลงทุน และการบนิโภค ก็คงถดถอยลงเรื่อยๆโดยผลที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ติดลบแล้ว และในไตรมาสที่ 2 เชื่อว่าจะติดลบอีก หากเป็นไปอย่างนี้สภาไม่มีมีแต่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานยังไม่ได้ ยิ่งถ้าเกิดปฏิวัติขึ้นมาอีกคงไปกันใหญ่ซึ่งในชีวิตของตนมักจะเป็นผู้มาบอกข่าวร้ายของสังคมเสมอ และไม่อยากให้เป็นจริงเลยแต่เป็นจริงทุกที”อย่างไรก็ตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อว่า คงเป็นไปได้ยากเพราะเรื่องของการเมืองไม่เหมือนกับเรื่องเศรษฐกิจที่สามารถรับรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไรซึ่งมีวิธีที่สามารถแก้ไขได้ แต่เรื่องดังกล่าวเกิดจากความแตกแยกของประชาชน 2 ฝ่ายโดยมีการปฏิเสธระบบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่เห็นทางว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาก่อนแลยังนำไปสู่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจต้องซึมลง และพังลงในที่สุด นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถือเป็นความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันโดยในช่วงสัปดาห์ก่อนคิดว่า ประเทศไทยคงอยู่ในภาวะสุญญากาศแน่นอนแต่เมื่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดขณะเดียวกันยังได้พยายามสอบถามหลายคนว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ก็ได้ความว่า จะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้มีการเผชิญหน้ามีสถานการณ์ความรุนแรงจนทำให้เกิดการเสียชีวิตขึ้น และเชื่อว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายคงหลีกเลี่ยงการปะทะ เพื่อไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติซึ่งหากเกิดขึ้นจริงคงไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากประชาคมโลกทั้งองค์การสหประชาชาติ สหรัฐฯ ยุโรป และอาเซียน ต่างก็ส่งสัญญาณว่าต้องการให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โกร่ง”ชี้เศรษฐกิจซึมยาว 2-3 ปี -

ททท.จ่อหั่นเป้ายอดนักท่องเที่ยวลง
นายศุกรีย์ สิทธิวณิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อในขณะนี้ ททท.ได้ทำการประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวอีกครั้งและคาดการณ์ว่า กำลังเข้าสู่สมมุติฐานที่ร้ายแรงที่สุดอยู่ในระดับที่ 3 คือ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง เหลือ 26.3 ล้านคน จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายปี 57ไว้ที่ 28.4 ล้านคนและลดจากเป้าปีก่อน 0.7% ขณะเดียวกัน ด้านรายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่า จะอยู่ที่ 1.24 ล้านล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ที่ 1.32 ล้านล้านบาท โดยการประเมินครั้งนี้ทำให้เห็นว่าภาคการท่องเที่ยวเติบโตต่ำสุด ครั้งแรกในรอบ5 ปีที่ตั้งแต่เหตุการณ์ ปิดสนามบินและ การก่อจราจลเผาห้างเซนทรัลเวิร์ลในปี 51และ52“จาก สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี56 และขณะนี้ก็ยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่จะจบลง ซึ่งก็ถือว่ายืดเยื้อเกือบจะครึ่งปีแล้ว จึงทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากเอเชียลดลงเป็นจำนวนมาก โดยจากการเก็บตัวเลขตั้งแต่ ม.ค.-เม.ย.เอเชียเหนือ ลดลง 19.25% ,อาเซียนลดลง 1.49% ,เอเชียใต้ลดลง11.23% ,ตะวันออกกลาง ลดลง 5.53% และโอเชียเนีย ลดลง 0.35% อย่างไรก็ตาม ททท.จะต้องทำการสรุปภาพรวม ด้านเป้าหมายและจำนวนรายได้ในปี 57 เป็นเอกสารที่ชัดเจน อีกครั้ง และนำไป ชี้แจงกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เพื่อ ทำการปรับตัวชี้วัดอีกครั้งภายในเดือน มิ.ย.นี้”ทั้ง นี้ในส่วนของจำนวนรายได้ที่ยังไม่ลดลงนั้นเนื่องจากตลาด ยุโรปยังมีแนวโน้มที่เติบโตได้ดี โดยภูมิภาคยุโรป เติบโต 7.63%,ภูมิภาคอเมริกา โต 0.48% ,แอฟฟริกาใต้ 16.60% ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปนั้นถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง ใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวเอเชียจึงทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ติดลบ ขณะเดียวกันภายในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอกับบริษัททัวร์ราย ใหญ่ (โฮลเซลล์) ที่นำนักท่องเที่ยวจากยุโรปมาไทย ว่า จะสามารถยืนยันจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาไทยตามเดิมได้หรือไม่หรือ จะปรับเพิ่มได้อีกเท่าไหร่เพื่อวางแผนทำการตลาดต่อไป สำหรับ กิจกรรมทางการตลาดที่จะยังคงยืนยันทำตามแผนเดิมและยกเลิกไม่ได้ คือ งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย(ทีทีเอฟ)และ งานไทยแลนด์ ทราเวลมาร์ทพลัส(ทีทีเอ็ม)เพราะจะทำให้องค์กรและบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ ขาดความเชื่อมั่นลงทันที ส่วนแผนกลยุทธ์ใหม่นั้น ต่อจากนี้จะต้องหันมาจับมือกับ สายการบินและเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ เพื่อเจาะตลาดดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตนเอง(เอฟไอที)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.จ่อหั่นเป้ายอดนักท่องเที่ยวลง