นายชัชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคมเปิดเผยหลังประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารกรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.)การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อรับมือกับสถานการณ์การเกิดแผ่นดินไหวว่าได้สั่งการให้ ทล.และ ทช.ทบทวนมาตรฐานการออกแบบถนนและสะพานให้เสร็จภายใน 6 เดือนโดยต้องรองรับการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ไม่ต่ำกว่า 0.25จีหรือมากกว่านั้นตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ตามมาตรฐานสากล(AASHTO) พร้อมกับให้จัดทำแผนพื้นที่เส้นทางหรือจุดเสี่ยงให้ได้ใน 2 เดือนโดยเฉพาะตามถนนและสะพานที่ก่อสร้างก่อนปี 49ที่ไม่มีการคำนวณเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว“ถนนและสะพานที่สร้างตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา มีการคำนวณเพื่อรับมือการเกิดแผ่นดินไหวไว้แล้วรวมทั้งสะพานขนาดใหญ่ก็ไม่มีปัญหา แต่ถนนที่สร้างหลังปี 49รวมถึงสะพานขนาดมาตรฐานทั่วไป ความยาว 10 -15เมตรเดิมไม่ได้ออกแบบรับมือแผ่นดินไหว จึงขอให้ ทล.และ ทช.ทบทวนแบบมาตรฐานรวมถึงมาตรการป้องกัน และจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น" นายชัชชาติกล่าวว่าจากการตรวจสอบสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือพบว่าสะพานที่อยู่ภายในรัศมี 50 กม.มี 218 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพปกติมีที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยบริเวณโครงสร้างส่วนบนและรอยต่อของสะพานส่วนโครงสร้างของสะพานไม่มีปัญหายกเว้นทางหลวงหมายเลข 118 มีการทรุดตัว 2 ช่วงจึงต้องทำทางเบี่ยงและซ่อมแซมถนนที่เสียหาย ซึ่งทล.จะมีการเสนอขออนุมัติงบกลางไม่เกิน 100 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็วทั้งนี้ปัจจุบันสะพานขนาดใหญ่เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่เชียงของมีการออกแบบที่รองรับระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ 0.25 จีหรือเทียบเท่ากับระดับความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินไหวในปัจจุบันที่จังหวัดเชียงรายดังนั้น ทล.และทช.จะต้องสำรวจสะพานและถนนที่สร้างก่อนปี 49เพื่อให้ได้มาตรฐานนี้ด้วย ขณะที่การปรับปรับปรุงซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงจะต้องรอการตั้งงบประมาณปี 58 ต่อไปส่วนการเตรียมพร้อมสำหรับทางด่วนในกรุงเทพ ของกทพ. นั้น มีความแข็งแรงไม่มีปัญหาแต่สั่งให้ทำแผนรองรับกรณีฉุกเฉินไว้ด้วยเพราะหากเกิดปัญหาจุดหนึ่งอาจกระทบต่อระบบทางด่วนทั้งหมด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้ปรับมาตรฐานถนน-สะพานรับมือแผ่นดินไหว
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

จี้ปรับมาตรฐานถนน-สะพานรับมือแผ่นดินไหว
-

ห่วงบัตรเครดิตเอาเปรียบผู้บริโภค
นายชูชาติ บุญยงยศ ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่องการควบคุมกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ว่า เป็นห่วงผู้บริโภคถูกเอาเปรียบจากบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตทุกรูปแบบโดยเฉพาะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภครวมทั้งการคิดค่าใช้จ่ายในการทวงถามถามหนี้ไม่สมเหตุผล เช่นบางบริษัทคิดค่าทวงถามครั้งละ 200 บาท วันละหลายครั้งและนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปรวมกับเงินต้น แล้วมาคิดดอกเบี้ยรวมอีกครั้งซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จึงต้องเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว"การกระทำผิดทุกอย่างของผู้ให้บริการบัตรเครดิตกลับไม่มีบทลงโทษดังนั้นเมื่อช่วงที่ร่างกฎหมายทวงถามหนี้ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากครม.แล้วแต่ยังไม่สามารถนำเข้ารัฐสภาได้ จึงอยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งผลักดันพร้อมทั้งยังเสนอให้ ธปท.ออกประกาศเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้ชัดเจนและควรควบคุมดูแลการทำบัตรเครดิตบัตรเสริมให้กับบุตรหลานเพราะเมื่อเกิดหนี้เสียผู้ปกครองไม่ชำระหนี้ได้ต้องมีฟ้องเด็กแทนนับว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรม"น.ส.ธัญทิพย์ สรรพโชติวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินธปท. กล่าวว่า การควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตนั้น ล่าสุดร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตยังค้างอยู่ในสภา เพราะเกิดสุญญากาศทางการเมืองจึงไม่มีกฎหมายออกมาควบคุมการใช้บัตรเครดิตและเพื่อเป็นการดูแลลูกหนี้ให้ได้รับความเป็นธรรม จึงได้เสนอในร่างกฎหมายใหม่โดยกำหนดแนวทางการคิดอัตราดอกเงินกู้จากยอดเงินที่ค้างอยู่ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นทั้งหมดเพราะปัจจุบันเมื่อใช้บัตรเครดิตชำระซื้อสินค้าครบกำหนดชำระผู้ซื้อชำระเงินเพียงบางส่วนเท่านั้น"บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้ทั้งหมดไม่ได้คิดจากยอดเงินที่เหลือ รวมทั้งการแย่งทำตลาดของธุรกิจบัตรเครดิตจนทำให้คนหนึ่งคนมีบัตรเครดิตหลายใบ มีทั้งจ่ายเต็มยอดหนี้และผ่อนจึงเกิดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนสูงมาก จึงเสนอให้กำหนดการถือครองบัตรเครดิตไม่เกิน 3 ใบเพราะจากข้อมูลการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า พบว่า 70% ของการดใช้บัตรจ่ายเงินคืนเต็มจำนวน ส่วนอีก 30% ยอมผ่อนชำระ 10% ของวงเงินซึ่งยอมรับว่าเป็นห่วงยอดผ่อนชำระเพราะจะใช้แนวทางหมุนเงินหลายใบจนเกิดปัญหาจึงต้องดูแลในกลุ่มผ่อนชำระไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห่วงบัตรเครดิตเอาเปรียบผู้บริโภค -

พาณิชย์มั่นใจปีนี้มีธุรกิจเกิดใหม่ 7 หมื่นราย
น.ส.ผ่องพรรณเจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในปี 57 กรมฯคาดว่ายอดจัดตั้งบริษัทใหม่จะไม่ต่ำกว่า 70,000 ราย จากปี 56 มียอด 67,000 ราย เบื้องต้นแม้ว่าสถานการณ์การเมืองอาจมีผลกระทบบ้างต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่แต่ในวันที่ 2 มิ.ย. นี้กรมฯจะเปิดให้บริการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทแบบข้ามเขตได้ทั่วประเทศจากเดิมต้องยื่นคำขอจดทะเบียน ณ จังหวัดที่ตั้งสำนักงานของเอกชนเท่านั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ รวมถึงสามารถลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการยื่นเอกสารไม่เกิน 60นาทีเท่านั้นอย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากการเมืองได้ข้อยุติและได้รัฐบาลจัดตั้งเพื่อเข้าบริหารประเทศได้เร็วก็จะเป็นผลดีต่อยอดจัดตั้งบริษัทที่เพิ่มขึ้น ส่วนยอดตั้งบริษัทใหม่ 2เดือนที่ผ่านมาอาจลดลงเพราะมีวันหยุดราชการตามเทศกาลจำนวนมาก"กรมฯเตรียมลดขั้นตอนและการใช้เอกสารในการให้บริการจดทะเบียนและออกเอกสารการจดทะเบียนต่างๆโดยให้การทำงานและให้บริการผ่านระบบคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกประกาศของทางการในการรับรองใช้เอกสารอิเลคโทรนิกส์ได้เหมือนเอกสารคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน3 ปีนี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์มั่นใจปีนี้มีธุรกิจเกิดใหม่ 7 หมื่นราย