ยังไม่มีใครบอกได้ว่า ณ เวลานี้ประเทศไทยจะเข้าสู่โหมดอันตรายมากน้อยเพียงใด? แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของไทยไปแล้วจากกรณีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี โดยใช้อำนาจแทรกแซงและขัดรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันยังรอสำทับ…ด้วยการถูกตัดสิทธิทางการเมืองอีกเป็นเวลา 5 ปีจากกรณีของการปล่อยให้ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าว ขณะที่ี่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในอาการติดกับดักแตกแยกทางความคิดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น…ในเมื่อโชคไม่เข้าข้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฝ่ายที่อยู่ข้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ต้องต่อสู้กันถึงที่สุดแน่นอนส่วนจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคงไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้! แต่ที่แน่ ๆ เวลานี้หลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างออกมาคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่ามีแต่แย่ลง…แย่ลง…เพราะการเมืองที่ยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้นทำให้ความเชื่อมั่นทุกด้านเริ่มดิ่งเหวลงเรื่อย ๆ ทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทย ที่ล่าสุดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ออกมาระบุไว้ชัดเจนว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ต่ำที่สุดในรอบ 150 เดือนนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 44 ขณะที่แบงก์ชาติรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่พบว่ายังต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นดัชนีที่ต่ำอย่างต่อเนื่องมานานถึง 9 เดือนแล้วส่วนดัชนีความเชื่อภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงต่ำลงต่อเนื่องและเรียกได้ว่าในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาได้ปรับลดลงต่ำที่สุดในรอบ 57 เดือนหรือแม้แต่ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเองก็ตกอยู่ในอาการเดียวกันแถมยังเป็นดัชนีที่ลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือนที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 จุดโดยอยู่ที่ 48.01 จุด เห็นภาพเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติแบงก์พาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันวิจัย ต่างออกมาเตรียมลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจกันเป็นแถวเพราะเห็นแนวโน้มที่แย่ลงและอาจเติบโตได้เพียง 1-2% เท่านั้นจากเริ่มแรกเดิมทีที่ตั้งความฝันกันไว้ว่าน่าจะทะยานได้ถึง 4-5% แต่เหตุปัจจัยจากการเมืองที่ไร้จุดจบทำให้ความฝันเริ่มริบหรี่ลงมาเรื่อย ๆ 4-5% ลงมาเหลือ 3% จนเวลานี้ต่างฝ่ายต่างคาดกันว่าจะไม่ถึง 2% กันแล้วอย่างแบงก์กสิกรไทยที่มองว่าอาจเติบโตเพียงแค่ 1.8% ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่จากสภาพเศรษฐกิจที่บอบช้ำมาโดยตลอดทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนชั้นกลางและรากหญ้ารากแก้วไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยแถมยังถูกนโยบายของรัฐบาลซ้ำเติมเข้าให้ในโครงการรับจำนำข้าวเพราะรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายอันมีสาเหตุมาจากปัญหาการเมืองแถมราคาพืชผลทางการเกษตรทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยางพาราก็ตกต่ำเข้าไปอีกเพราะผลผลิตจากเพื่อนบ้านออกมามาก รวมไปถึงเรื่องของเงินลงทุนภาครัฐที่รัฐบาลตั้งความหวังไว้แต่เดิมว่าจะเป็นกลยุทธ์หลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจพร้อมสร้างผลงานสร้างชื่อเสียงโดยเฉพาะการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศแต่ก็ล้มเหลวทำไม่ได้ตามไปด้วย ครั้นจะมาหวังพึ่งพิงภาคเอกชนเพื่อให้ส่งออกสินค้ากันมาก ๆ หลังจากเห็นแสงสว่างรำไรจากซีกโลกตะวันตกว่าเริ่มดีวันดีคืนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปัญหาของผู้ส่งออกไทยต่างมีมากมายสารพัดโดยเฉพาะต้นทุนที่สูงแข่งขันกับเพื่อนบ้านไม่ได้ก็กลายเป็นว่าต้องถูกกดด้านราคาทำให้เงินทองที่ได้มากลับเหลือเพียงน้อยนิด ที่สำคัญในไตรมาสแรกที่ผ่านมาก็ติดลบเข้าให้อีก 1% แม้เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงได้เข้ามาช่วยพยุงไว้บ้างแต่ยังคาดเดาไม่ได้จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีการส่งออกไทยจะหนักหนาสาหัสเพียงใด เป้าหมายที่วางกันไว้ที่ 5% จะเข้าเป้าหรือไม่? หันมาด้านท่องเที่ยว…รายได้ที่สำคัญของประเทศที่ได้มาโดยไม่ต้องมีต้นทุนก็เริ่มริบหรี่โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์การเมืองทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวจีน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวยุโรป ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท.เองก็อดรนทนไม่ไหวเตรียมปรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวลงในสัปดาห์นี้จากที่คาดกันว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามามากถึง 28.4 ล้านคน ขณะที่รายได้ที่คาดหวังกันไว้ที่ 1.7-1.8 ล้านล้านบาทก็คงลบเลือนเพราะรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ลดลงส่วนรายได้ในประเทศก็ลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะรายได้หลักจากการจัดงานประชุมสัมมนาของหน่วยงานราชการที่หดหายไปอย่างชัดเจนเพราะรัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณให้ได้ เศรษฐกิจที่แทบไม่เติบโตเช่นนี้ยิ่งทำให้บรรดาเด็กนักศึกษาที่จบใหม่ที่มีอยู่ประมาณ 4-5 แสนคนในเวลานี้ต้องตกงานตามไปด้วยเพราะบรรดาผู้ประกอบการต้องลดรายจ่ายจากการที่รายได้ไม่เพิ่มกำไรไม่งอกงามเหมือนแต่ก่อนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เห็นได้ชัดจากการลดชั่วโมงทำงานหรือการไม่รับแรงงานเพิ่ม อย่างไรก็ตามแม้บรรดาภาคเอกชนรายใหญ่อาจรับมือได้บ้างแต่บรรดาเอสเอ็มอีต่างออกอาการย่ำแย่ต้องปิดกิจการหนีตายกันเป็นแถว ส่วนประชาชนคนไทยเองก็เป็นไปโดยอัตโนมัติที่ต้องอยู่ในอาการ “พอเพียง” ไปโดยปริยายเพราะไม่มีเงินใช้จ่าย ด้วยสภาพการเมืองไทยที่ ’พิการ“ ในเวลานี้ ได้กลายเป็นพายุใหญ่ที่ถาโถมใส่เศรษฐกิจไทย แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งที่สามารถเติบโตได้บ้างในปีม้านี้ แต่หากสภาพเช่นนี้ยังไม่หยุด พายุสารพัดลูกยังซัดใส่ประเทศแบบไม่หยุดยั้ง…ก็มองไม่เห็นทางออกเหมือนกันว่าในอนาคตอีก 2-3 ปีจากนี้ไปเศรษฐกิจไทยจะตกอยู่ในสภาพเช่นใด?. ทีมเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตรวจชีพจรเศรษฐกิจไทย ฟันธงทะยานได้ไม่เกิน2%
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ตรวจชีพจรเศรษฐกิจไทย ฟันธงทะยานได้ไม่เกิน2%
-

บขส.เดินหน้าเช่ารถ ติดกล้อง
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดหารถบัสใหม่แทนรุ่นเก่าที่ปลดระวางว่า ขณะนี้ บขส.กำลังจัดทำทีโออาร์ เพื่อจัดหารถบัสรุ่นใหม่เข้ามา 100 คัน ให้ทันในสิ้นปีนี้เพื่อทดแทนรถเก่า 2 ชั้นที่จะปลดระวาง โดยรถใหม่จะเป็นการเช่าระยะสัญญา 3 ปี ไม่ได้เป็นการซื้อขาด และไม่ต้องขออนุมัติจาก ครม บริษัทสามารถทำได้เลยทั้งนี้ คาดว่ารถจะเข้ามาทยอยวิ่งได้ประมาณสิ้นปี โดยทั้งหมดจะเป็นรถชั้นเดียวขนาดความยาว 15 เมตร มีความทันสมัยคุณภาพสูง ให้บริการมีความปลอดภัยดีเยี่ยม ซึ่งจะมาช่วยพัฒนาการให้บริการแก่ประชาชนได้มาก ขณะเดียวกันในปี 58 บขส.ยังมีแผนจัดหารถบัส 15 เมตร เข้ามาเพิ่มใหม่อีก 269 คัน เพื่อพัฒนาให้บริการอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องนี้ต้องรอให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาอนุมัติโครงการก่อนนายวุฒิชาติ กล่าวว่า ความคืบหน้าการติดตั้งกล้องวงจรปิดบนรถโดยสารของ บขส.กำลังจัดทำทีโออาร์เช่นกัน แต่คาดว่าจะทำเสร็จก่อนและติดตั้งกล้องได้ทั้งหมดภายในเดือนมิ.ย.นี้แน่นอน โดยการติดตั้งกล้องจะติดบนรถ บขส.ทั้งหมด 800 คัน บริเวณ 3 จุด ได้แก่ บริเวณที่นั่งคนขับ บริเวณท้ายรถด้านในตัวรถ และด้านหน้านอกตัวรถ เพื่อเชื่อมระบบการส่งสัญญาณภาพจากกล้องวงจรปิดเข้ากับระบบสัญญาณจีพีเอส และส่งต่อข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุมฯสำหรับ การติดตั้งกล้อง 3 จุด เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั่วถึง โดยกล้องที่อยู่ส่วนท้ายนอกตัวรถจะช่วยบันทึกภาพเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมโดย รอบตัวรถ กล้องบริเวณที่นั่งคนขับจะเก็บภาพพฤติกรรมคนขับว่าประมาทเลินเล่อในการขับ ขี่หรือไม่ เช่น ขับรถมือเดียวหรือโทรศัพท์ระหว่างขับ ส่วนกล้องในห้องโดยสารถือว่าจำเป็นมาก เพราะปัจจุบันผู้โดยสารร้องเรียนเข้ามามากว่าสัมภาระที่เก็บไว้บริเวณช่อง เก็บเหนือศีรษะหายไป ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บางครั้งมีมิจฉาชีพแฝงตัวเป็นผู้โดยสารขึ้นมาบนรถด้วยและอาศัยช่วงเวลากลาง ดึกที่ผู้โดยสารนอนหลับเข้าไปรื้อค้นและขโมยทรัพย์สินที่เก็บไว้บริเวณช่อง เก็บเหนือศีรษะ หากมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดแล้วเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้แน่นอน“บขส.คาดหวังการปรับเปลี่ยนรถบัสใหม่เข้ามา รวมถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิด เมื่อร่วมกับการติดตั้งระบบติดตามการเคลื่อนไหวจีพีเอส ซึ่งติดไปก่อนหน้านี้ จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารในรถได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลประกอบการของ บขส.ในปีนี้ยังมั่นใจว่าจะมีกำไรอยู่ แม้ภาพรวมการเดินทางจะค่อนข้างชะลอตัวจากปีก่อนก็ตาม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บขส.เดินหน้าเช่ารถ ติดกล้อง -

ชาวเชียงใหม่แห่ชมดาวเสาร์ใกล้โลก
วันนี้(10พฤษภาคม 2557)ที่ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้า เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. จัดกิจกรรม “NARIT Star Party : ดาวเสาร์– ราชาแห่งวงแหวน” โดยเริ่มตั้งกล้องโทรทรรศน์ กว่า 10ตัว เพื่อให้บริการชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวได้ชมและสัมผัสกับดาวเสาร์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ในช่วงเย็น แต่เมื่อเวลาประมาณ 17.00 นปรากฏว่าฝนได้เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้ต้องเก็บอุปกรณ์รอฟ้าเปิดและได้ออกมาตั้งกล้องอีกครั้งในช่วงเวลา 19.30 น. ซึ่งยังคงมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากนายศุภฤกษ์ คฤหานนท์หัวหน้างานบริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า เนื่องจากที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็นและมีเมฆฝนเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องเก็บอุปกรณ์ในช่วงหัวค่ำก่อนที่ฟ้าจะเปิดและตั้งกล้องได้อีกครั้งในช่วงทุ่มครึ่ง ซึ่งชาวเชียงใหม่ยังคงให้ความสนใจกับปรากฏการณ์ดาวเสาร์ใกล้โลกเป็นอย่างมากอย่างไรก็ดีในภูมิภาคอื่นที่ท้องฟ้าเป็นใจสามารถชมได้ตามปกติ นอกจากนี้ หลังจากวันที่ 10ไปแล้วยังคงสามารถชมดาวเสาร์ได้ด้วยตาเปล่า โดยช่วงเวลาที่ชมได้ชัดเจนที่สุดจะเป็นช่วงเวลา5ทุ่มถึงเที่ยงคืน และหากต้องการเห็นวงแหวนดาวเสาร์ควรในกล้องสองตาที่มีกำลังขยาย10 เท่าขึ้นไปในการชมทั้งนี้สดร.จะจัดกิจกรรมตั้งกล้องให้ชมดาวเสาร์ใกล้โลกอีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม นี้ ในเวลา 18.30-21.00 น.ที่ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เหมือนเดิมสำหรับปรากฏการณ์ดาวเสาร์ใกล้โลก นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า เป็นปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่มีผลต่อการเกิดภัยธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้นเนื่องจากอยู่ห่างจากโลกมาก รวมถึงไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือดวงเมืองต่าง ๆด้วย โดยปรากฏการณ์ดาวเสาร์ใกล้โลก ครั้งที่ผ่านมา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน2556 ส่วนครั้งต่อไปดาวเสาร์จะโคจรมาใกล้โลกมากสุดในวันที่23พฤษภาคม 2558 ส่วนในคืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2557 ดาวเสาร์ได้โคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะทางประมาณ 1,331ล้านกิโลเมตร ทำให้มองเห็นดาวเสาร์ ซึ่งมีสีเหลืองสว่างสุกใส ดูได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หลังดวงอาทิตย์ตกตั้งแต่เวลาประมาณ 18.47 น. และจะโคจรจนลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกในเวลา 05.52 น.ของเช้าวันที่ 11 พฤษภาคม 2557 ทำให้มีระยะเวลาสังเกตการณ์ค่อนข้างยาวนาน และหากมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กหรือกล้องสองตา จะสามารถมองเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ได้อย่างชัดเจน หมายเหตุ ภาพถ่ายดาวเสาร์ โดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ สดร.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวเชียงใหม่แห่ชมดาวเสาร์ใกล้โลก