เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ต่างชาติต่อคิวซื้อข้ายไทย

    ต่างชาติต่อคิวซื้อข้ายไทย

    นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีประเทศต่างๆ ติดต่อเพื่อขอซื้อข้าวไทยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่  โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้ติดต่อขอซื้อข้าวไทยรวมๆ แล้วประมาณเกือบ 10 ประเทศ  หากสามารถเจรจาขายได้ทั้งหมด น่าจะระบายข้าวในสต๊อกออกไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านตัน ทำให้ข้าวในสต๊อกที่มีอยู่ก็จะเหลืออีกไม่มาก ทั้งนี้ การเจรจาขาย มีทั้งขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ขายให้กับโบกเกอร์ และขายให้กับภาคเอกชน ซึ่งกรมฯ มีหลักในการขาย ก็คือ จะขายในราคาตลาด ให้ส่วนลดบ้างตามความเหมาะสม หากซื้อในปริมาณที่มาก แต่ยืนยันได้เลยว่า จะไม่มีการขายในราคาที่ถูกๆ อย่างแน่นอน เพราะจะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในประเทศ ที่ขณะนี้กำลังปรับตัวสูงขึ้น “กรมฯ ประเมินว่า แนวโน้มราคาข้าวกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นของไทยเอง หรือของคู่แข่ง นั่นหมายความว่า ปีนี้ปริมาณข้าวในตลาดโลกจะลดลง และในส่วนของไทยเอง ก็เหลือข้าวไม่มากแล้ว โดยเฉพาะข้าวของรัฐบาล เพราะหลังจากที่ไม่มีโครงการรับจำนำ ก็ไม่มีข้าวเข้าสู่สต๊อกเลย” สำหรับแผนการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลให้ได้เดือนละ 800,000 – 1 ล้านตัน ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเร็วๆ นี้ กรมฯ จะเปิดประมูลข้าวรายภูมิภาครอบต่อไปที่จังหวัดเชียงราย และนครสวรรค์ รวมถึงการเปิดประมูลข้าว  450,000 ตัน ในวันที่ 14 พ.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติต่อคิวซื้อข้ายไทย

  • แรงงานต่างด้าวไม่เลือกงาน-ไม่บ่น

    แรงงานต่างด้าวไม่เลือกงาน-ไม่บ่น

    นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้แรงงานไทยมองว่าแรงงานต่างด้าวจากเพื่อนบ้านทั้งจากพม่า เวียดนาม กัมพูชา และ ลาว เริ่มมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าแรงงานไทย เนื่องจากไม่เลือกงานและทุ่มเทการทำงานมากกว่า ขณะที่แรงงานไทยเริ่มหางานที่สบายๆ และไม่หนัก ดังนั้นก่อนที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องฝึกทักษะฝีมือ,  ภาษาอังกฤษ, เทคโนโลยีและความรู้ทั่วไปแก่แรงงานไทยเพื่อยกระดับให้เป็นแรงงานฝีมือหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับต่างด้าว “เท่าที่สำรวจจากมุมมองของแรงงานด้วยกันตอนนี้แม้จะมีประสิทธิภาพพอๆกัน แต่ดูว่าต่างด้าวจะดีกว่านิดๆ โดยเฉพาะการสู้งาน, ไม่บ่น และเรื่องของภาษาอังกฤษ  ดังนั้นแรงงานไทยก็จำเป็นต้องหนีต่างด้าวโดยการพัฒนาฝีมือให้อยู่ในอีกระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและบริการ เพราะหากไม่พัฒนาฝีมือขึ้นมาก็จะถูกต่างด้าวแย่งงานได้หากมีการเปิดเออีซี” นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แรงงานก็ควรเร่งพัฒนาฝีมือเช่นการเข้าโครงการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อรองรับเศรษฐกิจฟื้นและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)  โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มที่ยังไม่มีงานทำ เนื่องจากในระยะหลังประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานไทยกับแรงงานต่างด้าวพบว่าต่างด้าวมีดีกว่า ดังนั้นแนวทางในการปรับตัวควรเน้นทักษะฝีมือแรงงาน, ทักษะด้านภาษา, ทักษะด้านเทคโนโลยี และความรู้อื่นๆทั่วไป “การเปิดเออีซีนั้นเชื่อว่าแรงงานไทยคงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เห็นได้จากผลสำรวจที่ผ่านมาพบว่าแรงงานไทยจะได้รับผลกระทบมากถึง 22.3% ได้รับผลกระทบปานกลาง 74.1% และ กระทบน้อย 3.6%” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนนั้นแรงงานจำเป็นต้องมีแนวทางในการปรับตัวโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีหนี้สินมากๆ  ต้องเร่งเจรจาผ่อนปรนกับเจ้าหนี้เพื่อให้สถาบันการเงินยืดระยะเวลาชำระหนี้หรือการผ่อนระยะยาวในอัตราที่ต่ำ ส่วนผู้เป็นหนี้นอกระบบนั้นหากลูกหนี้มีทรัพย์สินก็ควรนำไปขายเพื่อจ่ายหนี้ให้หมดเพราะดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือกู้เงินในระบบมาโป๊ะหนี้นอกระบบ เพราะเงินกู้ในระบบมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงมากนัก ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เดือนชนเดือน ก็ต้องมีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เช่น การปรับเพ็กเก็จโทรศัพท์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น ขณะแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงและมีเงินออมมากก็ไม่ควรตื่นตระหนกกับสถานการณ์ในปัจจุบันและต้องกล้าที่จะลงทุน เช่น การซื้อหุ้น, ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน เนื่องจากสินทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในระดับราคาที่ต่ำมากและหากมีรัฐบาลตัวจริงเมื่อไร่มั่นใจว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และที่สำคัญดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อก็ยังอยู่ในระดับต่ำเหมาะต่อการลงทุนซื้อสิ่งเหล่านี้ได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แรงงานต่างด้าวไม่เลือกงาน-ไม่บ่น

  • บีโอไอเร่งเดินหน้าหนุนท่องเที่ยว

    บีโอไอเร่งเดินหน้าหนุนท่องเที่ยว

    นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไออยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้เกิดการลงทุนแบบคลัสเตอร์มากขึ้นเนื่องจากต้องการสร่างความเข้มแข็งอุต ฯ ท่องเที่ยว โดยจะส่งเสริมฯ ตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติเป็นหลัก ได้จำแนกกลุ่มท่องเที่ยวที่มีศักยภาพที่ต้องการส่งเสริมฯ เป็น 8 คลัสเตอร์ ได้แก่ กลุ่มอารยธรรมล้านนาและภาคเหนือตอนบน กลุ่มมรดกโลกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กลุ่มอารยธรรมอีสานใต้ กลุ่มวิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง กลุ่มวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง กลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวกับชายหาด (แอคทีฟ บีช) กลุ่มรอยัล โคท และกลุ่มมหัศจรรย์สองสมุทร“เราจะใช้กลไกของบีโอไอส่งเสริมให้เกิดความแตกต่างของสินค้าการท่องเที่ยว เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวที่มูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเป็นคลัสเตอร์ที่จะมุ่งให้เกิดการลงทุนในธุรกิจหลักและธุรกิจสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน”ทั้งนี้ ที่ผ่านมา แม้บีโอไอจะให้ความสำคัญกับท่องเที่ยว แต่ผู้ประกอบการยังขอรับส่งเสริมฯ เข้ามาน้อย โดยยอดให้การส่งเสริมฯสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่หรือราว 80,000 ล้านบาทยังคงเป็นการลงทุนในกิจการโรงแรม เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการค่อนข้างทำธุรกิจแบบกระจัดกระจายไม่มีการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์มีธุรกิจหลักและสนับสนุน เมื่อขอรับส่งเสริมฯก็มูลค่าไม่มาก ดังนั้นหากส่งเสริมให้เกิดการรวมคลัสเตอร์จะทำให้การขอรับส่งเสริมฯ กลุ่มนี้สูงขึ้น“ในปัจจุบันนี้ บีโอไอให้การส่งเสริมฯ ด้านการท่องเที่ยวอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กิจการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น กิจการที่จอดเรือท่องเที่ยวให้การส่งเสริม 4 โครงการ เงินลงทุนรวม 300 ล้านบาท กิจการเดินเรือท่องเที่ยวหรือให้เช่าเรือ 15 โครงการ เงินลงทุนรวม 468 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นกิจการเดินเรือที่ให้บริการในทะเลอันดามัน กิจการสวนสนุก 5 โครงการ มูลค่าลงทุน 3,000 ล้านบาท ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรม 8 โครงการ มูลค่าลงทุน 878ล้านบาท ส่วนกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาในกลุ่มนี้คือสนามแข่งขันรถยนต์ในจังหวัดบุรีรัมย์ และยังมีผู้ประกอบการเข้ามาหารือในการสร้างสวนสนุกขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ”ส่วนกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งได้ให้การส่งเสริมฯ ไปแล้ว คือ กิจการหอประชุมขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 732 ล้านบาท กิจการโรงแรม 61 โครงการ มูลค่าลงทุน 81,000 ล้านบาท กิจการบ้านพักและศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุ 12 โครงการ เงินลงทุนรวม 2,929 ล้าน กิจการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ 2 โครงการเงินลงทุนรวม 112 ล้านบาท และกิจการบริการเพื่อสนับสนุนการพำนักระยะยาว 2 โครงการ เงินลงทุนรวม 21.5 ล้านบาทสำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ที่เดิมจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 58 เป็นต้นไปนั้น คงจะต้องมีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปโดยรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน เพราะหากไปบังคับใช้ในช่วงที่ไม่มีความชัดเจนทางการเมือง อาจจะสร้างปัญหาในภายหลัง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอเร่งเดินหน้าหนุนท่องเที่ยว