นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า ภายในเดือนพ.ค. นี้ สมอ.เตรียมเผยแพร่รายชื่อผู้แทนจำหน่าย และผู้นำเข้ารถยนต์อิสระรถยนต์ (เกรย์มาเก็ต)ที่นำรถมาตรวจสอบ เพื่อขอรับใบอนุญาตกับสมอ. บนเว็บไซด์สมอ. www.tisi.go.th เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบรายชื่อผู้แทนจำหน่าย หรือนำเข้าว่ามีรายใดปฎิบัติตามกฎระเบียบแล้วบ้าง เพราะรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ถือเป็นมาตรฐานบังคับอุตสาหกรรม(มอก.) ที่ผู้จำหน่าย หรือผู้นำเข้า ต้องนำรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เข้ามาตรวจสอบ และรับใบอนุญาตจากสมอ. ซึ่งหากผ่านการตรวจสอบแล้วจะถือว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพในเรื่องความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม “ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เน้นย้ำให้สมอ.เข้มงวดในการตรวจสอบ ซึ่งอยากฝากไปยังประชาชน ขอให้เลือกซื้อรถจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของตนเองและช่วยกันลดสารมลพิษจากยานยนต์เพราะผู้นำเข้าหรือผู้แทนจำหน่ายบางราย เปิดบริษัทเฉพาะกิจเพื่อมานำเข้าเป็นครั้งๆ จากนั้นก็ปิดบริษัท แล้วเปิดบริษัทใหม่ ซึ่งหลายรายจะนำเข้ารถยนต์ ที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐานของสมอ.จึงต้องการให้ประชาชนตรวจสอบกันให้ก่อนซื้อ เพราะรถยนต์นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นรถที่มีราคาสูง ไม่อยากให้เห็นว่า ราคาขายถูกกว่า เพราะบางครั้งอาจได้ของไม่มีคุณภาพต้องมาซ่อมแซม เท่ากับว่า ซื้อของแพงกว่าปกติ ” ทั้งนี้หลังจากสมอ. ได้ออกระเบียบให้ผู้จำหน่ายและผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ นำรถมาตรวจสอบออกใบอนุญาตนำเข้าเฉพาะครั้ง ตั้งแต่เดือนก.ย.56 – 21 เม.ย. 57 มีผู้มายื่นคำขอจำนวน 2,763 คำขอ ครอบคลุมรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวน8,280 คัน และ สมอ. ออกใบอนุญาตแล้วจำนวน 1,929 คำขอ ครอบคลุมรถ 6,534 คันยังเหลือระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบประมาณ 834 คำขอ 1,748 คัน คาดว่าจะดำเนินการเสร็จในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ทางสมอ.จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้จำหน่ายหรือผู้นำเข้าอิสระว่าปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ของสมอ.หรือไม่ เนื่องจากรถยนต์ถือเป็นสินค้าตามมาตรฐานบังคับของสมอ.จะต้องมีการขอใบอนุญาตก่อนออกจำหน่าย เพื่อตรวจสอบมาตรฐานเป็นไปตามบังคับหรือไม่ทั้งเรื่องความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม นายอุฤทธิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ายังผู้มีผู้จำหน่าย และผู้นำเข้าบางราย ไม่นำรถมาตรวจสอบ ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนหากไม่นำรถมาตรวจสอบอีก จะมีโทษตามกฎหมาย คือ การทำหรือนำเข้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือการจำหน่ายรถยนต์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือรถยนต์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจถูกสั่งทำให้สิ้นสภาพ หรือส่งกลับคืนต่างประเทศ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.เล็งเปิดโผผู้นำเข้ารถหรูผ่านเว็บ
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

สมอ.เล็งเปิดโผผู้นำเข้ารถหรูผ่านเว็บ
-

โครงการลงทุนค้างเติ่ง7.29 แสนล้าน
นายประเสริฐบุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ)ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมายังไม่ได้พิจารณาเห็นชอบโครงการที่เสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากเอกชนรวม 407โครงการ วงเงินลงทุน 729,001 ล้านบาท โดยนายกฯได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ เพื่อกลั่นกรองโครงการต่างๆ ก่อน โดยเฉพาะโครงการที่มีขนาดการลงทุนเกิน 750 ล้านบาท จากนั้นจึงเสนอให้บอร์ดบีโอไอชุดใหญ่เห็นชอบคาดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือน จะสามารถพิจารณาได้เสร็จสิ้นทั้งหมด “คณะอนุกรรมการนี้จะเร่งประชุมทันทีทุกๆสัปดาห์ เริ่มจากสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป โดยมีนายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชยเลขาธิการบีโอไอ เป็นประธาน เพื่อกลั่นกรองโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับๆจากนั้นจึงเสนอให้บอร์ดใหญ่เห็นชอบ และเชื่อว่า ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่บีโอไอคาดว่าทั้งปี57 จะได้ถึง 900,000ล้านบาทนั้น น่าจะเป็นไปได้ เพราะล่าสุดปัญหาทางการเมืองภายในประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลังจากนายกฯได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และได้กำหนดวันเลือกตั้งมาแล้วซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติ” สำหรับตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนล่าสุดณ วันที่ 30 เม.ย.57 พบว่า มีโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนรวม 407โครงการ วงเงินลงทุน 729,001 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่มีขนาดการลงทุนเกิน 750 ล้านบาทซึ่งต้องเสนอบอร์ดบีโอไอพิจารณาเห็นชอบ จำนวน 136 โครงการวงเงินลงทุน 521,760 ล้านบาท และโครงการที่มีขนาดการลงทุนตั้งแต่200-750 ล้านบาทและโครงการที่เป็นกิจการผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ที่มีขนาดการลงทุนเกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 271 โครงการ วงเงินลงทุน 207,241 ล้านบาท ทั้งนี้หากแยกออกเป็นหมวดอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มบริการและสาธารณูปโภค ได้เสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากสุด จำนวน 329 โครงการวงเงินลงทุน 296,329 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร65 โครงการ วงเงิน 47,966 ล้านบาทกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร ยานยนต์ 54 โครงการ วงเงิน 250,451ล้านบาท กลุ่มเหมืองแร่ เซรามิกส์ โลหะมูลฐาน 18 โครงการ วงเงิน 28,473 ล้านบาทกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 13 โครงการ วงเงิน 67,926ล้านบาท กลุ่มเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก 11 โครงการวงเงิน 34,957 ล้านบาท และกลุ่มอุตสาหกรรมเบา 7 โครงการ วงเงิน 2,899 ล้านบาท นายประเสริฐกล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบนโยบายให้บอร์ดบีโอไอชุดใหม่มีบทบาทช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและเน้นย้ำให้เร่งพิจารณาโครงการต่างๆ ที่เอกชนยื่นรับคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยเร็วรวมทั้งขั้นตอนการอนุญาตของหน่วยงานต่างๆ ให้กับนักลงทุนพิจารณาโดยเร็ว เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุน ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท คาทูน นาที เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัดได้รับส่งเสริมการลงทุนกิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัยเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,291.88 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ส่วนการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัทอิชิตันกรุ๊ป ที่เป็นการขอขยายการลงทุนเพิ่มมูลค่า 2,600 ล้านบาท นั้นที่ประชุมยังมีความสงสัยเรื่องตัวเลขการลงทุน โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้ใบชาในประเทศว่ามีจำนวนที่แท้จริงและมูลค่าเท่าใดจึงให้คณะอนุกรรมการฯกลับไปทบทวนใหม่ นายอุดมวงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอกล่าวว่า ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 260,000 ล้านบาทจำนวน 200โครงการ ลดลง 13%จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีหลายสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมือง จึงอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนไปขณะที่การขอรับส่งเสริมการลงทุนในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมามีมูลค่า 50,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โครงการลงทุนค้างเติ่ง7.29 แสนล้าน -

เงินเฟ้อเดือนเม.ย.สูงสุดรอบ 1 ปี
นางอัมพวัน พิชาลัย ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ(เงินเฟ้อ)เดือน เม.ย. 57 เท่ากับ 107.47เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.45% สูงสุดในรอบ1 ปี โดยมีปัจจัยจากการปรับขึ้นราคาของอาหารสำเร็จรูป, อาหารกลางวัน,ก๋วยเตี๋ยว,เนื้อสุกร ,แก๊สหุงต้ม, ค่าทัศนาจรรวมถึงผักสดและผลไม้บางชนิดที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เมื่อรวม 4 เดือนเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2.12% และทั้งปีคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบเดิมที่วางไว้2-2.8% “เงินเฟ้อเดือนเม.ย. ที่เพิ่มขึ้นสูง เนื่องราคาสินค้าจากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับเพิ่ม 4.61% สูงสุดในรอบ 20 เดือน เป็นผลจากราคากลุ่มผักสดผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป ปรับสูงขึ้น จากภาวะภัยแล้งทำให้ผลผลิตเสียหาย จนทำให้ต้นทุนปรุงอาหารเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาผัก-หมู น่าจะอ่อนตัวหลังเดือนเม.ย. เมื่ออากาศคลายร้อนลง โดยเฉพาะมะนาว” สำหรับสินค้าที่ปรับตัวสูงมากๆในเดือนเม.ย.เมื่อเทียบกับเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา พบว่าในส่วนของหมวดอาหาร ต้นหอมราคาเพิ่มมากสุด34.99% รองลงมามะนาว 30.66% , ผักคะน้า เพิ่ม 21.56%,ผักกาดขาว เพิ่ม 20.03%, ส้มเขียวหวานเพิ่ม 5.29% , เนื้อสุกร3.16% และอาหารตามสั่งเพิ่ม 2.33% ส่วนสินค้าที่ไม่ใช่อาหารเช่น แก๊สหุงต้ม เพิ่ม 2.28%, ค่าทัศนาจร เพิ่ม 2.15%, เบียร์1.76%, น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพิ่ม 0.83%, แชมพูเพิ่ม 0.61% เป็นต้น ส่วนสินค้าหมวดอาหารที่ปรับตัวลดลงเช่น ไข่ไก่ ลดลง 4.31%, กระเทียม ลดลง 12.76%,มะม่วงลดลง 3.46% ขณะที่สินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหาร เช่น สบู่ ลดลง 0.33%,ผงซักฟอก ลดลง 0.12%, กระดาษชำระ ลดลง 0.53%และอาหารเลี้ยงสัตว์ ลดลง 0.11% เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เงินเฟ้อเดือนเม.ย.สูงสุดรอบ 1 ปี