เพราะเราต้องการทำให้วัตถุดิบของประเทศในลุ่มน้ำโขงที่เต็มไปด้วยความหลากหลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้เข้าใจว่าวัตถุดิบที่โดดเด่นอย่างสมุนไพรไม่ใช่เป็นได้แค่เพียงเครื่องปรุงอาหารไทยอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารของชาติอื่นได้ด้วย” เชฟวิลแมน ลีออง ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าวถึง Mekong Culinary Challengeแนวคิดหลักของการแข่งขันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การแข่งขัน “สุดยอดเชฟไทยแห่งปี ครั้งที่ 3 Thailand Ultimate Chef Challenge 2014” (TUCC) เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเชฟไทยทั้งในระดับมืออาชีพและระดับเยาวชน โดยบริษัท โคโลญ เมสเซ่ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค จำกัด ร่วมกับ สมาคมเชฟประเทศไทย จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 นั้น เป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ THAIFEX-WORLD OF FOOD ASIA 2014 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าวต่อว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเพราะมีการแบ่งการแข่งขันทั้งหมดออกเป็น 19 ประเภทด้วยกัน โดยไฮไลต์หลักการแข่งขันครั้งนี้ คือ Mekong Culinary Challenge ซึ่งเป็นการแข่งขันการปรุงอาหารในแบบบุฟเฟ่ต์ฟรีสไตล์โดยใช้วัตถุดิบที่มาจากแม่น้ำโขง เพื่อตอกย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุดิบในแถบของอินโดจีนหรือภูมิภาคอาเซียน โดยมีประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมในการแข่งขันประเภทนี้หลายประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภูมิภาค “การแข่งขันครั้งนี้ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างพื้นฐานความเข้าใจที่ดีให้กับผู้เข้าแข่งขันเกี่ยวกับการแข่งขันในระดับสากล และทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในการปรุงอาหาร โดยการนำมาตรฐานระดับโลกเข้ามาปรับใช้ในการคิดค้นเมนูอาหารในสไตล์ของตัวเอง เพื่อใช้ในการแข่งขันและยังได้พัฒนาตนเองอีกด้วย” จากปีแรกที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเพียง 200 กว่าคนโดยเป็นเชฟคนไทยที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ขยายเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปีต่อมาโดยมีเชฟจากชาติอื่น ๆ ทั้งในอาเซียนและเอเชียเข้าร่วม และในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 3 นอกจากจำนวนเชฟที่เข้าร่วมจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวของปีก่อนแล้ว ยังมีชาติในอาเซียนอย่างพม่าและเวียดนามมาร่วมแข่งขัน มร.ไมเคิล เดรเย่อร์ รองประธาน บริษัทโคโลญ เมสเซ่ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค จำกัด เปิดเผยว่า น่ายินดีอย่างยิ่งที่การแข่งขันสุดยอดเชฟไทยแห่งปีได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทำให้ปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดถึง 842 คน ทั้งระดับมืออาชีพและเยาวชน ซึ่งมาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ สโลวาเนีย จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก เชฟ กีเซอร์ กุดมุนสัน นายกสมาคมเชฟโลก (World Association of Chefs Society) ซึ่งเดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับคณะกรรมการเชฟที่มีชื่อเสียงในวงการอาหาร ถึง 28 คน จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง กรีซ อังกฤษ และไทย มาร่วมตัดสินการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันรายการนี้มีมาตรฐานในระดับสากล และได้เชฟที่มีฝีมือและมีความสามารถเข้าสู่วงการเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้เผยแพร่ความสามารถสู่สายตาผู้ชมงานชาวต่างชาติอีกด้วย นอกจากจะเฟ้นหาเชฟผู้มากด้วยความสามารถในด้านต่าง ๆ แล้ว บริษัท โคโลญ เมสเซ่ จำกัด ยังได้ทำพิธีลงนามสัญญาข้อตกลงร่วมกันกับสมาคมเชฟประเทศไทยเพื่อจัดงานการแข่งขันสุดยอดเชฟไทยแห่งปีครั้งที่ 4 Thailand Ultimate Chef Challenge 2015 ในงาน THAIFEX 2015 ต่อไป นำโดย เชฟจำนงค์ นิรังสรรค์ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย “เราต้องการให้การแข่งขันดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าแข่งขันได้พัฒนาตนเอง ฝึกทักษะเพิ่มเติมในด้านการทำอาหาร ตลอดจนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการอาหารประเทศไทย ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสายอาชีพได้อีกด้วย” เชฟจำนงค์ ทิ้งท้าย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘สุดยอดเชฟไทย’ ชูจุดเด่นวัตถุดิบลุ่มน้ำโขง
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

‘สุดยอดเชฟไทย’ ชูจุดเด่นวัตถุดิบลุ่มน้ำโขง
-

ไทยจะเป็นศูนย์กลาง การวิจัยและพัฒนา R&D – มองโลกแบบวิกรม
เดี๋ยวนี้คำว่าธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเรื่องซื้อ ๆ ขาย ๆ อีกต่อไป ต้องอาศัยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจหากไทยจะต้องปรับตัวให้กลายเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการพัฒนา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “R&D” (Research and Development) การพัฒนาเศรษฐกิจของโลกปัจจุบันนั้น ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเป็นหลักประเทศใดมีการผลิตสินค้าใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง และต้นทุนการผลิตต่ำลงไปเรื่อย ๆ ก็ถือว่าประเทศนั้นมีการผลิตที่ขยายตัว และมีการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าผู้อื่น การทำ R&D หรือค้นคว้าวิจัยจึงเป็นเงื่อนไขหลักของความสำเร็จในด้านนี้ในโลกปัจจุบัน มาตรวัดการเติบโตด้านนี้จึงต้องดูจากงบประมาณที่ใช้ในด้าน R&D ว่าเท่าใดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือที่เรียกว่า GDP ประเทศอิสราเอลนั้นเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้าน R&D มากเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือ 4.8% ของ GDP ตามด้วย สวีเดน ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี ที่มีสัดส่วนกว่า 3% และตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สิงคโปร์ ฝรั่งเศส ที่มีสัดส่วนกว่า 2% ของ GDP สำหรับประเทศไทยนั้นยังอยู่ห่างจากประเทศที่เอ่ยมาก คืออยู่ที่ 0.2% ของ GDP และขนาดของ GDP ของเราก็เล็กกว่าประเทศข้างต้นอย่างมากมาย ถ้าลองสังเกตดูก็จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้นไม่ค่อยมีสินค้าที่เป็นยี่ห้อของเราในตลาดโลกเลย โอกาสที่จะมีการเติบโตสูงกว่าเดิมนั้นมีอีกมาก รัฐบาลชุดที่แล้วก็มีนโยบายเพิ่มการทำ R&D เป็น 1% ของ GDP ซึ่งก็จะส่งผลให้ไทยสามารถคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ ได้ ทิศทางของ R&D ไทยควรจะมุ่งเน้นเป็นที่การผลิตสินค้าและมีตลาดอยู่แล้ว เช่น พืชผลทางด้านการเกษตร จะมีการค้นคว้าวิจัยด้านไบโอเทคโนโลยี ด้านอุตสาหกรรมก็มีด้านรถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ด้านการแพทย์ หรือวงการผลิตภาพยนตร์เองก็จะมีการขยายการทำ R&D สำหรับอมตะ ก็วางแผนที่จะสร้างเมืองวิทยาศาสตร์ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อจะนำมาทำการวิจัยค้นคว้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด เชื่อว่าการพัฒนาประเทศไทยก็จะมีการขยายตัวในด้านนี้เป็นส่วนใหญ่. วิกรม กรมดิษฐ์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยจะเป็นศูนย์กลาง การวิจัยและพัฒนา R&D – มองโลกแบบวิกรม -

วัสดุตกแต่งมุ่งอาเซียน รับลงทุนอสังฯขยายตัว
ชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์อาเซียนขยายเร็ว ผลิตภัณฑ์ปิดผิววิลสัน เร่งตลาดนอก ทั้งค้าชายแดนและส่งออกตามระบบ เรียกร้องรัฐช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ การขยายตัวทางเศรษฐกิจในเมียนมาร์และดินแดนข้างเคียงอีกหลายประเทศเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ทำให้การลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างมีมากขึ้นวัสดุก่อสร้างและวัสดุตกแต่งได้รับผลดีตามไปด้วยโดยนายอดิศักดิ์ เธียไพรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทวิลสันอาร์ท (ประเทศไทย)จำกัด ตัวแทนจำหน่ายวัสดุปิดผิวลามิเนตวิลสันอาร์ท (Wilsonart) และ ออบอร์ไรท์ (Arborite) ใช้งานตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์จากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ปีนี้จะเร่งขยายตลาดไปในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนให้มากขึ้นเน้นที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฮ่องกง และเวียดนาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง และการเติบโตของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีมากตามไปด้วย ส่วนประเทศเมียนมาร์แม้มีการลงทุนการก่อสร้างมากแต่ยังเป็นช่วงเริ่มต้นจึงต้องทำความคุ้นเคยและคาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะรุกในประเทศนี้อย่างจริงจัง “ที่เมียนมาร์มีไม้มากก็จริงแต่ไม่สามารถเลือกลายได้ขณะที่วัสดุปิดผิวมีลายไม้หรือลายอื่นให้เลือกมากกว่าหรือสามารถสั่งเฉพาะได้” นายอดิศักดิ์กล่าว กรรมการผู้จัดการบ.วิลสันอาร์ท กล่าวด้วยว่า ประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยจึงมีช่องทางการค้าชายแดนกระจายสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา เวียดนาม และลาว สิ่งที่ยังเป็นปัญหาในขณะนี้ คือ ระบบภาษีการนำเข้าของบางประเทศที่มีผู้ผลิตภายในจึงอยากให้ภาครัฐสนับสนุนระบบการค้าเสรีอย่างจริงจังลดข้อจำกัดทางภาษีนำเข้าระหว่างกัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์หรือการขนส่งที่ขาดความชัดเจนในการจัดการจากภาครัฐ อย่างไรก็ตามทางภาคเอกชนก็พยายามหาทางแก้ไขกันเองอยู่ นอกจากนี้รัฐควรสนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วัสดุตกแต่งมุ่งอาเซียน รับลงทุนอสังฯขยายตัว