นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมที่จะเข้ายื่นข้อเสนอปล่อยกู้ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เพื่อนำเงินไปจ่ายให้ชาวนา ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันล็อตแรกวงเงิน 30,000 ล้านบาทในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ถ้ามีกฎหมายชัดเจน ซึ่งปกติในช่วงที่ผ่านมาก็ทำอยู่แล้ว แต่ในช่วงที่รัฐบาลรักษาการไม่ได้เข้าร่วมประมูล เพราะไม่มีกฎหมายรับรองในเรื่องนี้จึงหยุดไปโดยเชื่อว่าการร่วมประมูลครั้งนี้ จะทำให้ชาวนาได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวมากขึ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยคิดอัตราปกติ ไม่ได้สูงเกินควร เนื่องจากกระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ แต่วงเงินการปล่อยกู้จะเป็นเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่การพิจารณาของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งนายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัท ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า กรอบกฎหมายชัดเจนไม่ได้มีอะไรที่ติดขัดเหมือนก่อนทำให้ธนาคารมั่นใจ และเข้าประมูลรอบนี้ รวมทั้งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากธนาคารเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่ธ.ก.ส.ได้รับค่อนข้างดีโดยเชื่อว่าการจ่ายเงินให้ชาวนา จะทำให้วงจรที่ติดขัดอยู่เดินหน้าได้ ปกติซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ต้องติดตามดูว่าโครงการที่เหลืออยู่จะดำเนินการต่อไปอย่างไรนายอาทิตย์ นันทวิทยา รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สนใจร่วมประมูลเงินกู้เช่นกัน เพราะกฎหมายเปิดให้ดำเนินการได้ ส่วนวงเงินที่ยื่นเข้าประมูลมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องส่วนเกินของธนาคาร ซึ่งเชื่อว่าการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวรอบนี้ มีผลต่อเศรษฐกิจแต่ไม่มากนัก เนื่องจากเงินที่ธ.ก.ส.จ่ายให้ ชาวนาครั้งนี้จะนำไปชำระหนี้เดิม และบางส่วนนำไปลงทุนในฤดูกาลผลิตใหม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์พาเหรดชิงดำเงินกู้จำนำข้าว
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

แบงก์พาเหรดชิงดำเงินกู้จำนำข้าว
-

โจรปล้นสายไฟกรมทางหลวง
นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเม.ย.57 ที่ผ่านมา กรมทางหลวงถูกโจรกรรมทรัพย์สินที่อยู่ตามถนนทางหลวงทั่วประเทศไปกว่า 830,000 บาท โดยทรัพย์สินที่ถูกถูกขโมย มีทั้งป้ายจราจร หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์สัญญาณไฟฟ้า สายไฟฟ้า ราวกั้นอันตราย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเม.ย.56มีทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมลดลง 56% โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟฟ้า ที่ถูกขโมยลดลงมากอย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกชนิดของอุปกรณ์งานทางที่ถูกโจรกรรม มีมูลค่าความเสียหาย 5 อันดับแรกในเดือนเม.ย.57 อันดับ 1 คือ สายไฟฟ้ายาว 1.22 กม. มูลค่าเสียหาย 462,800 บาท คิดเป็น 55.32% ของความเสียหายรวม รองลงมาเป็นหม้อแปลงไฟฟ้า 1 ลูก มูลค่า 140,000 บาท คิดเป็น 16.72% ฝาตะแกรงเหล็กและท่อ 51 ฝา มูลค่า 136,000 บาท คิดเป็น 16.26% ป้ายจราจร 13 แผ่น มูลค่า 59,400 บาท และราวกั้นอันตราย 4 แผ่น 25,600 บาท“สาเหตุการเกิดโจรกรรม คาดว่ามาจากสภาพเศรษฐกิจที่วิกฤติในปัจจุบัน ทำให้การเกิดโจรกรรมทรัพย์สินทางหลวงมีอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่เกิดปัญหาขึ้นได้อีกในอนาคต ส่งผลให้ทีผ่านมาภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณในจัดซื้อ จัดหา มาติดตั้งมหาศาล อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อความสะดวกปลอดภัยและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางได้”นายชัชวาลย์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ดี สถิติการเกิดโจรกรรมในปีนี้ มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากกรมฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราทรัพย์สินเพิ่ม อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสาธารณะมากขึ้น ทำให้การโจรกรรมทรัพย์สินลดลง นอกจากนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือให้ประชาชนผู้อาศัยอยู่บริเวณสองข้างทางหลวง ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นผู้กระทำผิด หรือสงสัยจะกระทำผิด สามารถโทรแจ้งได้ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง 02 3546530 สายด่วนกรมทางหลวง 1586 สายด่วนกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 02 5336111 สำนักงานสำนักงานทางหลวง แขวงการทาง หรือหมวดการทางในพื้นที่หรือแจ้งได้ที่ตำรวจทางหลวง 1193 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โจรปล้นสายไฟกรมทางหลวง -

ฟิทช์เรตติ้งเล็งหั่นเครดิตประเทศไทย
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ เรตติ้ง ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของไทย โดยมองว่าการที่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยเชิงลบที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเครดิตของประเทศ แต่ปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบคือ ความรวดเร็วในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง เพราะการทำรัฐประหารนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ แต่ก็ไม่ได้แสดงถึงความท้าทายต่อการจัดตั้งกระบวนการใหม่ ที่จะนำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ“ฟิทช์ เรตติ้ง เห็นว่าปฏิกิริยาตอบสนองทางการเมืองต่อการทำรัฐประหาร จะเป็นเพียงความวุ่นวายในระยะสั้นเท่านั้ นการยอมปฏิบัติตามรัฐบาลใหม่ที่มาจากกองทัพ หรือที่มีกองทัพหนุนหลังอย่างกว้างขวาง ตามด้วยกระบวนการที่โปร่งใส ที่นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ น่าจะส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในที่สุด”อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มทางการเมืองหลัก ไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ตึงเครียดขึ้น และเสี่ยงต่อการบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักลงทุนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากกระบวนการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองยังไม่เรียบร้อย ภายในช่วงต้นของครึ่งปีหลังแล้ว คาดว่าอาจเกิดความเสียหายที่ยาวนานต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผลลบต่อเครดิตของประเทศในที่สุดนอกจากนี้คาดว่าจะปรับลดประมาณการอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไทยในปีนี้ลงอีก จากเดิมที่คาดไว้ 2.5% บนพื้นฐานความไม่แน่นอนทางการเมือง และข้อมูลทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในไตรมาสแรก ที่เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรัฐบาลเองได้ปรับลดจีดีพีจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3-4% เหลือ 1.5-2.5%สำหรับประเด็นสำคัญของไทยในระยะยาวคือ ไทยจะก้าวผ่านความแตกแยกทางสังคมและบริหารประเทศได้อย่างปกติหรือไม่ หากปราศจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่ดำเนินนโยบายส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ระดับปานกลางได้นั้น และไทยจะเสี่ยงกับการถูกทิ้งให้ล้าหลังกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ในด้านการพัฒนาและศักยภาพการเจริญเติบโตของประเทศ โดยแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตอาจลดลงมาอยู่ที่ 3-3.5% ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่ต่ำสำหรับเศรษฐกิจที่อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟิทช์เรตติ้งเล็งหั่นเครดิตประเทศไทย