ในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็นกำหนดเวลาที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะบรรลุก้าวย่างที่สำคัญของการรวมกันเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เนื่องจากสิ่งที่คนไทยเรียกกันอย่างคุ้นหูว่า “เออีซี” หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ทีมข่าวเดลินิวส์ได้รับโอกาสจาก “ดาโต๊ะ นาซิระห์ บินติ ฮุสเซน” เอกอัครราชทูตหญิงมาเลเซีย ประจำประเทศไทย ในการให้สัมภาษณ์ประเด็นมุมมองของมาเลเซียต่อการเตรียมตัวเพื่อรวมกันเป็นเออีซี ดังนี้ ความคิดเห็นทั่วไปต่อการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อันที่จริงการรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจจะไม่สามารถดำเนินไปได้ หากขาดเสาหลักอีก 2 เสาคือประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน รวมทั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ยกตัวอย่างเช่น หากประเทศใดขาดเสถียรภาพทางการเมืองก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำธุรกิจระหว่างกันทันที ดังนั้น สันติภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงทางด้านสังคมวัฒนธรรมต้องดำเนินไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด มาเลเซียมีการเตรียมความพร้อมอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ท้าทายต่อการรวมตัว อย่างเช่น สถานะทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันของประเทศในภูมิภาค มาเลเซียมองประเด็นทางเศรษฐกิจว่า สำคัญต่อการรวมตัวกันเป็นอย่างมาก จึงต้องการผลักดันให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกลงความเห็นชอบร่วมกันในข้อตกลงร่วมทุกฉบับ โดยเฉพาะหากเป็นแง่ธุรกิจแล้ว เอกสารกำกับการนำเข้า-ส่งออกของทุกประเทศควรจะมีรูปแบบที่เป็นไปในทางเดียวกัน ป้องกันความสับสนและผิดพลาด ส่วนในประเด็นความไม่เท่าเทียมกันของสถานะทางเศรษฐกิจ มาเลเซียดำเนินการตามนโยบายที่เคยมีการตกลงกันไว้และดำเนินการตามเงื่อนไขของสำนักเลขาธิการอาเซียน นอกจากนี้ แน่นอนว่า มาเลเซียเต็มใจให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขับเคลื่อนการรวมกันเป็นปึกแผ่น มาเลเซียจะใช้จุดแข็งของประเทศให้ได้รับโอกาสอย่างไรในการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ จริงอยู่ว่ามาเลเซียส่งออกทรัพยากรธรรมชาติที่ล้ำค่าอย่างน้ำมันดิบ น้ำมันปาล์ม รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ แต่รัฐบาลไม่ได้ต้องการจะส่งออกเพียงแค่วัตถุดิบเท่านั้น แต่ต้องการที่จะพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วย ทั้งนี้ มาเลเซียกำลังเร่งพัฒนาการวิจัยและการศึกษาของประเทศ เพื่อทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็น จริงแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจุดแข็งของประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถยืนได้เพียงลำพังบนความท้าทายของการรวมกันเป็น “เออีซี” แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกันทั้งจากในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของประเทศทุกประเทศที่ต้องส่งเสริมเสถียรภาพและสันติภาพระหว่างกัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประเทศสมาชิกอย่างไร มาตรการและข้อตกลงต่าง ๆ ในการข้ามพรมแดน ได้เอื้อให้พลเมืองอาเซียนของเราสามารถไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นโอกาสในด้านการค้าการลงทุนและการประกอบอาชีพแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เราจะมีโอกาสได้รู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น ขอเพียงเราเปิดมุมมอง ปรับทัศนคติ และเรียนรู้ว่าความแตกต่างไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราแก้ไข แต่มีไว้เพื่อให้เราเข้าใจ ซึ่งนั่นถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกัน ส่วนในด้านข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่เป็นปัญหาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีนนั้น ควรมุ่งเน้นการเจรจาแบบทั้งทวิภาคีคือระหว่างประเทศที่มีข้อพิพาทกับจีนเอง และแบบพหุภาคีที่จะมีประเทศในภูมิภาคอื่น ๆเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาด้วย ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมมากแค่ไหน สิ่งสำคัญที่จะทำให้การรวมตัวกันเป็นไปอย่างยั่งยืน คือการพิจารณาและทำความเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ อย่างเชื่อมโยงกัน และนั่นคือจุดที่มิติทางด้านสังคมและวัฒนธรรมจะเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ เราต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงธรรมชาติ ความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละประเทศ ทั้งประวัติศาสตร์ สภาพสังคม ผู้คน ความเชื่อและรูปแบบการดำเนินชีวิต เพื่อที่ภาคธุรกิจจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรมนี้ได้อย่างสอดคล้องกัน หากคนไทยต้องทำงานร่วมกับคนมาเลเซีย มารยาทในการปฏิบัติต่อกันของชาวมาเลเซียก็เหมือนมารยาทสากลทั่วไป ที่จะไม่ทำในสิ่งที่ถือว่าไม่สุภาพ เช่น ไม่ควรใช้เท้าชี้ไปที่ผู้อื่น ไม่ควรใช้นิ้วชี้หน้าผู้อื่น ไม่สัมผัสบริเวณศีรษะผู้อื่น โดยเฉพาะกับผู้ที่อาวุโสกว่าเป็นต้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงให้มาก คือเรื่องข้อห้ามตามความเชื่อและศาสนาของแต่ละบุคคล เช่น ชาวมุสลิมมีข้อห้ามเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเสนอหรือหยิบยื่นสิ่งเหล่านั้นให้ถือว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ท่านทูตฯนาซิระห์ บินติ ฮุสเซน กล่าวปิดท้ายไว้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในภูมิภาค ดังนั้น มาเลเซียเชื่อว่าไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไปได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มุมมองทูตหญิงมาเลเซีย ‘รวมกัน เราอยู่’ เตรียมรับ ‘เออีซี’
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

มุมมองทูตหญิงมาเลเซีย ‘รวมกัน เราอยู่’ เตรียมรับ ‘เออีซี’
-

หอการค้าลุ้นเงินค่าข้าวชาวนา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 แสนล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้มีการจัดการประชุมใหญ่หอการค้า 5 ภาคเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันพร้อมทั้งมีการสำรวจความคิดเห็นจากหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศถึงทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 57 และเศรษฐกิจหลังจากที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลรักษาการของพรรคเพื่อไทยเจ้าหนี้จ้องตาเป็นมัน ว่าที่ร้อยเอกจิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลางหอการค้าไทย ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 57ภาวะเศรษฐกิจไทยซบเซาลงมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองรวมถึงชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวอีก 92,000 ล้านบาทดังนั้นในครึ่งหลังของปีเชื่อว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะดีขึ้นเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้ยุติลงและชาวนาได้เงินเร็วขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของเม็ดเงินจากโครงการรับจำนำข้าวจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าเป็นอย่างดีและเงิน 92,000 ล้านบาท ก็จะมีการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่ำ 4-5 รอบหรือ 400,000–500,000 ล้านบาท สำหรับเงินที่ชาวนาส่วนใหญ่ก็จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนหรือทำนาปี, การใช้หนี้นอกระบบ และใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดเมื่อเกษตรกรได้รับเงินมา ส่วนใหญ่ก็จะจ่ายทันทีเกือบ 100% ต่างจากคนเมืองหลวงที่จะเก็บเป็นส่วนมาก “เดิมทีเจ้าหนี้นอกระบบต้องทวงหนี้ชาวนาอย่างเข้มงวด และต้องการเงินทั้งก้อนเพราะเกรงว่าจะไม่ได้เงินส่วนนั้นไปแต่เมื่อ คสช. สามารถจ่ายเงินชาวนาได้อย่างแน่นอนแล้ว เชื่อว่าเจ้าหนี้นอกระบบก็เปลี่ยนแผนโดยการเก็บหนี้ตามงวดปกติหรือบางรายให้ยืดหนี้ด้วยเพราะต้องการกินดอกเบี้ยนาน ๆ ซึ่งนี่ก็คงแฮปปี้ทั้งชาวนาและเจ้าหนี้” จี้ช่วยเอสเอ็มอี นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือหอการค้าไทย ระบุว่าใน 5 เดือนแรกธุรกิจเกือบทุกประเภทซบเซามาก เพราะได้รับผลกระทบจากการเมืองและแผ่นดินไหว ยกเว้นค้าชายแดนที่ยังเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจแต่ในครึ่งหลังของปีน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ และชาวนาได้รับเงินโดยข้อเสนอของหอการค้าภาคเหนือต้องการให้ คสช. เร่งก่อสร้างรถไฟรางคู่ เพราะจะมีประโยชน์ในแง่ของเศรษฐกิจอย่างมาก พร้อมทั้งหามาตรการในการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาขาดแคลนสภาพคล่อง หากไม่ช่วยก็จะทยอยปิดกิจการมากขึ้นโดยแนวทางต้องเร่งหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แบงก์รัฐชะลอการชำระหนี้และเพิ่มการค้ำประกันสินค้าให้มากด้วยภาคใต้หาดีไม่ได้ นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้หอการค้าไทย มองว่า ใน 5 เดือนแรกเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้หาดียากมาก ส่วนใหญ่ 88.9%ระบุว่าเศรษฐกิจภาคใต้แย่มากและ 11.1% บอกว่าอยู่ในระดับปานกลาง สาเหตุจากราคายางพาราและปาล์มซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักราคาตกต่ำ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมาลงมาสู่ภาคใต้น้อยมาก เช่น การก่อสร้างถนนจากจังหวัดระนอง-กระบี่-ตรัง-สตูล ที่ยังล่าช้าและในเส้นทางนี้ระยะทาง 500 กม.ยังเป็นถนน 2 เลน ทั้งนี้หอการค้าภาคใต้ต้องการเสนอให้เร่งสร้างถนน 4 เลน รวมถึงการสร้างรถไฟรางคู่เส้นทางโก-ลก-หาดใหญ่ เพื่อเชื่อมต่อการค้าขายกับประเทศมาเลเซีย ให้สะดวกและแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร อีสานก็ซบเซา นายสมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซามากในช่วง 5 เดือนแรกของปี เพราะกำลังซื้อได้หดหายจากระบบเศรษฐกิจมากจากปัญหาทางการเมือง, ชาวนาไม่ได้รับเงินค่าข้าว และผู้บริโภคบางกลุ่มต้องมีภาระในการผ่อนรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรกจึงมีการระมัดระวังในการใช้จ่ายกันมากขึ้น ส่วนในครึ่งหลังของปีเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจน เชื่อว่าจะทำให้เกิดการลงทุนมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่เร็วก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจภาพรวมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือดีขึ้นตามไปด้วย ตะวันออกไม่กระทบ นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหอการค้าไทย ระบุว่าเศรษฐกิจของภาคตะวันออกยังไม่ได้รับผลกระทบมากขึ้น ส่วนใหญ่ยังมองว่าสามารถเติบโตได้ในระดับปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว การบริโภค การค้าและ อุตสาหกรรมโดยเฉพาะการค้าชายแดนที่ค่อนข้างดีมาก เนื่องจากผลจากการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ส่วนแนวโน้มครึ่งหลังปี 57เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นทั้งการลงทุน การส่งออก การเกษตร และการจ้างงาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องเร่งช่วยเหลือคือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองและมีปัญหาสภาพคล่อง เมื่อประเมินของนักธุรกิจทั่วทุกภูมิภาคเห็นได้ว่าปัญหาทางการเมืองคือตัวถ่วงเศรษฐกิจอย่างแท้จริงเมื่อการเมืองนิ่งและมีรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากระบบไหนก็ตามเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่แล้วสามารถขับเคลื่อนได้ต่อเนื่อง. มนัส แวววันจิตร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าลุ้นเงินค่าข้าวชาวนา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 แสนล้าน -

โตชิบาเปิดตัวโน้ตบุ๊ค4เคในไทย
วันนี้(27 พค.57) ที่โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ บริษัทโตชิบาไทยแลนด์ จำกัด จัดแถลงข่าวเปิดตัวโน้ตบุ๊ค อัลตร้า เอชดี 4 เค (Ultra HD 4K ) เครื่องแรกของโลกพร้อมโน้ตบุ๊คซีรีส์ใหม่ของปีนี้ โดยนายยูกิฮารุ อาดาชิ ประธานบริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า โตชิบาเป็นผู้ริเริ่มในการผลิตโน้ตบุ๊คเครื่องแรกของโลกเมื่อเกือบ30 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันยังคงความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพการใช้งานโน้ตบุ๊คอย่างต่อเนื่องโดยเน้นความแข็งแรง คงทน และใช้งานได้ยาวนาน ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับดีไซน์สีสันและความเพรียวบาง ล่าสุดได้พัฒนาต่อยอดคุณภาพด้านภาพด้วยการนำเทคโนโลยีความคมชัดระดับ4 เคที่เคยใช้ในทีวี มาใส่ไว้ในโน้ตบุ๊ค เป็นครั้งแรกของโลก ในรุ่นแซทเทิลไลต์พี50(Sataiite P50) และ พี50ที (P50t)ทั้งนี้โน้ตบุ๊คแซทเทิลไลต์ พี ซีรี่ส์เป็นโน้ตบุ๊ค 4เคที่ให้ความคมชัดสูง เน้นการผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องและดีไซน์ที่ทันสมัยสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการโน้ตบุ๊คฮาร์ดคอร์ใช้งานเล่นเกม กราฟฟิกหนักๆ รวมถึงการใช้งานด้านความบันเทิงทั้งดูหนัง ฟังเพลง ด้วยหน้าจออัลตร้า เอชดี เคลียร์ ซุปเปอร์ วิวขนาด 15.6 นิ้วคมชัดมากกว่า ฟูลเอชดี 4 เท่า มาพร้อมซีพียูล่าสุดของ อินเทลนอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวโน้ตบุ๊คซีรี่ส์ต่าง ๆที่จะมารุกตลาดโน้ตบุ๊คในเมืองไทย ทั้งตลาดทั่วไปและตลาดองค์กร ซึ่งโตชิบาตั้งเป้าติด 1 ใน 3ของผู้นำในตลาดโน้ตบุ๊คภายในปีนี้โดยมุ่งเจาะตลาดระดับกลางถึงบนเป็นหลัก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โตชิบาเปิดตัวโน้ตบุ๊ค4เคในไทย