เดือน: พฤษภาคม 2014

  • ไปรษณีย์ไทย ย้ำส่งของถือเป็นหัวใจหลัก

    ไปรษณีย์ไทย ย้ำส่งของถือเป็นหัวใจหลัก

    บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันที่มีรายได้และทำให้มีกำไรได้นั้น นอกจากจะเพราะการบริหารงานของผู้บริหารแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ  จากที่เคยมีกำไร 200 ล้านบาทในปี 47 แต่ปี 56 ทำกำไรได้ถึง 1,250 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรปีนี้ที่ 1,700 ล้านบาท เมื่อมีการค้าขายบนโลกออนไลน์ การสั่งและส่งของจึงได้เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่ายอดการส่งพัสดุโดยเฉพาะอีเอ็มเอส (EMS) ปี 56 โตขึ้น 10% จากจำนวนการส่ง 82 ล้านชิ้นในปี 55 จนถึงปี 56 อยู่ที่ 91 ล้านชิ้น และเมื่อปริมาณการส่งมากขึ้น ปัญหาก็เกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน นั่นคือ การส่งสิ่งของล่าช้า เกิดการชำรุด หรือ หนักสุดคือ ไม่ได้รับเลย นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย เล่าถึงแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพบริการว่า ได้มีการจัดประชุมทุกภาคส่วนเพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่ตรงกัน และแต่งตั้งคณะทำงานด้านคุณภาพบริการ “เรามีการประเมินการทำงานของทุกฝ่าย และวิเคราะห์ความเหมาะสมของอัตรากำลัง หากไม่เพียงพอให้ขอคนเพิ่ม และจ้างเหมาทันทีเพื่อความเหมาะสมในทุกพื้นที่ และตรวจสอบความเหมาะสมของเครื่อง Track&Trace หากไม่พอให้ขอเพิ่มทันที” นางสาวอานุสรา เล่าว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามแก้ปัญหา ยอมรับว่าการแก้ปัญหาดังกล่าว ถือเป็นปัญหาด้านบุคคล ซึ่งพนักงานนำจ่ายมีจำนวนมากทั้งที่เป็นพนักงานของไปรษณีย์ไทยเองและไปรษณีย์อนุญาต อย่างไรก็ตาม ไปรษณีย์ไทยได้มีการสอนงานและจัดอบรมให้กับพนักงานนำจ่ายไปรษณีย์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบว่ามีเรื่องร้องเรียนในการนำจ่ายที่ไม่ได้มาตรฐานจะตรวจสอบทันที เพราะการนำจ่ายจดหมาย พัสดุ ถือเป็นหัวใจและภาพลักษณ์ของไปรษณีย์ไทย ทั้งนี้ การที่พื้นที่ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่กว้าง การพักอาศัยของคนแต่ละตำบล แต่ละอำเภออยู่ห่างไกลที่ทำการไปรษณีย์ เพราะปัจจุบัน ไปรษณีย์ไทยมีที่ทำการรองรับประมาณ 1,300 แห่งทั่วประเทศ โดยหากจะลงทุนเพิ่มสาขาจะต้องใช้งบประมาณที่สูงพอสมควร ดังนั้น ไปรษณีย์ไทยจึงต้องมีการคัดเลือกไปรษณีย์อนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกในพื้นที่นั้น ๆ ที่ปัจจุบันมีประมาณ 5,000 คน “ส่วนมากปัญหาของคนต่างจังหวัดในการรับส่งสินค้าจากไปรษณีย์อนุญาตไม่ค่อยเกิด เพราะระดับตำบล ระดับหมู่บ้านจะรู้จักและมีความสนิทสนมและเข้าใจกันดี” สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งการส่งสิ่งของล่าช้า เกิดการชำรุดเสียหายต่าง ๆ นั้น จะเกิดจากพนักงานนำส่งของไปรษณีย์เอง โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว ทั้งนี้ เนื่องจากพนักงานกลุ่มดังกล่าว ทำสัญญาการรับจ้างชั่วคราว มีการรับงานและลาออกอย่างบ่อยครั้ง ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะใช้วิธีการประเมินผลผลงาน เพื่อนำไปสู่การปรับขึ้นของค่าตอบแทน เพื่อให้พนักงานมีความกระตือรือร้นและทำงานอย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันยอดการร้องเรียนถึงความบกพร่องของการนำจ่ายน้อยมาก แต่กลับมักพบบนโซเชียลมีเดีย ดังนั้น ไปรษณีย์ไทยจึงอยากให้ผู้เสียหายร้องเรียนมายัง www.thailandpost.co.th โดยตรง สิ่งที่ต้องทำคือเน้นบุคลากรที่มีคุณภาพ ยอมรับว่าการส่งของไม่ได้ 100% หัวใจหลักคือบุคลากรต้องให้ความสำคัญกับของที่จะส่ง. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไปรษณีย์ไทย ย้ำส่งของถือเป็นหัวใจหลัก

  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับ LINE – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับ LINE – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าตอนนี้สมาร์ทโฟนและระบบปฏิบัติการสมัยใหม่บนโทรศัพท์มือถือได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้นตามลำดับ ไม่เพียงแค่บทบาทในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่รวมไปถึงบทบาทในแวดวงธุรกิจด้วย คุณผู้อ่านเคยนึกสงสัยไหมครับว่าแอพพลิเคชั่นนับร้อยนับพันที่เปิดให้เราดาวน์โหลดกันฟรี ๆ ในแอพสโตร์หรือเพลย์สโตร์นั้น ทางผู้ผลิตเขาทำไปแล้วได้อะไร แอพฟรีเหล่านั้นมันสามารถทำรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตยังไง จนถึงขนาดที่ว่าบริษัทนั้นสามารถมาเปิดบริษัทหรือสาขาในต่างประเทศได้  พูดมาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงจะนึกภาพของแอพพลิเคชั่นรับส่งข้อความอย่าง ไลน์ (LINE) ขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ ก็แอพพลิเคชั่นฟรีนี้ไม่แค่ส่งข้อความได้ โทรฯผ่านวิดีโอคอลได้ ยังมีลักษณะเด่นเป็นสติกเกอร์น่ารักที่ให้โหลดได้ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน ซึ่งนอกจากความสามารถที่หลากหลายแล้ว ยังมีแอพพลิเคชั่นเสริมในเครืออย่างไลน์คุกกี้รัน (Cookie Run) ไลน์คาเมร่า (LINE Camera) ตลอดจนเกมอื่น ๆ ซึ่งต่างก็ให้โหลดกันได้ฟรีทั้งนั้นอีก คำถามก็คือว่า LINE Corporation ที่เป็นผู้ผลิตนั้นเขาเอารายได้มาจากไหนกัน ถึงขนาดว่าสามารถมาเปิดสาขาในประเทศไทยได้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ รายได้หลักของไลน์นั้นจริง ๆ แล้วมาจากการขายไอเทมในเกมครับ โดยมีพฤติกรรมของผู้เล่นที่ชอบแข่งขันกันเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนเพื่อนให้มาเล่นเกมแข่งกัน การขอชีวิตจากเพื่อนเพื่อจะได้สิทธิในการเล่นเกมต่อในลักษณะส่งกันไปมา และที่สำคัญคือการจัดอันดับในกลุ่มเพื่อนที่เล่นเกมนี้ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้กลุ่มใหญ่เกิดอาการเสพติดและอยากแข่งขันให้ตัวเองชนะเป็นที่หนึ่งให้ได้ถึงขนาดที่ยอมเสียเงินเพื่อซื้อไอเทมต่าง ๆ มาช่วยเสริมกันเลย ซึ่งทั้งสติกเกอร์และไอเทมเสริมนั้น ปกติจะขายอยู่ในราคาชุดละประมาณ 0.99 USD หรือประมาณ 32 บาทเท่านั้นเอง ราคาแค่นี้ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่ามันจะเป็นรายได้สำคัญของบริษัทไปได้ แต่อย่างที่คนสมัยก่อนพูดสอนกันมาล่ะครับว่าอย่าดูถูกเงินน้อย เพราะแม้ราคาของแต่ละชิ้นจะน้อยนิด แต่จากยอดผู้ใช้กว่า 420 ล้านคนในปัจจุบัน พอรวมออกมาแล้วมันก็เป็นรายได้จำนวนมหาศาลให้กับทางบริษัทไลน์ได้ล่ะครับ โดยล่าสุดทาง LINE ได้เปิดเผยข้อมูลว่า โปรแกรมไลน์มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นถึง 14% จากไตรมาสก่อน และถ้าเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว จำนวนผู้ใช้ไลน์ก็เพิ่มขึ้นถึง 223% เลยทีเดียวครับ ตัวเลขที่น่าทึ่งกว่านั้นคือประเทศที่ใช้ไลน์เป็นอันดับสองในโลกก็คือ ประเทศไทยของเรานี่เอง โดยมียอดผู้ใช้ประมาณ 24 ล้านคนเป็นรองแค่ประเทศญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นเอง ข่าวดีสำหรับผู้ใช้อย่างพวกเรา คือ ปัจจุบันนี้ไลน์ไม่ได้ผูกขาดเป็นผู้ขายสติกเกอร์เพียงรายเดียวแล้วนะครับ ผู้ใช้อย่างเรา ๆ ก็สามารถเปิดขายสติกเกอร์ของตัวเองในไลน์ได้ โดยไปลงทะเบียนที่ LINE Creators Market และเมื่อทางไลน์ตอบรับมา คราวนี้เราก็สามารถนำสติกเกอร์ที่เราออกแบบเองเข้ามาขายใน LINE Web Store ได้แล้ว โดยการออกแบบสติกเกอร์นั้น จะต้องมีจำนวนประมาณ 40 ภาพต่อชุด และราคาขายเริ่มต้นจะอยู่ที่ 0.99 USD ซึ่งค่าตอบแทนที่เราจะได้จากการขายคือ 50% ครับ ปัจจุบันประเทศที่สามารถลงขายสติกเกอร์ในลักษณะนี้ได้มีด้วยกัน 4 ประเทศเท่านั้น คือ ไทย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไต้หวัน แม้จะดูเป็นช่องทางเล็ก ๆ สำหรับนักออกแบบและผู้ใช้ไลน์ในไทย แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจนะครับที่เกิดขึ้นมาจากไลน์ กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีสำหรับให้นักออกแบบของไทยทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้ลงมาแสดงความสามารถและทำรายได้ให้กับตนเองไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสำหรับผมมองว่ามันเป็นกลไกการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างบริษัท LINE Corporation และผู้ใช้ที่มีความต้องการในการเปิดขายสติกเกอร์ของตัวเองครับ ฝั่งผู้ใช้ก็ได้เงินและได้เวทีแสดงฝีมือที่เข้าถึงได้ไม่ยาก ฝั่งบริษัทไลน์เองก็อาจได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำจากช่องทางสติกเกอร์ที่ออกแบบโดยผู้ใช้นี้ก็เป็นได้ การเติบโตของ LINE Corporation นี้น่าสนใจครับ เพราะบริษัทนี้เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียงสิบปีเศษเท่านั้น แต่กลับสามารถทำเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ที่ผมเคยพูดถึงบ่อย ๆ ว่ายุคนี้สมัยนี้แล้ว เราสามารถสร้างเม็ดเงินจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีนวัตกรรมได้ เป็นการสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดของคนโดยแท้ ไม่ได้มาจากการได้สัมปทาน การทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด เศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไร เชื้อชาติอะไร สีผิวใด ตราบเท่าที่สามารถเข้าถึงโอกาส องค์ความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ผสมผสานบูรณาการเข้ากับจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ได้ นี่ล่ะครับคือโลกยุคศตวรรษที่  21 อย่างแท้จริง แม้การที่ต้องวิ่งตามเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอยู่ตลอดเวลานั้นบางครั้งมันอาจจะเหนื่อยและบางทีก็ยากไม่น้อย แต่ผลของการเรียนรู้นั้นผมเชื่อว่ามันคุ้มค่าแน่นอนครับในยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่เคยจะหยุดนิ่งแม้สักวินาทีเดียว. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับ LINE – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

  • หัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี กดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูด – ฉลาดใช้

    หัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี กดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูด – ฉลาดใช้

    ปีนี้สมาร์ทโฟนจากจีนทั้งเลอโนโวและหัวเว่ย ทำเอาแบรนด์ดัง ๆ ในตลาดสะเทือนไปตาม ๆ กัน จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าที่หันมาเน้นซื้อของที่คุ้มค่า ประหยัดเงิน เห็นได้ชัดจากงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป ครั้งล่าสุด  หัวเว่ย เริ่มจะเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หลังจากเริ่มนำสมาร์ทโฟน แอร์การ์ดเข้ามาขายในไทยมากขึ้น จุดเด่นของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย อยู่ที่สเปกและราคา รวมถึงดีไซน์ชวนให้ใจอ่อนได้แทบทุกครั้ง เคยแอบถามคนหัวเว่ยบอกว่า ส่วนใหญ่ผลิตเองและยังรับจ้างผลิต ทำให้ได้เปรียบและทำราคาได้ เฉิน ลุ่ย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า สมาร์ทโฟนรุ่น โฮเนอร์ 3ซี (Honor 3 C) เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพ เพราะใช้เซ็นเซอร์ของโซนี่ ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพจึงมีทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังเน้นคมชัด  ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวในจีน มาเลเซีย ไต้หวัน ก่อนจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย สำหรับสเปกเบื้องต้นของหัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี ซึ่งขอเรียกสั้น ๆ ว่า 3 ซี เป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2 รองรับเครือข่าย 3 จี 2100 และจีเอสเอ็ม 900/1800/1900 จอระบบสัมผัส เอชดี แอลทีพีเอส ขนาด 5 นิ้ว จอแบบนี้จะให้ความสบายตาและคมชัด ในโทนสีฟ้า เพื่อถนอมสายตา หน่วยประมวลผลเอ็มทีเค เอ็มที 6582 ควอดคอร์ 1.3 กิกะเฮิรตซ์ หน่วยความจำรอม 8 กิกะไบต์ และแรม 2 กิกะไบต์ เพิ่มผ่านไมโครเอสดีการ์ดได้ถึง 32 กิกะไบต์ กล้องหลัง 8 เมกะพิกเซล พร้อมแฟลช และกล้อง 5 เมกะพิกเซล ความสนุกสนานอยู่ที่การใช้งานกล้องถ่ายรูปทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง มีฟังก์ชั่นก็แทบทุกอย่างที่ผู้คนอยากได้ มีโหมดสมาร์ท บิวตี้ พานอรามา ที่เจ๋งและชอบมากก็คือ ออดิโอคอนโทรล เป็นการสั่งกดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูดของเรา จะพูดอะไรก็ได้ แต่ต้องดังและชัด หากอยู่ในสภาพแวดล้อมอึกทึกต้องพูดดังพอสมควร ถ้าสภาพแวดล้อมปกติ แค่พูดสั้น ๆเช่น ถ่ายรูป ชัตเตอร์จะทำงานทันทีโฟกัสได้ที่ ส่วนกล้องหน้าก็เอาใจให้ถ่ายเซลฟีสุด ๆ เพราะมีโหมดตรวจจับรอยยิ้มแล้วถ่าย จะเจาะช่องเล็ก ๆ บนเฟรมให้ดูว่าพอใจหรือยัง ค่อยสั่งการให้ชัตเตอร์ทำงาน แค่ยิ้ม และเป็นการทำงานที่แม่นมาก ไม่มียิ้มเก้อ  ข้อดีก็คือ ทำให้ภาพถ่ายเซลฟีของเราดูเป็นธรรมชาติ มาก ๆ ไม่ต้องทำแขนยื่นแขนยาว อันนี้เจ๋งจริง ๆ แถมกล้องหน้ายังขึ้นโหมดบิวตี้มาให้พร้อมใช้งานทันที จะเอาบิวตี้ระดับ 1-10 ก็แค่ลากนิ้ว แต่ระวังจะจำตัวเองไม่ได้ เพราะหน้าเนียนใสกิ๊ง รอยตีนกาสิวฝ้าหายเกลี้ยง คุ้มจริง ๆ กับราคาประมาณ 8 พันทอนให้สิบบาท.  ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี กดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูด – ฉลาดใช้