เอสเอพีตั้งเป้าลุยตลาดอินโดจีน โตกว่า 2 เท่า ชี้ธุรกิจไทยแข็งแกร่ง พร้อมเปิดตลาดเออีซี แม้เจอความ ผันผวนทางเศรษฐกิหลายครั้ง นายลีเฮอร์ ออบิซูร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ซึ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะมีในปี พ.ศ. 2558 นี้ จะก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและการค้ามากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมไปถึงเอสเอ็มอีต่าง ๆ ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าการดำเนินงานของเอสเอพีในตลาดภูมิภาคอินโดจีนรวมถึงประเทศไทยให้เติบโตเป็น 2 เท่า “ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สำคัญทางการตลาดของเอสเอพีเสมอมา เพราะเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคอินโดจีน โดยเอสเอพีได้มีสำนักงานในประเทศไทยและอยู่มานานถึง 19 ปี โดยประเทศไทยเป็นฮับของภูมิภาคอินโดจีน อีกทั้งธุรกิจของประเทศไทยเองก็มีความแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าจะเจอกับความผันผวนทางเศรษฐกิจหลายครั้ง แต่ไม่นานธุรกิจต่าง ๆ ก็จะกลับขึ้นมาผงาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเอสเอพีมองว่าธุรกิจในประเทศไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตได้ในระดับนานาชาติ ” นายลีเฮอร์ กล่าว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเอสเอพีเป็นผู้นำระดับโลกทางด้านซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่น ซึ่งเน้นการให้บริการบนคลาวด์คอมพิวติ้งด้วยโซลูชั่นครบวงจร โดยให้บริการครอบคลุม 25 กลุ่มอุตสาหกรรม มีมากกว่า 3 พันแอพพลิเคชั่นให้บริการบนคลาวด์ ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลกถึง 35 ล้านยูสเซอร์ และมีลูกค้าในประเทศไทยมากกว่า 1,000 องค์กร ทั้งนี้ในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมาทางเอสเอพีได้มีการเจริญเติบโตในระดับสองหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่เร็วมาก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอพีรุกอินโดจีนใช้ไทย เป็นฮับตั้งเป้าโตกว่า 2 เท่า
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

เอสเอพีรุกอินโดจีนใช้ไทย เป็นฮับตั้งเป้าโตกว่า 2 เท่า
-

สุดยอดผลงาน ‘เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ 2014’ – ฉลาดสุดๆ
ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ทอัพมาต่อเนื่อง 2 ปี จนสามารถผลักดันให้ผู้ได้รับรางวัลพัฒนาผลงานออกสู่ตลาดจริงเรียบร้อยไปแล้ว มาในปีนี้ทาง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส จึงเดินหน้าจัดโครงการ เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ 2014 (AIS The StartUp 2014) ปีที่ 3 ขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มา คือแบ่งการแข่งขันเป็น 3 หมวด คือ ออนไลน์ แอนด์ ดิจิตอล (Online and Digital) คอร์ปอเรท โซลูชั่น (Corporate Solution)และ โซเชียล บิสสิเนส (SocialBusiness)มีผู้สมัครมากกว่า 1,000 คน จำนวน 202 ทีม โดยผลงานของทีมที่เข้าร่วมโครงการปีนี้มีความหลากหลาย ทั้งที่ยังเป็นผลงานต้นแบบ และผลงานที่พัฒนาเสร็จแล้วกำลังจะปล่อยสู่ตลาดและผลงานที่กำลังอยู่ในช่วงทดลองตลาด ซึ่งผลการตัดสินของคณะกรรมการปรากฏว่า ในหมวด ออนไลน์ แอนด์ ดิจิตอล คือ ทีม กอล์ฟดิกก์ (GolfDigg) แอพพลิเคชั่น เพื่อคอกอล์ฟ สำหรับการจองคิวเล่นกอล์ฟแบบ Last minute booking สำหรับ คอร์ปอเรทโซลูชั่น ทีมชนะเลิศ คือ ทีมนักเรียน (Nugrean) ซึ่งเป็นโซลูชั่นแทรคกิ้ง (Tracking) รถโรงเรียน และหมวด โซเชียล บิสสิเนส ผู้ชนะ คือ ทีมโลคอลอะไลค์ ( Local Alike) กลุ่มสังคมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ผ่านเว็บไซต์ ต่อจากนี้ไปทาง เอไอเอสจะเข้าไปสนับ สนุนให้ทีมผู้ชนะบ่มเพาะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวางแผนทางธุรกิจการตลาด เพื่อให้ผลงานที่ส่งเข้าประกวดออกสู่ตลาดจริงได้ภายในเวลา 3-5 เดือนต่อจากนี้ไป หรืออย่างช้าประมาณช่วงปลายปีนี้ นายไพโรจน์ ไววานิชกิจ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้อำนวยการ ส่วนงานบริการเสริม ของเอไอเอส กล่าวว่า การตัดสินหาทีมชนะเลิศในปีนี้ ทางคณะกรรมการนอกจากจะดูเรื่องคอนเทนต์หรือเนื้อหาของผลงานแล้ว ยังดูว่าภายใน 3-5 เดือนต่อจากนี้ทีมใดมีแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาผลงานให้แล้วเสร็จได้จริง รวมถึงดูวิธีการนำเสนอผลงาน ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ เพราะผลงานจะต้องนำออกไปเสนอในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงความเข้าใจในรูปแบบการประกอบธุรกิจว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าได้ยั่งยืนอย่างไร สำหรับผลงานอื่น ๆ ของทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน เอไอเอสยังเปิดกว้าง และพร้อมให้การสนับสนุนตลอดเวลา ทุกทีมสามารถนำผลิตภัณฑ์เข้ามาพัฒนาต่อยอดร่วมกัน เพื่อก้าวสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมทำธุรกิจกับเอไอเอสได้ในอนาคต “ตลาดสตาร์ทอัพยังคงโตขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากที่มีผู้สนใจเข้าแข่งขันจำนวนมาก จากนี้ไปผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จะออกมาอีกมาก เพราะนอกเหนือจากเอไอเอสแล้วยังมีองค์กรและหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุนและจัดประกวดหลายโครงการ ซึ่งแอพพลิเคชั่นที่คาดว่าจะได้รับความนิยมและสำเร็จในตลาดได้ คือ แอพพลิเคชั่น เกี่ยวกับการถ่ายรูปแต่งรูปและแชร์บนโซเชียล เน็ตเวิร์ก และโซลูชั่นที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานได้เร็ว ลดขั้นตอนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงแอพที่มีความคิดสร้างสรรค์จับกลุ่มคนที่มีรายได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พัฒนามีรายได้กลับมาได้เร็วและไว” ด้านนายภูริชช์ อักษรทับ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กอล์ฟดิกก์ จำกัด กล่าวว่า กอล์ฟดิกก์ เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถจองสนามกอล์ฟในช่วงเวลาสุดท้าย ซึ่งปกติแล้วสนามกอล์ฟจะมีสลอตเวลาว่างที่ยังไม่มีคนจองใช้บริการ จึงได้ทำการดิวกับสนามเพื่อนำมาขายให้กับนักกอล์ฟที่สนใจตีกอล์ฟให้วันถัดไปในราคาลดสูงสุดถึง 70% จากปกติราคาออกรอบต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท ลดเหลือ 1,000 กว่าบาท สำหรับสนามระดับ 4 ดาวขึ้นไป “แอพนี้จะช่วยให้คนชอบตีกอล์ฟประหยัดค่าใช้จ่ายในการออกรอบ ขณะที่เจ้าของสนามก็มีรายได้เพิ่มขึ้นดีกว่าปล่อยให้สนามว่างโดยไม่มีรายได้เข้ามา ปัจจุบันได้ติดต่ออยู่กับ 2 สนาม สิ้นปีคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30 สนามทั่วประเทศ โดยปัจจุบันแอพพลิเคชั่นนี้เปิดให้บริการแล้วในระบบปฏิบัติการไอโอเอส มียอดดาวน์โหลดแล้ว 2,000 ครั้ง มีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้ว 1,200 ราย และสามารถขายได้แล้วจำนวน 40 ครั้ง ในเวลาประมาณ 2 เดือน สำหรับในอนาคตสามารถขยายไปยังสนามกอล์ฟต่างประเทศได้ เพราะเป็นแอพที่เปิดให้ดาวน์โหลดได้ทั่วโลก แต่ในช่วงแรกอยากจะเน้นสำหรับใช้งานในไทยก่อน” ส่วน นายโชติวัน วัฒนลาภ ตัวแทนของทีมนักเรียน กล่าวว่า ผลงานที่พัฒนาถือเป็นโซลูชั่นที่ใช้ติดตามรถโรงเรียน เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองในการตรวจสอบเวลาบุตรหลานนั่งรถโรงเรียน ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สามารถรู้ได้ว่ารถวิ่งถึงไหน ออกนอกเส้นทางหรือไม่ และยังสามารถพัฒนาให้เช็กเรื่องการเข้าห้องเรียนของเด็กได้ด้วย “โซลูชั่นนี้ต้องใช้งานกับอุปกรณ์ติดตามตัว ในเบื้องต้นได้เข้าทดลองและเก็บข้อมูลกับโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งแล้ว สำหรับการหารายได้จะมาจากการติดต่อกับทางโรงเรียนที่สนใจโดยจะคิดค่าบริการประมาณ 500 บาท ต่อคนต่อเทอม ซึ่งทางโรงเรียนอาจจะนำไปคิดรวมกับค่าเทอมได้ ซึ่งเท่าที่สำรวจมายังไม่มีโรงเรียนไหนในไทยใช้โซลูชั่นลักษณะนี้” ด้านผลงานชนะเลิศในหมวด โซเชียล บิสสิเนส นายสมศักดิ์ บุญคำ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง โลคอลอะไลค์ กล่าวว่า โลคอลอะไลค์ เป็นแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในชุมชนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามในไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ภายในเว็บไซต์ www.localalike.com จะมีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวใน 8 ชุมชนที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกัน ภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 20 ชุมชนจากปัจจุบันที่มีเครือข่ายชุมชนกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดแพ็กเกจทัวร์ที่น่าสนใจที่ได้จัดทำร่วมกันระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ให้ลูกค้าได้เลือก ทั้งใน จ.เชียงใหม่ เชียงราย และ เกาะทางภาคใต้ของไทย โดยลูกค้าต้องจองล่วงหน้าประมาณ 1 อาทิตย์ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2,000-3,000 บาทต่อคน “ได้เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี มีลูกค้าจองเข้ามาใช้บริการแล้วประมาณ 330 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพจากแถบสแกนดิเนเวีย ภายในสิ้นปีนี้คาดว่ามีไม่น้อยกว่า 700 คน ซึ่งทางทีมเป็นผู้เขียนเว็บไซต์ ถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยว และติดต่อกับชุมชนต่าง ๆ ด้วยตนเอง การเข้าร่วมโครงการสตาร์ทอัพ เพราะมีแผนอยากพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นเพิ่มขึ้น เพื่อให้ใช้งานและจองรายการทัวร์ผ่านทางโทรศัทพ์มือถือได้เลย จะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าได้อีกมากจากการนิยมใช้สมาร์ทโฟนของคนในปัจจุบัน” ถือเป็น 3 ทีมในโครงการที่มีผลงานโดดเด่นและเข้าตากรรมการมากที่สุดในปีนี้ แต่จะสามารถโดนใจผู้ใช้งานทั่วไปหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไปหลังผลงานออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการแล้วในอนาคต. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สุดยอดผลงาน ‘เอไอเอส เดอะ สตาร์ทอัพ 2014’ – ฉลาดสุดๆ -

นายกฯคนใหม่ที่คนไทยฝันถึง สังคมยอมรับ-รู้เรื่องเศรษฐกิจ
ณ เวลานี้ คนไทยส่วนใหญ่ต่างออกอาการ “ใจจดใจจ่อ” ว่า บรรดาผู้บริหารประเทศชั่วคราวที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ส่งมาให้บริหารบ้านเมืองในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น จะเป็นใคร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำรัฐบาล เพราะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ได้… ดังนั้นการเข้ามาของรัฐบาลชั่วคราวจึงกลายเป็นภาระที่หนักเพราะถูกจำกัดด้วยระยะเวลา หากนานไปความเชื่อมั่นของต่างชาติจะยิ่งหดหาย แต่หากเข้ามาเพียงชั่วคราวแล้วสามารถเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดหรือเซตซีโร่ ได้เป็นผลสำเร็จ ก็สามารถเข้าไปอยู่ในใจของคนไทยได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2535 อย่างไรก็ดีก็เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศต่างรอคอย…ต่างตั้งความหวังกับบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกฯ ตัวจริงเสียงจริง ตามระบอบประชาธิปไตย โอกาสนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงออกสำรวจความเห็นของคนไทยบางกลุ่มบางคนเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ภาพนายกฯ ในฝันของคนไทยที่ต้องการนั้นเป็นอย่างไร รวมไปถึงข้อเสนอแนะที่คนไทยต้องการให้รัฐบาลคนใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหารู้เรื่องเศรษฐกิจ เริ่มจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท. โดย “สุพันธ์ มงคลสุธี” หัวเรือใหญ่ของ ส.อ.ท. ที่มองว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศที่ขณะนี้ชะลอตัวอย่างมาก จนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคเอสเอ็มอี ที่เริ่มทยอยปิดกิจการอย่างต่อเนื่องแล้ว รวมทั้งขอให้มีความเป็นกลางไม่เข้าข้างใครข้างหนึ่ง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ที่สำคัญต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งการยึดอำนาจครั้งนี้ก็เหมือนการเซตซีโร่ เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด อยากให้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่ดี ๆ ที่ถูกต้อง อะไรที่บิดเบี้ยวมานานก็ขอให้แก้ไขใหม่ทั้งหมด เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็ว รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เพราะหยั่งรากฝังลึกมานาน และเป็นจุดต้นตอของเหตุการณ์ครั้งนี้สังคมยอมรับได้ เช่นเดียวกับ “อธิป พีชานนท์” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ที่เห็นว่า ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ คนใหม่นั้น สิ่งสำคัญคือต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นนายกฯ ที่เป็นคนกลาง แต่งตั้งเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งนี้ ก็ต้องการให้รีบทำพันธกิจให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการปฏิรูปให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ซึ่งยอมรับว่าคงทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องยอมรับว่า นายกฯ คนกลางนั้น คงเข้ามาบริหารประเทศให้เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้มากนัก เพราะมีเวลาจำกัด และมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำก่อน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ซึ่งอาจทำให้การเดินหน้าอนุมัติโครงการต่าง ๆ คงทำไม่ได้ แต่หากหมดพันธกิจของนายกฯคนกลางแล้ว เมื่อมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องเร่งเข้ามาบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะมีอำนาจบริหารงานเต็มที่ และอยู่นานตามวาระ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติได้ดีกว่า ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลอะไรในช่วงนี้ ขอแค่ให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ก็พอแล้ว กล้าเปลี่ยนแปลง ไม่แตกต่างกับ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทโตชิบาและประธานกรรมการบริหาร สวนอุตสาหกรรมบางกะดี ที่เห็นว่า นายกฯ คนใหม่ต้องเป็นคนที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สามารถคุมระบบทุกอย่างในประเทศ ทั้งระบบการปกครอง-กฎหมาย รวมถึงระบบราชการ ที่สำคัญต้องกล้าเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบเดิมที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมานาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากมาก โดยเมื่อเข้ามาแล้วนอกจากเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น ฟื้นระบบเศรษฐกิจแล้ว ต้องเข้ามาดูแลปัญหาระบบการศึกษา เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างและพัฒนาประเทศ ซึ่งรัฐบาลส่วนใหญ่มักจะละเลย แต่การแก้ไขนี้ต้องใช้เวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อหวังผลการทำงานระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่ “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด มองว่า นายกฯที่ตัวเองอยากได้ต้องไม่เป็นนักการเมือง เพราะนักการเมืองมักจะมีขั้ว และก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ในอนาคต หากอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ซึ่งจะทำให้ปัญหาการเมืองไทยไม่มีวันจบสิ้นได้ นายกฯคนใหม่ต้องรักชาติมาก มากจนกล้าจะเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยง คือต้องเป็นคนที่เก่งและกล้า เพราะคนที่เก่งบางทีไม่กล้าที่จะแก้ปัญหาที่มีความขัดแย้งสูง หรือคนที่กล้าบางคนไม่เก่ง ก็ช่วยเหลือประเทศไม่ได้ นอกจากนี้การตัดสินใจต้องฉับไวด้วย และเมื่อเข้ามาบริหารงานแล้วต้องเร่งดูแลคือการฟื้นฟูปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน ถัดมาคือการหาเงินมาจ่ายค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ เพราะสองสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นสภาพคล่องและผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้กลับมาขับเคลื่อนได้ดังเดิม ส่วนปัญหาอื่น ๆ เช่น การแก้ไขกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญน่าจะทยอยทำหลังจากนี้ได้ เหลียวแลท่องเที่ยว “ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า บอกว่า ในภาคของการท่องเที่ยวแล้ว ไม่เกี่ยงว่าใครจะเข้ามาเป็นนายกฯคนใหม่ เพราะรับได้หมด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการท่องเที่ยวในไทยให้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงตัวของรัฐมนตรีที่จะเข้ามากำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ด้วย เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมากไม่ต่างจากภาคการส่งออก ขณะเดียวกันนโยบายของรัฐบาลต้องชัดเจนเพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างเอกชนและภาครัฐมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ภาคการท่องเที่ยวสามารถขับเคลื่อนรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย คือ 2.2 ล้านล้านบาทในปี 58 ต้องเหมาะสม หันมาที่ภาคตลาดทุน อย่าง “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย บอกว่า นายกฯ ที่อยากได้คือ คนที่เหมาะสม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในการเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบที่ผ่านมาอีก ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแก้ปัญหาเก่าแล้วเกิดปัญหาใหม่ขึ้น ซึ่งเชื่อว่าหากได้นายกฯ ที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศ จะส่งผลให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะเวลานี้ปัญหาของประเทศยังมีหลายอย่างที่ต้องเร่งแก้ไข สำหรับสิ่งที่อยากเห็นหลังการเข้าดำรงตำแหน่งคือ ดำเนินงานด้วยวิธีไหนก็ได้ เพื่อให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้เร็วที่สุด เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการสร้างความเชื่อมั่น การบริหารงาน การเดินหน้างบประมาณ การพิจารณาการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่ยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตอนนี้ เพราะเปิดรัฐสภาไม่ได้ พิจารณาอะไรไม่ได้เลย ทำให้ทุกอย่างสะดุดไปหมด นอกจากนี้ยังต้องมีเรื่องของการปฏิรูปประเทศเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวแบบรอบด้าน ทั้งด้านตลาดทุน เศรษฐกิจ และสังคมด้วย ซึ่งถือเป็นแผนเร่งด่วนที่ทางตลาดทุนมีการร่างไว้เบื้องต้น เพื่อรอรัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาจะเสนอให้พิจารณาในทันที ทันสมัย วิสัยทัศน์กว้าง ขณะที่ตลาดเงินเองก็ต้องการนายกฯ ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เช่นกัน โดย “เวทย์ นุชเจริญ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความทันสมัย เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การแข่งขันในเวทีโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น ต้องการบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาประเทศ และต้องเป็นบุคคลที่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาบริหารงาน ส่วนความรู้ด้านการเมืองเชื่อว่าผู้นำประเทศมีอยู่แล้ว รวมทั้งต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ สำหรับสิ่งแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาดูแลคือ เรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณถ้ามีเม็ดเงินออกมาจะทำให้โครงการต่าง ๆ เดินหน้าได้เต็มที่ และก่อให้เกิดการจ้างงาน การลงทุนในระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะขยายการลงทุนเพิ่ม เพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ และต้องการดูความชัดเจนก่อน ขณะเดียวกันอยากให้รัฐปฏิรูปในจุดที่บกพร่องเพื่อประเทศชาติ มีทีมเศรษฐกิจเก่ง ขณะที่นักวิชาการอย่าง “วชิร คูณทวีเทพ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า นายกรัฐมนตรีในฝันที่อยากได้คงหนีไม่พ้นเรื่องความมีคุณธรรมในการบริหารประเทศ และต้องเป็นคนที่ปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่สำคัญเมื่อเข้ามาแล้วสามารถที่จะแก้ปัญหาหรือลดปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ โดยบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นจะมาจากกลุ่มไหนก็ได้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักวิชาการ อดีตข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ หรืออดีตนักการเมือง เป็นต้น โดยนายกฯ คนใหม่ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นหากนายกฯไม่เก่งด้านเศรษฐกิจก็ควรเลือกรองนายกรัฐมนตรี หรือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เก่งด้านนี้จริง ๆ มาทำงาน เพราะในภาวะแบบนี้ต้องอาศัยคนเก่งและเป็นที่ยอมรับในวงการเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องของชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว, แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รวมถึงค่าครองชีพที่ปรับตัวสูง และสุดท้ายต้องหามาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซามาก แก้ไขปัญหาปากท้อง หันมาที่รากหญ้าชาวบ้านธรรมดาสามัญอย่าง “ธงชัย รักษาพันธ์” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อยากได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความสามารถและทำงานโดยสุจริต ไม่มีการเอื้อเฟื้อผลประโยชน์ให้กับญาติพี่น้องหรือพวกพ้อง แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ที่กำหนดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะเชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีสามารถทำได้ จำนวนเงินดังกล่าวที่หายไปก็จะกลับมาถึงมือพี่น้องประชาชน รวมทั้งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ปัจจุบันประชาชนได้แบ่งเป็นหลายกลุ่มหลายก้อนให้มีความสามัคคีกันเหมือนเดิม สำหรับสิ่งเร่งด่วนที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่รีบเร่งดำเนินการ คือการมุ่งมั่นตั้งใจแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันแม้ค่าแรงจะปรับขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำที่ได้วันละ 300 บาท แต่ราคาสินค้าได้ปรับขึ้นตามไปด้วย โดยควรเข้าไป ดูถึงราคาสินค้าที่ปรับขึ้นว่ามีการปรับราคาเกินจริงหรือไม่ เพราะบางรายสินค้าก็ปรับราคาสูงเกินไป หากเทียบกับการใช้จ่ายในปัจจุบันแค่ซื้อข้าวรับประทานเพียง 2 มื้อก็ต้องใช้เงินเกิน 100 บาท ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่ยังมีเหลือเก็บไว้ เหมือน ๆ กับ “เทพนม จาตุรงคกุล” เจ้าของร้านอาหารย่านวงเวียนเล็ก ธนบุรี บอกว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในช่วงต่อจากนี้ ยังไม่เห็นว่ามีใครเหมาะสม แต่เท่าที่ดูจากข่าวการตั้งนายกฯ คนกลาง ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่พูดคุยกันมาก ซึ่งตามความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าการมีนายกฯ คนกลางก็ดี แต่ต้องเป็นคนที่คนส่วนใหญ่รับได้ เพราะไม่อยากได้นายกฯ ที่มาจากพรรคการเมืองทุกพรรค เมื่อได้แล้วก็ต้องเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้าน เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วเศรษฐกิจไม่ดีมาก ๆ คนไม่จับจ่ายใช้สอย หรือถ้าจะจับจ่ายจริงก็จ่ายกันน้อย เพราะทุกคนระวังการใช้เงินมากขึ้น เนื่องด้วยภาระหนี้ที่เกิดขึ้นมาก เห็นได้จากตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เคยมารับประทานอาหารที่ร้านก็ค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ต้นทุนทุกอย่างภายในร้านก็เพิ่มขึ้นสวนทางกัน ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็อยากให้ผู้นำประเทศคนใหม่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้ประชาชนก่อน ส่วนเรื่องการปรองดอง สร้างบรรยากาศความสามัคคีกัน คงแก้ได้ยาก เพราะตอนนี้สังคมแตกแยก และต้องใช้เวลาแก้ไขนานกว่าจะทำให้กลับมาเหมือนเดิม ทั้งหมด…เป็นเพียงแค่ความคิดความเห็นจากมุมเล็ก ๆ ของตัวแทนนักธุรกิจในแต่ละด้าน รวมไปถึงชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำที่ได้ระบายความรู้สึกที่แท้จริงว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พวกเขาเหล่านี้ต้องการนั้นเป็นอย่างไร?. ทีมข่าวเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นายกฯคนใหม่ที่คนไทยฝันถึง สังคมยอมรับ-รู้เรื่องเศรษฐกิจ