นายชาติชาย ชินเวชกิจวานิชย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะมีผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยอีก 6เดือนข้างหน้า หรือในช่วงไตรมาส 3/57 และไตรมาส 4/57 ของปีนี้ โดยส่งผลให้ตัวเลขเบี้ยประกันภัยแต่ละบริษัทปรับตัวลดลง ดังนั้นทำให้แต่ละบริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์แข่งขันด้านราคามากขึ้น เพื่อรักษาเบี้ยประกันให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ผู้ทำประกันภัยลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการทำประกันรถประเภท3 พลัสแทนการทำประกันภัยชั้น 1 มากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายขณะที่ธุรกิจประภันภัยรถยนต์เริ่มหดตัว หลังจากหมดโครงการรถยนต์คันแรก โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์มือสองเติบโตในอัตราที่ชะลอลง สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรวมในไตรมาส 2/57คาดว่ายังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากการติดตามตัวเลขล่าสุดเมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมายังไม่มีสัญญาณที่ผิดปกติเกิดขึ้น โดยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายเบื้ยประกันรับรวมไว้ที่4,400 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 10 % ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/57 ที่ผ่านมา มีเบี้ยประกันรับรวม 1,024 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 26 % และมีกำไรสุทธิ 50.63ล้านบาท “ยังไม่ทบทวนเป้าหมายใหม่เนื่องจากบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่มาก การทำเบี้ยประกัน 1,500 ล้านบาทต่อไตรมาส เป็นเรื่องที่ไม่ยาก และในช่วงที่ตลาดประกันภัยแผ่วบริษัทมีแผนทำตลาดช่วงไตรมาส3/57 และไตรมาส 4/57 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่างจังหวัดซึ่งในเดือนก.ค.นี้จะเปิดสาขาที่มุกดาหารอีก 1 แห่ง ถือเป็นสาขาที่ 18 จากปัจจุบันมี 17 สาขา ส่วนศูนย์บริการลูกค้ามีอยู่ 13 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคอยู่แล้ว” อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพัฒนาประสิทธิภาพงานด้านบริการมากขึ้นเพราะต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการบริการของอู่ซ่อมในโครงการ“อู่นี้เทเวศเชียร์”เพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง เพื่อรับรองคุณภาพของอู่ซ่อม นอกเหนือไปจากการนำ สมาร์ทโฟน มาใช้ในการให้บริการตรวจสอบอุบัติเหตุ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจประกันภัยครึ่งปีหลังแข่งเดือด
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ธุรกิจประกันภัยครึ่งปีหลังแข่งเดือด
-

แจงนักลงทุนญี่ปุ่น
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในการหารือระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา หัวหน้าคสช.ได้ชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็นของการดำเนินการของคสช.ในช่วงที่ผ่านมาให้กับนักธุรกิจญี่ปุ่นรับทราบ โดยยืนยันถึงความสัมพันธ์ของประเทศไทยและญี่ปุ่น ทั้งทางราชการและด้านธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปทุกทิศทาง และยังได้สร้างความเชื่อมั่นว่า คศช.จะปกป้องผลประโยชน์ของนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มีอยู่ในไทยอย่างเต็มที่ “นักธุรกิจญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นว่า เข้าใจในสถานการณ์ของไทยแล้ว และคิดว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ รวมทั้งเรื่องของธุรกิจการค้าระหว่างกัน และจากนี้ก็พร้อมที่จะร่วมมือกันพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศด้วย ขณะเดียวกันทางญี่ปุ่นเองก็ยังเสนอให้คสช. เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องของอุทกภัยร่วมกัน โดยสานต่อโครงการความร่วมมือที่เคยหารือกันไว้ในอดีต และยังขอให้ช่วยดูอุตสาหกรรมยานยนตร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการอุปโภคบริโภค รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา” ทั้งนี้ในเรื่องของการลงทุนของญี่ปุ่น โดยเฉพาะโครงการที่นักลงทุนเสนอขอรับการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอนั้น ในการหารือครั้งนี้ยังไม่ได้ลงรายละเอียดถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงเรื่องของการใช้งบประมาณลงทุนในโคการที่เกี่ยวข้องร่วมกัน โดยหัวหน้าคสช. ได้มอบหมายให้พล.อ.อ.ประจิน รองหัวหน้าคสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาอีกครั้ง พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติในภาพรวมนั้น หัวหน้าคสช.ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของนักธุรกิจต่างชาติที่ยู่ในไทย รวมทั้งโครงการหรือข้อตกลงของประเทศต่างๆ ที่ได้ดำเนินการอยู่ก่อนหน้านี้ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยให้สานต่องานที่ยังค้างอยู่ทันที ส่วนโครงการเริ่มใหม่ก็คงต้องมาหารือกันอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือในครั้งดังกล่าว ทางหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เชิญนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจซีซี) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) รวมทั้งเอกชนจากบริษัทที่มีชื่อเสียง ทั้ง ผู้บริหารจากโตโยต้า มิตซูบิชิ มิตซุย ซูมิโตโม่ และพานาโซนิค เข้าร่วมชี้แจงทำความเช้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจุบัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แจงนักลงทุนญี่ปุ่น -

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ปิดลบ 8.55 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 พ.ค. ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยยังมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากนักลงทุนยังรอความขัดเจนทางการเมือง โดยเฉพาะนโยบายบริหารประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เตรียมประกาศแผนระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงการแต่งตั้งนายกฯ และรัฐบาลเฉพาะกาล ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,381.01 จุด และปรับขึ้นสูงสุด 1,398.44 จุด จนมาปิดตลาด 1,388.29 จุด ลดลง 8.55 จุด หรือ 0.61% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 45,499.36 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ปตท. ปิดที่ 296.00 บาท ลดลง 8.00 บาท2.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 184.00 บาท ลดลง 5.00 บาท3.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 14.90บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท4.ช.การช่าง ปิดที่ 19.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.70 บาท5.เอไอเอส ปิดที่ 231.00 บาท ลดลง 2.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ปิดลบ 8.55 จุด