เดือน: พฤษภาคม 2014

  • การเมือง-ศก.ฉุดสินเชื่อไตรมาส2

    การเมือง-ศก.ฉุดสินเชื่อไตรมาส2

    รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า แนวโน้มสินเชื่อในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ายังมีโอกาสอ่อนแรงลงต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งอาจทำให้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2ที่จดทะเบียนในไทยเติบโตชะลอลงต่ำกว่า7 %  ประกอบกับ กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ค. ยังน่าจะเผชิญแรงกดดัน จากปัญหาความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและลงทุนของภาคเอกชนในประเทศที่ชะลอตัวลงขณะที่การฟื้นตัวส่งออกล่าช้า โดยประเด็นจับตาอยู่ที่ การเติบโตของสินเชื่อภาคธุรกิจว่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้หรือไม่หลังจากที่ในไตรมาส1 ตัวเลขต่ำกว่าคาดโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่มียอดคงค้างสินเชื่อลดลงจากสิ้นไตรมาสก่อนหน้าทำให้แรงขับเคลื่อนสินเชื่อในภาพรวม ยังคงมาจากสินเชื่อรายย่อย “ยอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิของ 14ธนาคารพาณิชย์ไทย สิ้นเดือนเม.ย.มีจำนวน 9.56 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 2.02 หมื่นล้านบาทจากยอดคงค้างที่ 9.54 ล้านล้านบาท ในเดือนมี.ค.ด้านยอดเงินฝาก มีจำนวน 10.23 ล้านล้านบาท ลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่จำนวน 5.74 หมื่นล้านบาท จากยอดคงค้างที่ 10.28 ล้านล้านบาทในเดือนมี.ค.ขณะที่ ­ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (ซึ่งมีตั๋วแลกเงินเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ) มีจำนวน8.02 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.09 หมื่นล้านบาทจากเดือนก่อนหน้าส่งผลให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนเม.ย.ตึงตัวขึ้นเล็กน้อย เห็นได้จากอัตราส่วนสินเชื่อรวมต่อเงินฝากที่รวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมซึ่งปรับตัวขึ้นแตะระดับ 90.07 %จากมี.ค.อยู่ที่ระดับ 89.75%”               สำหรับแนวโน้มการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในช่วง1-2 เดือนข้างหน้านั้น แม้ว่าภาวะการแข่งขันในภาพรวมตลาดเงินฝากจากผู้ออมรายย่อยจะบรรเทาความรุนแรงลงโดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ซึ่งสะท้อนจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว แต่คาดว่ามีโอกาสเห็นโครงการเงินฝากระยะค่อนข้างยาวและโครงการเงินฝากพิเศษสำหรับลูกค้ารายย่อยเฉพาะกลุ่ม  ตลอดจนการเสนอขายตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีหลักประกันให้กับนักลงทุนสถาบันเป็นระยะๆ ตามกลยุทธ์ทางธุรกิจและนโยบายการบริหารเงินของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ความคืบหน้าในการผลักดันการใช้จ่ายของภาครัฐรวมถึงเครื่องชี้ด้านการค้าระหว่างประเทศเพราะจะมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความเชื่อมั่นภาคเอกชน และการพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมอันจะมีนัยตามมาต่อการเติบโตของสินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมือง-ศก.ฉุดสินเชื่อไตรมาส2

  • ชะลอระบายข้าวชั่วคราว

    ชะลอระบายข้าวชั่วคราว

    นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ว่าได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีอยู่ 14เรื่องใหญ่ที่จะทำแผนเร่งด่วนเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เพราะเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งระยะสั้น กลางและยาว โดยได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานในสังกัดไปจัดทำรายละเอียดแผนงานให้ชัดเจนแล้ว ทั้งนี้ในส่วนของการระบายข้าวให้ชะลอการระบายผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) ไปก่อนแต่การขายในรูปรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)และการประมูลทั่วไปผ่านกรมการค้าต่างประเทศจะขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร  อย่างไรก็ตามในส่วนของสัญญาเดิมที่ขายจีทูจีให้กับจีน ต้องดำเนินการต่อไปแต่สัญญาใหม่ที่ยังไม่มีการลงนามหรืออยู่ระหว่างหารือ เช่น มาเลเซียและประเทศอื่นๆ ต้องมากำหนดแนวทางดำเนินการต่อไปโดยต้องยึดหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้ สำหรับการตรวจสต๊อกข้าว ต้องมีการดำเนินการตามที่คสช. ได้ให้แนวทางเอาไว้ โดยกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการเพราะต้องการให้มีความชัดเจนเช่นเดียวกัน โดยอาจต้องให้ทหารเข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย ส่วนที่มีการระบุว่าข้าวหายไปจากสต๊อกขอตรวจสอบตัวเลขที่ชัดเจนก่อน เพราะยังไม่สามารถระบุได้ว่าหายจริงหรือไม่โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างองค์การคลังสินค้า (อคส.) ไปตรวจสอบแล้ว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชะลอระบายข้าวชั่วคราว

  • ชงคสช.ปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรใหม่

    ชงคสช.ปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรใหม่

    นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯเตรียมเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรใหม่ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมาแม้ว่าจะเกิดการปฏิรูปภาษี แต่ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่รอบด้าน ซึ่งบางส่วนเรื้อรังมานานส่งผลต่อการจัดเก็บในภาพรวม ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เชื่อว่า คสช.จะเห็นชอบและดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีของกรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะทำให้การจัดเก็บงบประมาณ 58 ได้ตามเป้าหมายที่ 1.89 ล้านล้านบาท เท่ากับเป้าหมายการจัดเก็บปี 57ทั้งนี้ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีจะทำให้หลายส่วน ได้แก่ การเสนอปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดลงจากอัตราสูงสุด ปัจจุบันที่ 35% เนื่องจากมองว่าอัตราดังกล่าวยังไม่จูงใจ เพราะมีผู้เสียภาษีเพียง 2 ล้านรายจากฐานภาษีทั้ง 10 ล้านราย เมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่มีอัตราการจัดเก็บที่ต่ำกว่าไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาอัตราที่เหมาะสม รวมถึงจะเสนอให้ทบทวนสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และให้ทบทวนการหักค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณภาษี จากปัจจุบันอยู่ที่คนละ 60,000 บาทต่อปี เพิ่มเป็นคนละ 120,000 บาทต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายในปัจจุบันมากขึ้น“ก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้สำนักแผนของกรมสรรพากรไปศึกษาดูว่าค่าลดหย่อนทั้งหมด ผู้ที่ได้ประโยชน์อยู่ในกลุ่มไหน กลุ่มที่ได้ประโยชน์เป็นผู้มีรายได้น้อยและปานกลางจริงหรือไม่ เพื่อให้มีอัตราที่เหมาะสม”นายสุทธิชัย กล่าวว่า เตรียมเสนอให้ออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) คงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% เพื่อให้มีผลถาวร จากเดิมที่จะสิ้นสุดเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 57 นี้ โดยปัจจุบันมีนิติบุคคลที่อยู่ในฐานภาษีประมาณ 500,000 ราย ขณะเดียวจะเสนอให้คงอัตราภาษีจัดเก็บมูลค่าเพิ่มที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี หรือมีผลสิ้นสุดที่สิ้นปีงบประมาณ 58 เนื่องจากเป็นการช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.ปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรใหม่