เดือน: พฤษภาคม 2014

  • รฟท.เริ่มซ่อมรถไฟสายใต้

    รฟท.เริ่มซ่อมรถไฟสายใต้

    นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยหลังจากสำรวจเส้นทางรถไฟสายใต้เพื่อซ่อมแซมครั้งใหญ่ว่า ร.ฟ.ท.สรุปว่าจะไม่มีการปิดเส้นทางสายใต้ทั้งหมดเพื่อซ่อม แต่เลือกใช้วิธีทยอยซ่อมในช่วงที่รถไฟไม่วิ่งผ่านแทน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้บริการของประชาชน เนื่องจากแต่ละวันชาวใต้นิยมใช้รถไฟเดินทางมาก ทั้งนี้ปัจจุบันเอกชนผู้รับเหมาที่ชนะการประมูลเข้ามาปรับปรุงทางรถไฟแล้ว และอยู่ระหว่างนำวัสดุก่อสร้างเข้าพื้นที่ เช่น เหล็กราง หิน หมอนรองราง เพื่อเตรียมลงมือปรับปรุงต่อไป โดยใช้เวลาซ่อมในช่วงนอกเวลาเดินรถเฉลี่ยวันละ 3-4 ชม. มีกำหนดระยะเวลาทั้งสิ้น 900 วัน หรือเสร็จทั้งหมดปลายปี 59 ตามทีโออาร์กำหนด   “จากการประเมินแล้ว การซ่อมรางของเส้นทางสายใต้จะไม่มีการปิดเส้นทางทั้งหมดเหมือนการซ่อมรถไฟสายเหนือ เนื่องจากรถไฟสายใต้มีผู้ใช้บริการมาก โดยการซ่อมทางจะทำเป็นช่วงๆ นอกเวลาการเดินรถ วันละ 3-4 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามระหว่างนี้อาจทำให้การเดินรถล่าช้าไปบ้าง จึงขออภัยในความไม่สะดวกด้วย” นายประภัสร์กล่าวว่า การซ่อมรถไฟใหญ่สายใต้ครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ โดยจะมีการยกคันดินสูงขึ้น เปลี่ยนไม้หมอนเป็นคอนกรีตให้รับน้ำหนักได้ 100 ปอนด์ จากเดิมรับได้แค่ 60-70 ปอนด์เท่านั้น ทำให้เพิ่มความเร็วได้ จากเดิมสายใต้จะวิ่งเฉลี่ย 20-30 กม.ต่อชั่วโมง ทำให้วิ่งได้เร็วขึ้นอย่างต่ำเฉลี่ย 60 กม.ต่อชั่วโมง ส่วนทางรถไฟสายใต้. และสะพานการรถไฟฯที่โดนวางระเบิด 2 จุด ช่วงสถานีตันหยงมัส – ป่าไผ่ สถานีบูกิต – เจาะไอร้อง กระทบกับการเดินรถช่วงที่ผ่านมา ความคืบหน้าในการซ่อมแซม เชื่อว่างานจะแล้วเสร็จ สามารถเปิดเดินรถได้1มิ.ย.นี้  และ รฟท.ได้ประสานฝ่ายความมั่นคงเพื่อตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัยเส้นทางรถไฟในพื้นที่ไปแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซ่อมทางรถไฟสายใต้ใช้งบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท กรอบเวลางาน 900 วัน ปัจจุบันได้บริษัทรับเหมาที่จะดำเนินการแล้ว โดยตลอดเส้นทางจะแบ่งเป็น 6 โครงการ 6 สัญญา ได้แก่ เส้นทางระหว่างสถานีชุมทางหนองปลาดุก-หัวหิน กม.64+564 ถึง กม.212+250 รวม 149 กิโลเมตร มีบริษัท กิจการร่วมค้าไทย-ซีอาร์ไฟฟ์ จำกัด ดำเนินการ วงเงิน 1,003 ล้านบาท นอกจากนี้ มีเส้นทางระหว่างสถานีชุมทางทุ่งสง-กันตัง กม.757+080 ถึง กม.850+225 รวม 93 กิโลเมตร มี หจก.อัศวอังกูร เป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 339 ล้านบาท เส้นทางระหว่างสถานีชุมทางทุ่งสง-ชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ กม.757+999 ถึง กม.972+556 รวม 216 กิโลเมตร ดำเนินการโดยบริษัท กิจการร่วมค้า ทีบีทีซี จำกัด วงเงิน 1,945 ล้านบาท เส้นทางระหว่างสถานีชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ระยะทาง 214 กิโลเมตร จาก กม.930+220 ถึง กม.1144+380 มีบริษัท เสริมสงวนก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 2,193 ล้านบาท ตลอดจนเส้นทางสถานีชุมทางบ้านทุ่งโพธิ์-คีรีรัฐนิคม ระยะทาง 31 กิโลเมตร จาก กม.631+478 ถึง กม.662+750 มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 348 ล้านบาท และเส้นทางสถานีชุมทางเขาชุมทอง-นครศรีธรรมราช ระยะทาง 35 กิโลเมตร จาก กม.781+927 ถึง กม.816+233  มี หจก.อัศวอังกูร เป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 344 ล้านบาท นับเป็นการยกเครื่องเส้นทางสายใต้ครั้งใหญ่อีกครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รฟท.เริ่มซ่อมรถไฟสายใต้

  • “ชัชชาติ”เรียกหน่วยงานถกรับกฎอัยการศึก

    “ชัชชาติ”เรียกหน่วยงานถกรับกฎอัยการศึก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เรียกประชุมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทำความเข้าใจการปฏิบัติงานภายใต้กฎอัยการศึก โดยกล่าวว่า ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมยังคงปฏิบัติงานตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยตามปกติ และเห็นว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ส่งผลดีต่อการเดินทางให้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจัดตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อประสานงานและชี้แจงข้อมูลกับ กอ.รส. โดยมีนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อประสานงานด้านต่าง ๆ กับ กอ.รส. เช่น การขอความร่วมมือให้กระทรวงคมนาคมเตรียมจัดรถรองรับการขนส่งผู้ชุมนุมให้เดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมประสาน บขส. และ ขสมก. เพื่อจัดเตรียมรถไว้รองรับนอกจากนี้กระทรวงฯ จะมีการรวบรวมข้อเสนอและข้อกังวลต่าง ๆ ประสานไปยัง กอ.รส. เพื่อขอความชัดเจนและแนวทางปฏิบัติ เช่น ขอให้ กอ.รส.ช่วยพิจารณาแก้ไขปัญหากรณีการปิดถนน ประสานข้อมูลเส้นทางเลี่ยงปัญหาการจราจรให้ประชาชน และ การเข้าใช้สถานที่ราชการที่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และข้าราชการในการทำงาน นายชัชชาติ กล่าวว่า ข้อกังวล เกี่ยวกับผลกระทบด้านความเข้าใจของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ต่อการประกาศกฎอัยการศึก จะเสนอให้ กอ.รส. ช่วยชี้แจงและทำความเข้าใจกับสถานทูตทุกประเทศให้ชัดเจน เกี่ยวกับรายละเอียดของกฎอัยการศึก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับการบินไทย และบริษัทท่าอากาศยานไทย เนื่องจากตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมือง ส่งผลให้ยอดผู้เดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิลดเหลือ 120,000 คนต่อวัน หรือติดลบ 5-10% ขณะที่การบินไทย รายงานว่า เมื่อมีการประกาศกฎอัยการศึก ส่งผลให้ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ออกประกาศเตือนผู้โดยสารเดินทางมาไทยเพิ่ม แต่การบินไทยจะติดตามผลกระทบด้านตัวเลขผู้โดยสารอีกครั้ง จึงสำนักงานการบินไทย ที่ประจำทั่วโลก เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้โดยสารอีกทางหนึ่ง และยังไม่มีแผนยกเลิกเที่ยวบินใด ๆ ทั้งสิ้นด้านนายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวว่า ภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวผ่านสุวรรณภูมิหลังประกาศกฏอัยการศึกลดลง 10% ใกล้เคียงกับช่วงที่มีการชุมนุมที่ลดลง 5-10% อย่างไรก็ตามการบินไทยจะไม่ประกาศยกเลิกเที่ยวบิน และการให้บริการยังเป็นปกติ พร้อมจัดทีมเฉพาะกิจให้ข้อมูลลูกค้าที่จองตั๋วล่วงหน้าผ่านเอเจนซี่และลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ชัชชาติ”เรียกหน่วยงานถกรับกฎอัยการศึก

  • เอกชน-นักวิชาการหนุนทหาร รอเวลาพิสูจน์ผลกฎอัยการศึก

    เอกชน-นักวิชาการหนุนทหาร รอเวลาพิสูจน์ผลกฎอัยการศึก

    ในที่สุดประเทศไทยก็เข้าสู่โหมดการให้ “ทหาร” เข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้ตัดสินใจประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึก “โล่งอก” เพราะเท่ากับว่าประเทศไทยกำลังเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้เสียที แต่การใช้กฎอัยการศึกครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ณ เวลานี้ เชื่อว่าไม่มีใครบอกได้ เช่นเดียวกับในแง่ของนักธุรกิจ-นักวิชาการแล้ว ต่างเชื่อว่าในระยะสั้นอาจไม่มีผลต่อภาคธุรกิจมากนักโดยเฉพาะบรรดาคนค้าคนขายเพราะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ในเมื่อทหารออกมายุติปัญหาเช่นนี้ ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์จากนี้ไปว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เริ่มจาก เชื่อ ตปท.มั่นใจมากขึ้น “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การใช้กฎอัยการศึกครั้งนี้อาจมีผลกระทบในระยะสั้นบ้าง แต่จะเป็นผลดีในระยะกลางและระยะยาว ที่ต่างประเทศจะเห็นว่าประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความปลอดภัย ไม่เกิดเหตุบานปลายด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ได้ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจเดินหน้าทำงานเหมือนเดิม เพื่อให้สังคมโลกเห็นว่าประเทศไทยแก้ปัญหาทางการเมือง โดยที่เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นกลับมาลงทุนในประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้หลังการเรียกชี้แจงเรื่องกฎอัยการศึกในช่วงเย็นของวันที่ 20 พ.ค.นี้กระทรวงการต่างประเทศจะประชุมร่วมกับทูตประเทศต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และไปสื่อสารกับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวให้เข้าใจมากขึ้นว่ากฎอัยการศึกที่ประกาศครั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงบานปลายจากคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย “การประกาศกฎอัยการศึกทำให้เห็นว่าม็อบ 2 กลุ่มจะไม่ขัดแย้งบานปลายจนเกิดเหตุรุนแรงโอกาสที่จะเกิดการจลาจลไม่มี ต่างประเทศจะเห็นว่าเหตุการณ์ไม่น่ากลัว ขณะที่ภาคเอกชนของไทยเองก็จะกลับมาเดินหน้าต่อไปได้หลังจากที่เกิดความไม่แน่ใจในเหตุการณ์มาหลายเดือน ผู้บัญชาการทหารบกเน้นย้ำให้ส่วนราชการกลับมาทำงานเหมือนเดิม ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ชะลอตัวลง” ลุ้นเวลาใช้กฎอัยการศึก “ธนวรรธน์ พลวิชัย” ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า คงต้องมาดูกันต่อว่าหลังจากที่ฝ่ายทหารออก พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ออกมาแล้วจะใช้ยาวนานมากแค่ไหน เพราะถ้ายาวนานคงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากต่างชาติเองก็ติดตามสถานการณ์ของประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้หากคาดเดาเหตุการณ์อะไรในระยะยาวคงคาดเดาได้ยาก ดังนั้นต้องจับตาดูเหตุการณ์ของประเทศไทยกันต่อไปว่า 1-2 สัปดาห์นี้ ทหาร ฝ่ายการเมือง และประชาชนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในสถานการณ์อย่างนี้ ทั้งนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องติดตามสถานการณ์ก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะเมื่อกองทัพออกมาใช้กฎอัยการศึกแล้ว คงต้องมีเหตุผลที่สำคัญ เช่น การเกรงกลัวว่าจะเกิดสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เพื่อจะให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงต้องประกาศใช้กฎหมายเพื่อคุมสถานการณ์ไว้ก่อนตั้งแต่ต้น ซึ่งก็เชื่อว่า การทำอย่างนี้จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจได้ เพราะหากเกิดการเผชิญหน้าจนนำไปสู่ความรุนแรงคงทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงจากเดิมอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันหากสังเกตได้อีกอย่างจะเห็นว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศมาก เนื่องจากการลงทุนในตลาดหุ้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรง เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่ไม่ได้อ่อนตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม็คโครเชื่อไม่กระทบ “สุชาดา อิทธิจารุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ยังยากจะประเมินผลกระทบที่จะเกิดจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ เพราะเป็นเวลาที่สั้นเกินไป แต่ทั้งนี้ก็คิดว่าไม่น่าส่งผลต่อธุรกิจของบริษัท เพราะจำหน่ายสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอาหารซึ่งเป็นสินค้าที่ขายได้ในทุกโอกาส อย่างไรก็ตามบริษัทอาจปรับประมาณการรายได้ของปีนี้ใหม่อีกครั้ง หากสถานการณ์เริ่มส่อแววไม่แน่นอน รวมถึงต้องรอดูผลประกอบการของไตรมาสสอง นี้ด้วย ซึ่งปกติแล้วรายได้ในไตรมาสนี้จะต่ำกว่าช่วงอื่น เพราะไม่มีเทศกาลหรือกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นยอดขายเหมือนไตรมาสแรกที่ได้รับอานิสงส์จากช่วงวันหยุดปีใหม่ ทำให้ปีนี้ยอดขายไตรมาสแรกเติบโตดีที่ระดับ 12.5% ทั้งนี้บริษัทประเมินว่ารายได้ทั้งปีจะต้องสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางรายได้ของปีก่อน ๆ โดยปี 56 รายได้บริษัทเติบโตเกือบ 13% “ตอนนี้เรายังคงเดินตามแผนเดิมธุรกิจอยู่ คือเตรียมเปิดสาขาเพิ่มอีก 7 สาขา จากที่เปิดไปแล้วก่อนหน้านี้ 3 สาขา เพราะยังมองไม่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลง คงต้องรอดูสักพัก ไม่อยากจะตื่นตระหนกไปก่อน เพราะเราเป็นคนไทยและมั่นใจว่าทุกคนในประเทศก็อยากจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น” ชี้ภาพลักษณ์ไทยดีขึ้น “ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกแน่นอน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นผลกระทบในด้านบวกหรือลบ โดยส่วนตัวมองว่าการออกกฎครั้งนี้เพราะต้องการควบคุมความสงบทางการเมือง และคลี่คลายสถานการณ์ไปในทางที่ดีเท่านั้น จึงไม่น่าจะมีการทำปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งต่อจากนี้เมื่อแก้ไขปัญหาได้ก็น่าจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ประเทศ เรียกความมั่นใจให้ชาวต่างชาติกลับคืนมายังไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเรา “ธุรกิจค้าปลีกก็ได้รับผลมาตั้งแต่ปัญหาการเมืองเริ่มต้นแล้ว โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าต่างชาติที่มาใช้บริการเริ่มลดหายไปอย่างสังเกตได้ แต่ปัญหาก็ยืดเยื้อมานานถึง 6 เดือนแล้ว จึงคิดว่าหลายฝ่ายน่าจะพยายามหาทางออกให้ปัญหาจบได้ในเร็วนี้อย่างแน่นอน และต่อจากนั้นบริษัทจะรีบจัดกิจกรรมเรียกลูกค้า ทำยอดขายกลับมาสู่บริษัททันที” จากนี้ต่อไป… คงต้องจับตาดูสถานการณ์ว่า “ทหาร” จะสามารถเข้ามาสงบศึกเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้เพียงใด!. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชน-นักวิชาการหนุนทหาร รอเวลาพิสูจน์ผลกฎอัยการศึก