เดือน: พฤษภาคม 2014

  • รถบรรทุกว่างงาน

    รถบรรทุกว่างงาน

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและประธานกรรมการบริษัทวี เซิร์ฟ กรุ๊ป ประกอบธุรกิจด้านโลจิสติกส์ เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก มีรถบรรทุกว่างงานแล้วกว่า 180,000 คัน จากรถบรรทุกทั่วประเทศกว่า 900,000 คัน หรือว่างงานประมาณ 15 -20 % ขณะที่คลังสินค้าว่างถึง 30% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ยอดขายค้าปลีกสินค้าลดตัวต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบริการขนส่ง(ลอจิสติกส์)และคลังสินค้า  ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมากกว่า 20% “การขนส่งส่วนใหญ่เกิดจากภาวะที่ภาคอุตสาหกรรมหลายๆ ตัวมียอดขายลดลง การลดลงของภาคก่อสร้าง ตามภาวะเศรษฐกิจรวมของไทยที่ชะลอตัว รวมภาคเกษตรเองก็มีปัญหาราคาตก ประกอบกับการส่งออกไตรมาสแรกก็ติดลบทำให้การนำเข้าสินค้าลดตามก็กระทบต่อการขนส่งโดยรวมตามมา ซึ่งต่างจากปีที่แล้วที่คลังสินค้าเต็มหมดมีการขยายและเช่าเพิ่มแต่ปีนี้ตรงกันข้ามคือคลังว่างมากขึ้น” นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  หลังเม.ย.เป็นช่วงโลว์ซี่ซั่น ของการขนส่ง เพราะเข้าสู่ฤดูฝน และหมดฤดูเก็บเกี่ยว โดยปกติอัตราว่างงานของรถบรรทุกจะลดลงไม่เกิน 20% แต่ขณะนี้ลดลงแล้วกว่า 30%  ถือว่า ค่อนข้างสูงกว่าปกติ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว  ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการเมือง จึงทำให้ยอดขายสินค้าภาคอุตสาหกรรมลดลง “ปัญหาการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรถบรรทุกภาพรวมยังคงมีรายได้ในการชำระหนี้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)  อาจจะมีได้เช่นกัน ซึ่งขณะนี้แต่ละรายได้รับผลกระทบไม่เท่ากันและความสามารถทางการเงินก็ต่างกันไปแต่ยอมรับว่าถ้างานมันลดลงมากไปเรื่อยๆโอกาสจะมีปัญหาในการผ่อนรถก็ย่อมมีแน่นอนเราเองก็หวังว่าการเมืองจะจบลงในไม่ช้านี้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รถบรรทุกว่างงาน

  • ต่างชาติแห่ถามสถานการณ์ไทย

    ต่างชาติแห่ถามสถานการณ์ไทย

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยว่า  ได้มีคู่ค้าต่างประเทศ  สอบถามเข้ามาจำนวนมากทั้งทางอีเมลล์  และโทรเข้ามาสอบถาม ยังเอกชนไทย  ถึงสถานการณ์ในไทย หลังจากประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเอกชนได้ชี้แจงว่า  การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้  เพื่อยุติความรุนแรงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิต หรือส่งสินค้าแต่อย่างใด  ขอให้คู่ค้าเชื่อมั่นสถานการณ์ในประเทศไทยได้ ซึ่งทางคู่ค้า ก็เข้าใจ  และระบุว่า  จะยังสั่งซื้อสินค้าของเอกชนไทยต่อไป     “ตั้งแต่เริ่มมีเหตุการณ์ความวุ่นวานในไทย  คู่ต่างชาติ ก็สอบถามสถานการณ์มาตลอด ยิ่งล่าสุดประกาศกฎอัยการศึก ก็แห่เข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมาก เราก็ชี้แจงไป ต่างชาติก็เข้าใจสถานการณ์  แต่ก็ไม่ใช่ว่า  ทางต่างชาติจะเชื่อจากคำพูดเราอย่างเดียว  เพราะคู่ค้าต่างชาติ หลายรายก็มีออฟฟิตในไทย และติดตามสถานการณ์ไทยอยู่แล้ว โดยสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ สั่งซื้อสินค้ากับไทยแล้ว จะส่งของให้เขาได้หรือไม่ ทางเรา ยืนยันว่าได้ เขาก็สบายใจ เพราะคู่ค้าก็ไม่อยากย้ายไปสั่งซื้อสินค้าของประเทศอื่น เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพมากกว่า” นางเกศมณี เลิศกิจจา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง  ส.อ.ท.  และนายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า   การประกาศกฎอัยการศึก ถ้าเป็นประเทศอื่น จะเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดี แต่ในไทยกลับเป็นเรื่องดี  เพราะจะได้ยุติความรุนแรงของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ยังหาจุดจบไม่ได้  ซึ่งที่ผ่านมาในส่วนของอุตฯเครื่องสำอาง มีหลายประเทศสนใจที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย  เช่น  ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ทางการ ของประเทศอิตาลี ประจำในไทย  นำผู้ประกอบการเครื่องสำอาง ของประเทศอิตาลี กว่า 10  ราย  เข้ามาทำตลาดในไทย แต่จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองก่อนหนหน้านี้ ก็ไม่แน่ใจว่า จะยังสนใจเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มเติมหรือไม่ “ภาพความแตกต่างของการประกาศกฎอัยการศึกจริงๆมองแล้วเป็นเรื่องไม่ดี แต่สถานการณ์ในไทยขณะนี้ กลับเป็นเรื่องดี ถ้าจะได้ยุติความรุนแรงของทั้ง 2 ฝ่าย  เหมือนจับแยกเด็กดื้อ 2 ฝ่าย ที่กำลังตีกัน มาสงบสติอารมรณ์  แล้วค่อยๆ หันหน้าเข้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกัน ถ้าไม่ทำแบบนี้ อาจเกิดเหตุปะทะ มีความรุนแรงเกิดขึ้นก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นสถานการณ์จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่  เพราะตอนนี้กำลังซื้อในประเทศก็แทบจะไม่มีแล้ว ได้รับผลกระทบกันหมด” นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  กล่าวว่า หากการเมืองจบเร็วเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย  โดยกระทรวงฯ ได้เรียกประชุมอธิบดีทุกกรมและหน่วยงานภายใต้กระทรวง เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งในวันที่ 22 พ.ค.  57 จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติแห่ถามสถานการณ์ไทย

  • กรุงศรีฯ คุมสินเชื่อสกัดหนี้เน่า

    กรุงศรีฯ คุมสินเชื่อสกัดหนี้เน่า

    นายฟิลิป แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  เปิดเผยว่า  เริ่มเห็นสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลกับสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตปรับตัวสูงขึ้นโดยมีเอ็นพีแอลเกินกว่า 3% ทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าโดยเฉพาะรายใหม่หลังจากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ  ส่วนลูกค้ารายเก่าความสามารถในการชำระหนี้เริ่มตึงตัวหรือมีความล่าช้าบ้างซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากปัญหาการเมืองในประเทศ  แต่เชื่อว่าถ้าการเมืองสงบมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้การปรับตัวของสินเชื่อบุคคลจะเร็วกว่าสินเชื่อประเภทอื่นเห็นได้จากในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมหรือปัญหาการเมืองในประเทศในช่วง 14 ปีที่ผ่านมาเพราะเมื่อเศรษฐกิจดีทำให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นและทำให้สินเชื่อกลับมาฟื้นตัวภายใน3-6 เดือน   “ตัวเลขเอ็นพีแอลสินเชื่อบุคคลแม้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังต่ำกว่าตลาด  ขณะที่เอ็นพีแอลของสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ 1.5% ส่วนที่อยู่อาศัยยังอยู่ระดับต่ำ  จากเอ็นพีแอลรวมอยู่ที่ประมาณ  2.5 % โดยเป็นระดับที่ดีสุดในระบบอุตสาหกรรมซึ่งดูจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท. ส่วนการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญอาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 2หากแนวโน้มเอ็นพีแอลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น”      ทั้งนี้ยืนยันยังไม่ปรับเป้าสินเชื่อในปีนี้ที่ตั้งไว้8-9% ยกเว้นว่าจีดีพีติดลบจะต้องปรับเป้าสินเชื่อลดลง เช่น ถ้าจีดีพีปีนี้โต 1.5%  การเติบโตสินเชื่อจะอยู่ที่ 4.5-5% โดยจะไม่เร่งการให้สินเชื่อในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีแต่เป็นไปตามความต้องการของตลาดมากกว่า สำหรับแผนธุรกิจของกรุงศรี ควิกเพย์ในปีนี้หรือการชำระสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จะเน้นไปที่ธุรกิจโลจิสติคส์ และธุรกิจขายตรง จากเดิมให้บริการเฉพาะธุรกิจประกัน เพราะกระแสนิยมกการทำธุรกรรมผ่านมือถือ  และอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการช็อปปิ้งออนไลน์  ล่าสุดร่วมกับบริษัทเคอรี่ โลจิสติตส์ ประเทศไทย   และบริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนลในการชำระค่าสินค้าและบริการ โดยปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์1,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตปีละ 25-30  %  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรุงศรีฯ คุมสินเชื่อสกัดหนี้เน่า