ที่กระทรวงพาณิชย์ เวลา 13.00 น. วันที่19 พ.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า นายการุณ กิตติสถาพรอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางมาร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือศศป. ในฐานะประธานศศป. โดยมีข้าราชการบางส่วนมาให้การต้อนรับ โดยนายการุณซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) กล่าวว่า ต้องการให้กำลังใจข้าราชการที่คงอึดอัดใจกับการปฎิบัติหน้าที่มาหลายปี และเห็นได้ว่าประเทศชาติทรุดลงไปเรื่อยๆเพราะที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นมาตลอดเพราะไม่มีใครกล้า “ผมได้เตือนข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่มายืนรอพบผมว่า ข้าราชการมี 2 สถานะ เป็นข้าราชการและเป็นคนไทย ถ้าจำเป็นต้องเลือก จะเลือกอะไรก็คิดให้ดี จะเลือกทำเพื่อตัวเองหรือเพื่อประเทศชาติ ตอนนี้หากเปรียบเทียบไป ประเทศไทยก็เหมือนเป็นเรือไททานิกที่เราทุกคนต้องช่วยกันกอบกู้ให้เรือลำนี้กลับมา ถ้ายังปล่อยไปก็ไม่ได้เพราะเรือจะจม ทุกคนต้องคิด อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “การุณ”เปรียบไทยเป็นเรือไททานิก
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

“การุณ”เปรียบไทยเป็นเรือไททานิก
-

จ่อชงบอร์ดบีโอไออนุมัติโครงการแสนล้าน
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมการลงทุน ได้พิจารณากลั่นกรองโครงการเพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอ (บอร์ดบีโอไอ) จำนวน 10 กว่าโครงการ มีมูลค่ารวมประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าการลงทุนเกิน 750 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนโครงการที่มีเงินลงทุนต่ำกว่า 750 ล้านคณะอนุกรรมการฯ ยังไม่พิจารณาอนุมัติ เพราะว่าต้องการเร่งรัดให้โครงการขนาดใหญ่ผ่านการอนุมัติออกไปก่อน สำหรับโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมเกษตร และอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการประชุมคณะอนุกรรมการฯรอบต่อไป จากเดิมที่กำหนดจะประชุมทุกสัปดาห์ ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดเวลาที่ชัดเจนได้ เพราะต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน ขณะที่การประชุมบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ ได้ส่งหนังสือไปยังนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอโดยตำแหน่ง ให้กำหนดวันประชุมบอร์ดบีโอไอแล้ว ซึ่งหากไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ก็สามารถแต่งตั้งกรรมการคนอื่น หรือรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะรองประธาน ฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ ส่วนเหตุความวุ่นวายต่อต้านนักลงทุนจากจีนในประเทศเวียดนามนั้น มองว่าหากเหตุการณ์ยืดเยื้อยาวนาน ก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความระมัดระวังในการเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามมากขึ้น โดยจะไม่ดูเพียงผลประโยชน์ด้านการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และผลกระทบด้านอื่นๆมากขึ้น ซึ่งอาจจะพิจารณาเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นอันดับ 2 ในเอเซียนรองจากอินโดนีเซีย ส่วนเวียดนามเป็นอันดับที่ 3 ส่วนนักลงทุนไทยที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนามยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีเป้าหมายเพียงนักลงทุนจีนเท่านั้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จ่อชงบอร์ดบีโอไออนุมัติโครงการแสนล้าน -

ชาวสุราษฎร์ฯโวยแก๊สหุงต้มแพงเกินจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชน ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีการร้องเรียนร้านค้าปลีกจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ถัง 15 กก. จำหน่ายราคาสูงถึง 415 บาทต่อถัง ซึ่งเป็นราคาที่สูงมาก เกินกว่าพื้นที่อื่นที่ขายเฉลี่ย 365 – 370 บาท ทั้งที่ระยะการส่งก็ไม่ได้ไกลกันมาก ราคาเกินกว่าราคาขายเฉลี่ยในพื้นที่อื่นขายถังละ 365 – 370 บาท จึงต้องการร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ เพราะถือว่า เอาเปรียบประชาชน และเป็นการซ้ำเติมประชาชนในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัวอีกด้วย นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจงามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน ได้ทยอยปรับขึ้นต่อเนื่อง ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน โดยวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน ได้ปรับขึ้นอีก 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาแอลพีจีครัวเรือนมีการปรับขึ้นรวม 4.50 บาทต่อ กก.ส่งผลให้ราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนล่าสุดอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกก. โดยเฉลี่ยร้านค้าปลีกต่างๆ จะจำหน่ายก๊าซหุงต้ม ถัง 15 กก. เฉลี่ยอยู่ที่ 365 -370 บาท ซึ่งมีการคำนาณค่าขนส่งประมาณไม่เกิน 25 บาทแล้ว ส่วนใหญ่ระยะทางประมาณเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ขณะที่ราคาก๊าซหุงต้ม จะทยอยปรับขึ้นราคา อีกเดือนละ 50 สตางค์ต่อกก. จนถึงเดือน ต.ค. 57 จะทำให้ราคาอยู่ที่ กก. ละ 24.82 บาทต่อกก.ในเดือนต.ค. 57 เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่วนกรณีที่มีการจำหน่ายถัง 15 กก. ราคาถังละ 415 บาทนั้น ถือว่า จำหน่ายราคาสูงเกินจริง เพราะราคาขายปลีกของร้านค้าจะอยู่ที่ถังละ 345 บาท รวมค่าขนส่งประมาณ 25 -30 บาท จะอยู่ที่ 365 -370 บาท แต่ก็มีอีกหลายกรณี ที่มีการร้องเรียนผ่านสมาคมฯ เข้ามา เช่น แบกขึ้นอพาร์ทเมนท์ 5 ชั้น ทางร้านค้าจะคิดค่าแบกเพิ่มขึ้นประมาณ 20 บาท ซึ่งได้มีการตกลงกับพ่อบ้านแล้ว แต่พอคิดราคาเพิ่มจริงแม่บ้านกลับร้องเรียนเข้ามา หรือบางกรณีในต่างจังหวัด บางครั้งลูกค้าขอสั่งข้ามพื้นที่ซึ่งไกลมาก ประมาณ 30 -40 บาท ทางร้านค้า ส่วนใหญ่จะคิดค่าขนส่งเพิ่มอีก 30 -40 บาท จากราคาปกติ ซึ่งประเด็นนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างร่านค้าและลูกค้ากันก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา “ ที่ผ่านมาหลายกรณีที่ได้รับการร้องเรียน ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็จะประสานมายังกรมฯ เพื่อตรวจสอบ ยิ่งในกรณีนี้จำหน่ายราคา 415 บาท และเป็นพื้นที่ระยะใกล้ๆ ถือว่า จำหน่ายสูงเกินจริง จะต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการตกลงกันแล้วว่า ถ้าร้านค้าจำหน่ายก๊าซอยู่ไกลกับผู้บริโภคจริง ก็ต้องตกลงราคาค่าขนส่งกันก่อนเพื่อไม่ให้มีปัญหาภายหลัง รวมทั้งกรณีอพาร์ทเมนท์ที่ไม่มีลิฟท์ด้วย” นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการภายใน กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่า ร้านค้าปลีกได้จำหน่ายก๊าซหุงต้ม ถังละ 15 กก. ในราคา 415 บาทซึ่งเป็นราคาบวกค่าขนส่งนั้นถือว่าราคาดังกล่าวค่อนข้างแพงมาก โดยอยากให้ผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบเก็บหลักฐานมาร้องเรียนมาที่สายด่วน 1569 กรมฯก็จะดำเนินการได้ง่ายขึ้น จากปกติที่มีการส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจร้านค้าต่างๆทั่วประเทศอยู่แล้ว หากพบว่ามีการขายเกินราคาจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับพร้อมกันนั้นได้ทำหนังสือถึงผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและห้างค้าปลีกตรึงราคาสินค้าอีก 6 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค. – ต.ค. 57 เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของผู้บริโภคในช่วงค่าครองชีพสูง ยกเว้นสินค้ารายการใดมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจนไม่อาจแบกรับภาระได้ ก็สามารถยื่นเรื่องของให้กรมการค้าภายในพิจารณาก่อนปรับราคา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวสุราษฎร์ฯโวยแก๊สหุงต้มแพงเกินจริง