เดือน: มิถุนายน 2014

  • อาชีพเร่ขายล็อตเตอรี่ ส่อต้องยุติ

    อาชีพเร่ขายล็อตเตอรี่ ส่อต้องยุติ

    รายงานข่าวจากผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอรี่) กล่าวว่า มาตรการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ผู้ค้าล็อตเตอรี่ปรับลดราคาขายเหลือคู่ละ 80 บาทนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ค้าส่วนใหญ่จะได้รับจากตัวแทนขายที่ได้โควต้า ซึ่งแต่ละงวดรับซื้อมาจากตัวแทนจำหน่ายก็มีราคากว่าคู่ละ 85-90 บาทแล้ว และกว่าจะถือมือประชาชนก็คู่ละ 100-110 บาทอยู่ดี โดยยืนยันว่าหาก คสช.จะต้องการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน ก็ต้องรื้อระบบโควตาใหม่ทั้งหมด และมาจัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยแทน“ปัจจุบันพบว่าประชาชนเดินเข้ามาเลือกซื้อล็อตเตอรี่ลดน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เพราะคิดว่าราคาจะถูกปรับลดลงในช่วงวันที่ 1 ก.ค.57 แต่ตามจริงแล้วต้องเป็นหลังงวดวันที่ 16 ก.ค.นี้แทน ส่งผลให้ล็อตเตอรี่เหลือค้างแผงจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนต้องการราคาอย่างที่เป็นข่าวคือคู่ละ 80 บาท”นอกจากนี้ มาตรการดูและสลากแพง ที่สำนักงานสลากฯ ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการแจ้งไปยังผู้ค้าที่ทำสัญญากับสำนักงานสลากทั้งรายเล็กและรายใหญ่ว่าให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับกองสลาก คือ ต้องนำไปขายปลีกเท่านั้น และต้องขายในราคาที่กำหนด 80 บาท ห้ามขายส่ง อาจส่งผลให้ผู้ที่เร่ขายล็อตเตอรี่ ทั้งแบบเดิน และจักรยาน อาจระงับการขายทันที หรือยุติอาชีพดังกล่าว เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกตำรวจจับหากขายล็อตเตอรี่เกินราคา ซึ่งจับโดนปรับครั้งละ 2,000 บาท รวมทั้ง จะส่งผลให้ตลาดล็อตเตอรี่ปั่นปวนและอ้างเหลือค้างจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีผู้ค้ารายย่อย มาเดินขายเหมือนทุกงวดที่ผ่านมา 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อาชีพเร่ขายล็อตเตอรี่ ส่อต้องยุติ

  • แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ

    แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่องบริบทใหม่ธุรกิจไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การสร้างบริบทใหม่ให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง หลังจากก้าวผ่านความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 4 เรื่อง โดยเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างรากฐานความแข่งแกร่งแห่งอนาคต และไม่เน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นที่เห็นผลประโยชน์ทางการเมือง เช่น การวางรากฐานด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคต แต่ไม่ใช่การนำทรัพยากรของลูกหลานมาเผาผลาญจนหมดในรุ่นนี้ ส่วนบริบทต่อมาควรต้องละทิ้งแนวความคิดเดิม คือ การเอาประโยชน์จากแรงงานราคาถูก ละเลยเทคโนโลยี ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกแล้วด้อยคุณภาพ ต้องเปลี่ยนมาส่งเสริมคุณภาพของแรงงาน ให้เป็นแรงงานมนุษย์ที่มีทักษะสูง คิดค้นสินค้ารูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง เพราะถ้าไม่เร่งสร้างในรุ่นนี้ ต่อไปเมื่อถึงช่วงเปิดประชาคมอาเซียนไปแล้ว ประเทศไทยคงไม่สามารถสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อีกต่อไป ขณะที่บริบทที่สามต้องปรับตัวพร้อมรับมือการแข่งขันรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ เพราะปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปสู่โลกาภิวัตน์ คู่แข่งขันก็เป็นระดับโลก จึงต้องก้าวทันเทคโนโลยี และสุดท้ายเป็นบริบทของการสร้างความถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส มีศีลธรรม และมีธรรมภิบาล “การดำเนินการดังกล่าวไม่ต้องมารอรัฐบาล หรือรอครม.ให้ทำ แต่ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจะเกิดตัวอย่างให้คนปฏิบัติตาม ให้เกิดเป็นบริบทที่แข็งแกร่งจากภายใน แล้วประเทศไทยเองจะเป็นที่น่านับถือในสายตาของบคนทั่วทั้งโลก” ทั้งนี้ยังมองว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 57 เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวเกินกว่า 2% เพราะยังมีช่องว่างที่สามารถดำเนินการได้หลายอย่าง โดยเฉพาะ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ ถ้าสามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีครม. ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือของสังคม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ ส่วนอีกปัจจัย ถ้าหากมีครม.ชุดใหม่แล้ว ผู้บริหารชุดนี้ต้องรู้จักกำหนดหมวดหมู่การพัฒนาประเทศแบบตรงจุด ทั้ง การส่งออก ท่องเที่ยว การขับเคลื่อนงบประมาณรายจ่ายรัฐ ซึ่งหากทำได้จริงการจะเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2% คงไม่ใช่เรื่องยาก และในปี 58 จะยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะ 4 บริบทพาชาติเจริญ

  • เด็กไทยคว้าแชมป์โครงการเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทย์ในอาเซียน

    เด็กไทยคว้าแชมป์โครงการเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทย์ในอาเซียน

    วันนี้(27 มิ.ย.57)ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์(อพวช.)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) อพวช.ร่วมกับ ASEAN+3 Centre for the Gifted in Science(ACGS) ประเทศเกาหลี จัดการแข่งขันเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มประเทศอาเชียน + 3โดยมีตัวแทนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาจาก 15 ประเทศประกอบด้วย สวีเดน บรูไน ไต้หวัน อินโดนีเชีย มาเลเชีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและไทย เข้าร่วมการแข่งขันในหัวข้อ “นวัตกรรมทางการเกษตรอย่างยั่งยืน”ทั้งนี้จากการแข่งขันที่ให้ตัวแทนแต่ละประเทศได้นำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ในหัวข้อ“นวัตกรรมทางการเกษตรอย่างยั่งยืน” ผลปรากฏว่าตัวแทนจากประเทศไทยได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการนำเสนอโครงงานหัวข้อ“Innovative agriculture for globalsustainability:ORGANIC FARMING INNOVATIONS(Duck Farming)” หรือการทำเกษตรอินทรีย์ในนาข้าว ของน.ส.รัตนากรบุญเลี่ยม จากโรงเรียนจุฬาภรณ์นครศรีธรรมราช และน.ส.พิมพิศา วอลเตอร์จากโรงเรียนจุฬาภรณ์ จ.พิษณุโลก โดยโครงการดังกล่าวเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ในนาข้าว มีการเลี้ยงเป็ดเพื่อให้กินวัชพืชขณะเดียวกันมูลของเป็ดสามารถกลายเป็นปุ๋ย ให้กับพืชได้ ส่วนน้ำเสียมีการบำบัดด้วยการใช้เปลือกส้มโอในการกรองน้ำขณะที่ตัวแทนจากประเทศต่างๆได้ขึ้นนำเสนอโครงงาน อาทิ ตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ได้นำเสนอเรื่องเทคโนโลยีการประหยัดน้ำ ประเทศอินโดนีเชีย นำเสนอเรื่องการเกษตรแห่งอนาคต ประเทศไต้หวัน นำเสนอเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมข้าวเพื่อให้สามารถทนทานต่อน้ำท่วมหรือฝนแล้งประเทศเกาหลีใต้นำเสนอ นวัตกรรมเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้นด้านนางกรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ อพวช.หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ผลงานของนักเรียนไทยค่อนข้างโดดเด่นในเรื่องการทำการเกษตรอินทรีย์หรือปลอดสารพิษพร้อมกับให้มีการเลี้ยงเป็ดได้ในเวลาเดียวกันซึ่งน่าแปลกแต่มีความเป็นไปได้สูง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่านักเรียนไทยจะต้องปรับปรุงคือเรื่องของภาษา เพราะจะช่วยทำให้การนำเสนอมีความมั่นใจมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เด็กไทยคว้าแชมป์โครงการเยาวชนผู้มีอัจฉริยะทางวิทย์ในอาเซียน