นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สมาคมผู้ผลิตสบู่ไทยผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือนและส่วนบุคคล ได้ทำหนังสือถึงกรมการค้าภายใน เพื่อแจ้งเรื่องการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในส่วนของขนาดบรรจุสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระล้างนั้น โดยสมาคมฯ ระบุว่า การที่กรมฯ ขอความร่วมมือให้สมาคมปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันนั้น อาจเสี่ยงต่อการละเมิดพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าพ.ศ.2542และอาจเป็นการเข้าข่ายการผูกขาด หรือการตกลงร่วมกัน เพื่อจำกัดการแข่งขันในตลาดของผู้ประกอบการ ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นการส่งเสริมการแข่งขันที่เสรี และเป็นธรรมในตลาดนอกจากนี้ หากเปลี่ยนแปลงขนาดบรรจุภัณฑ์ อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และเป็นปัญหาด้นการผลิต การตลาด ของผู้ผลิตด้วย เพราะกลุ่มสินค้าดังกล่าว ผลิตเพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่หลากหลาย และเฉพาะเจาะจงกลุ่มลูกค้า ทำให้สินค้ามีคุณภาพ ราคา และช่องทางการจำหน่ายเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน แต่หากจะให้ผลิตเป็นขนาดมาตรฐานเดียวกันจะก่อให้เกิดปัญหาด้านการผลิตการตลาด และต้นทุนของผู้ผลิต“ยืนยันว่าการที่กรมฯ ขอให้เอกชนผลิตสินค้าที่มีขนาดบรรจุเท่ากัน ไม่ได้ขัดต่อกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพราะทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและไม่ได้สั่งให้เหมือนกันทุกรุ่น ทุกขนาด แต่จะเลือกมาเฉพาะขนาดที่เป็นที่นิยมซื้อมากที่สุด เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบราคา กับขนาดบรรจุ ว่าสมเผตุสมผลหรือไม่และไม่ได้กระทบต่อต้นทุนเพราะปัจจุบัน ผู้ผลิตออกขนาดบรรจุใหม่ ๆ มาตลอด จึงไม่น่าเป็นปัญหาต่อผู้ผลิต โดยกรมฯ จะให้เวลาเอกชนปรับตัวอีกไม่ต่ำกว่า6เดือน”ด้านนางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ นายกสมาคมผู้ผลิตสบู่ไทยผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือนและส่วนบุคคล กล่าวว่า จากข้อมูลดัชนีราคาสินค้าทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ปี55ถึงไตรมาสแรกปี57เมื่อเปรียบเทียบดัชนีราคาแชมพูสระผม ต่อขนาดบรรจุภัณฑ์ (บาทต่อมิลลิลิตร) พบว่า ราคาสินค้าต่อขนาดบรรจุลดลงต่อเนื่องถึง1.4% สวนทางกับดัชนีราคาสินค้าทั่วไปซึ่งสูงกว่า 2%เพราะแชมพูมีผู้ประกอบการจำนวนมาก มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย มีการแข่งขันสูง และอ่อนไหวต่อราคาสูง ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ด้วยการจัดโปรโมชั่นลด แลก แถม ตลอดทั้งปีเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อขนาดบรรจุต่ำลงถึงแม้จะปรับลดขนาดส่วนผงซักฟอกนั้น เป็นสินค้าที่มีต้นทุนจากวัตถุดิบสูงถึง40%ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และราคาวัตถุดิบดังกล่าว ผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน แต่ราคาเฉลี่ยต่อขนาดบรรจุในไตรมาสแรกปี57กลับต่ำลง สวนทางกับอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงในช่วงเวลาเดียวกันเพราะตลาดมีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามาก ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัว ด้วยการจัดรายการส่งเสริมการขายเช่นกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค้าภายในยันยังต้องการให้ผลิตขนาดเดียว
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ค้าภายในยันยังต้องการให้ผลิตขนาดเดียว
-

Growth Hacking เทคนิคใหม่ในตลาดออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
ไม่ได้ส่งเสริมให้ไปแฮก (Hack) หรือโจรกรรมข้อมูลใคร แต่นี่เป็นอีกมุมที่ดี ๆ ของการใช้คำว่า “แฮก” อย่างสร้างสรรค์ และนำมาเป็นชื่อกลยุทธ์การทำตลาดออนไลน์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Growth Hacking” (โกรว์ แฮกกิ้ง) ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้อย่างก้าวกระโดด กลยุทธ์นี้คืออะไร ! “นีล พาเทล” ผู้ประกอบการดาวรุ่งที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของนักการตลาดออนไลน์ระดับโลก ซึ่งดีแทค ลงทุนเชิญมาติวเข้มให้กับสตาร์ตอัพที่ผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายในโครงการดีแทค แอคเซอเลเรท อธิบายให้ฟังว่า Growth Hacking เป็นศาสตร์ใหม่ ที่ใช้ในการทำตลาดออนไลน์ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือสตาร์ตอัพ ที่ต้องใช้ทรัพยากรรวมถึงงบประมาณอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันการลงโฆษณาหรือซื้อแอด อาจไม่คุ้มค่ากับการได้มาซึ่งลูกค้าเพียงไม่กี่ราย เทคนิคที่นำมาใช้จึงมีตั้งแต่ การใช้เพื่อนแนะนำเพื่อน อย่างเช่น ดรอปบ๊อกซ์ ที่เติบโตจากการให้พื้นที่ฟรี และจะเพิ่มพื้นที่ให้เป็นพิเศษหากมีการแนะนำเพื่อนมาใช้งาน เทคนิคต่อมาก็คือ การใช้งานร่วมกับ ผู้อ่ืน อย่างเช่น การนำแอพพลิเคชั่นไปฝากไว้กับบริการที่กำลังเป็นที่นิยมและมีฐานลูกค้ามากอยู่แล้ว และให้ประโยชน์กับบริการนั้น ๆ เรียกว่ามีประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย วิธีการนี้ “นีล พาเทล” บอกว่า เจ้าของบริการสุดฮิตจะช่วยโปรโมตให้เราโดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่น้อย ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด และเทคนิคสุดท้ายก็คือการให้ฟรีกับลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อน ซึ่งอาจไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นคอนเทนต์หรือข้อมูลต่าง ๆ ก็ได้ “นีล พาเทล” บอกอีกว่า นี่คือแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่เหมาะกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เพียงแค่ปรับวิธีคิดเล็กน้อย เพราะหากพึ่งการทำโฆษณาอย่างเดียว งบประมาณเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่กลยุทธ์ Growth Hacking ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผลทันที ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ต่างกับการใช้โฆษณาที่วัดผลได้ ทั้งนี้หากใช้ร่วมกับทั้งกลยุทธ์นี้และการโฆษณา คาดว่าจะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ 1-2 เท่าตัวทีเดียว สำหรับสตาร์ตอัพเมืองไทย “นีลพาเทล” บอกว่าเทคนิคที่เหมาะสมก็คือการใช้เพื่อนแนะนำเพื่อน และการให้ฟรีไปก่อน ส่วนการมองว่าเทคนิคเพื่อนแนะนำเพื่อนจะกลายเป็นสแปมหรือไม่นั้น ก็มีเทคนิคที่ทำให้มีความเป็นส่วนตัวและมีประสิทธิภาพในการชวนมากขึ้น ซึ่งที่สำคัญก็คือสิ่งที่แชร์ให้เพื่อนนั้นต้องมีประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ดีจากการพบกับสตาร์ตอัพที่ผ่านเข้ารอบ 5 ทีมสุดท้ายในโครงการดีแทค แอคเซอเลเรท “ นีล พาเทล” บอกว่า ส่วนใหญ่สตาร์ตอัพในเอเชียมักจะสร้างธุรกิจเพราะว่าอยากทำ แต่ที่เมืองไทยแปลกไปกว่านั้น เพราะที่นี่… เหตุผลในการสร้างธุรกิจ เพราะอยากที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกค้าซึ่งเชื่อว่าแนวทางเหล่านี้จะเป็นไปได้ดี และมีโอกาส ปัจจุบันสตาร์ตอัพไทยอาจจะยังขาดแหล่งเงินจากนักลงทุน รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ แต่คาดว่า 5 ปีข้างหน้า จะโตอีกมากและนักลงทุนจะเข้ามาเอง. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : Growth Hacking เทคนิคใหม่ในตลาดออนไลน์ – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ -

ไอทีไทยยังทรุด เออาร์ฯ ฟันธงปีนี้เชื่อดีสุดคือไม่มีติดลบ
เออาร์ไอพี ชี้ตลาดไอทีไทยครึ่งปีแรกติดลบ เพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย คาดหากการเมืองนิ่งกำลังซื้อจะกลับมาในไตรมาส4 แต่ทำได้ดีสุดคือไม่ติดลบแต่ไม่โตจากปีที่ผ่านมา นายปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน ) เปิดเผยถึงตลาดไอทีไทยในช่วงครึ่งปีแรกว่า อยู่ในภาวะติดลบ หรือช็อกตลาด โดย 6 เดือนที่ผ่านมา มูลค่าตลาดไอซีทีหายไปจากตลาดไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมที่เคยมีอยู่ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปีที่ผ่านมามีน้อยมากทำให้ไม่เกิดการกระตุ้นกำลังซื้อ อย่างไรก็ดีหากสถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง คาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาในช่วงไตรมาสที่ 4 และทำให้ตลาดเติบโตได้อย่างมากที่สุดก็คือเท่ากับปีที่ผ่านมา หรือเรียกว่าไม่มีการเติบโต ทั้งนี้มองว่าการที่ตลาดจะกลับมาได้นั้นเป็นเพราะยังมีความต้องการซื้อที่ค้างอยู่ บวกกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการหยุดให้การสนับสนุนระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์เอ็กซ์พี จะทำให้ผู้ใช้เครื่องรุ่นเก่า เริ่มมองหาเครื่องที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการใหม่ ๆ มากขึ้น นายปฐม กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่บทบาทของตลาดคอนซูเมอร์ หรือผู้ใช้ทั่วไปกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากตลาดภาครัฐหายไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวมาเล่นตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น และจะเริ่มเห็นการเติบโตในส่วนของตลาดไอทีจริง ๆ ไม่ใช่การเติบโตจากฝั่งโมบายเหมือนเดิม ซึ่งโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตจะกลับมา เพราะมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ขณะที่ตลาดมือถือเริ่มเติบโตลดลงโดยเฉพาะกลุ่มพรีเมี่ยม และคาดว่า ใน 3-5 ปีจากนี้ไป ตลาดมือถือรวมถึงแท็บเล็ตจะเติบโตมากเฉพาะในส่วนของตลาดระดับกลางถึงล่างหรือที่ระดับราคา 5,000-12,000 บาท.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไอทีไทยยังทรุด เออาร์ฯ ฟันธงปีนี้เชื่อดีสุดคือไม่มีติดลบ