เดือน: มิถุนายน 2014

  • คสช.เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน

    คสช.เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน

    พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อมาหารือร่วมกันเป็นครั้งที่ 2  หลังการหารือในครั้งแรกยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางปฎิรูปพลังงาน โดยจะต้องมีการนัดหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุป โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม  อาทิ กระทรวงพลังงาน และกลุ่มภาคประชาชน และเอกชนรวม 5 กลุม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย สมาพันธ์เพื่อผู้บริโภค เป็นต้น       ต่อมาเมื่อเวลา 16.40 น. พล.อ.อ.ประจิน กล่าวหลังหารือร่วม 8 ชม.ว่า ได้รับฟังแนวคิดจากกลุ่มตัวแทนต่างๆ เช่น กลุ่มจับตาปฎิรูปพลังงานไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงานแห่งใหม่ ปิโตรเคมี กลุ่มเครือข่ายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ได้เสนอโครงสร้างราคาน้ำมัน พลังงานเชื้อเพลิง และกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยี่งยืน ได้เสนอความเป็นไปได้ ในการจัดหาพลังงานเร่งด่วนในการนำพลังงานทดแทนมาใช้ และการปรับโครงสร้างพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถือว่าเป็นประโยชน์และจะนำมาใช้เพื่อพิจารณาดำเนินการต่างๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด       ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องที่ควรดำเนินการเร่งด่วนคือ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน และแอลพีจี ซึ่งจะมีความชัดเจนในสิ้นเดือนมิ.ย . นี้ และระหว่างนี้ราคาดีเซลจะยังคงตรึงไว้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท จนกว่าจะมีข้อสรุปออกมา ส่วนแนวทางระยะต่อมา จะเข้ามาหาดูเรื่องสัมปทาน กฎระเบียบ ให้เกิดประโยชน์กับประเทศสูงสุด และจะมีการเปิดสำรวจพื้นที่พลังงานใหม่ การแยกท่อก๊าซ และการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันด้วย ซึ่งการปฎิรูปพลังงานทั้งระบบ คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-6เดือน            สำหรับการจัดตั้งคณะกรรมการปฎิรูปพลังงาน3ฝ่าย คือฝ่ายภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ได้นำเสนอในที่ประชุม ถือเป็นแนวคิดที่ดี ซึ่งคณะกรรมการ3ฝ่ายดังกล่าว ได้มีอยู่แล้ว แต่จะปรับสัดส่วรคณะกรรมการให้มีความเหมาะสม และ ในวันที่ 23 มิย นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ขึ้น ที่กระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามในประเด็นดังกล่าวต่อไป       น.ส.วรสนา โตสิตระกูล อดีตสว. กทม. แกนนำกลุ่มจับตาปฎิรูปพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมปฏิรูปพลังงานว่า กลุ่มจับตาปฎิรูปพลังงานเสนอให้มีการปฎิรูปพลังงานโดยให้ชะลอการสัมปทานรอบ 21 ออกไปก่อน เพราะจากการศึกษาพบว่าควรมีการแก้ไขกฎหมายระบบสัมปทานปิโตรเลียมให้เป็นระบบใหม่ที่ไม่ใช่ระบบสัมปทาน โดยให้ไปใช้ระบบอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากกว่าแทน เช่น ระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ การรับจ้างผลิต เนื่องจากการให้เอกชนสัมปทานที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เอกชนได้รับประโยชน์มากกว่า แต่จ่ายค่าเช่าในอัตราที่ตายตัว ขณะที่กลับมีการนำพลังงานไปส่งออกต่างประเทศและส่งผลให้ ประชาชนต้องจ่ายค่าพลังงานโดยอ้างอิงราคาตามตลาดโลก ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชน รวมทั้งได้เสนอให้มีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา โดยรัฐถือหุ้น 100% เพื่อบริหารจัดการพลังงานแทนปตท. ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า เนื่องจาก การแก้ปัญหาพลังงาน ต้องแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนในระบบสัมปทานเอกชนจะได้กำไรสูงถึง97 % ของเงินลงทุน             

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน

  • เร่งทำความเข้าใจแท็กซี่จัดระเบียบทสภ.

    เร่งทำความเข้าใจแท็กซี่จัดระเบียบทสภ.

    นางระวีวรรณ  เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการตั้งจุดตรวจความพร้อมในการให้บริการรถแท็กซี่ตามนโยบาย คสช. ซึ่งมีกรมการขนส่งทางบกปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจ สภ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ทหารจากพัน ปอ. 21 รอ. และเจ้าหน้าที่ ทสภ. ซึ่งมีการดำเนินการที่เข้มงวดกวดขันในการตรวจความพร้อมของรถ และผู้ขับขี่ อาทิ การตรวจความถูกต้องใบอนุญาตขับขี่ การตรวจมิเตอร์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน การตรวจวัดแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ และการตรวจสภาพรถ เป็นต้น ทั้งนี้ได้สร้างความไม่เข้าใจให้ผู้ขับขี่บางส่วน และไม่นำรถขึ้นให้บริการตามปกตินั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ร่วมกับพัน ปอ. 21 รอ. สภ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและกรมการขนส่งทางบกเร่งประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่กลุ่มดังกล่าวได้เข้าใจแล้ว และยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการรถแท็กซี่ของสนามบิน. แต่อย่างใด โดยการให้บริการต่างๆยังคงเป็นไปตามปกติ        

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งทำความเข้าใจแท็กซี่จัดระเบียบทสภ.

  • คาดเชื่อมั่นต่างชาติฟื้นไตรมาส3

    คาดเชื่อมั่นต่างชาติฟื้นไตรมาส3

    นายชลิต ลิมปนะเวช นักการตลาดและอุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้หลายประเทศจะคิดว่าการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ความเชื่อมั่นจากชาวต่างชาติลดลง และชะลอรวมถึงยกเลิกการลงทุนในไทย แต่อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอนาคตเมื่อไทยพัฒนากลับสู่สภาพเดิม มุมมองของต่างชาติจะเปลี่ยนไป และกล้าที่กลับมาเข้าทุนตามเดิม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นได้ภายในไตรสาม3 นี้อย่างแน่นอน”ขณะนี้ ต่างชาติอาจจะได้ข้อมูลที่บิดเบือนจากสื่อต่าง ๆ ประกอบกับคิดว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ถูกต้องพอ คสช.เข้ามา จึงไม่สนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงการบริหารประเทศที่โปร่งใส มีธรรมภิบาลของคสช. ซึ่งไม่แตกต่างกับการบริหารในระบอบประชาธิปไตย ความเชื่อมั่นจะคืนมาเอง”ด้านภาพรวมบรรยากาศการจัดกิจกรรมการตลาดในครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นส่งผลให้ทุกธุรกิจเร่งทำกิจกรรมการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขาย ชดเชยส่วนที่หดหายไปในช่วงต้นปีดังนั้นมูลค่าการทำการตลาดปีนี้ จะตกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน เบื้องต้นคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 10%ทั้งนี้ มูลค่าการทำการตลาด สามารถอ้างอิงได้จากมูลค่าของอุตสาหกรรมโฆษณา ซึ่งจากผลสำรวจของสถาบันวิจัย บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) รายงานว่าอุตสาหกรรมโฆษณาปี 56 เติบโตเพียง 1% เป็นมูลค่า115,029 ล้านบาทสำหรับธุรกิจที่จะเร่งทำกิจกรรมอย่างโดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่เป็นผู้นำในแต่ละธุรกิจเนื่องจากปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายจึงต้องพยายามผลักดันยอดขายปีนี้ให้เติบโตชดเชยปีก่อนรวมถึงต้นปีนี้ ซึ่งสื่อที่จะได้รับความนิยมมากที่สุดคือโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ จะได้รับความนิยมน้อยลงจนหายไปในที่สุดนายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอีเว้นท์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้รับผลกระทบจากลูกค้าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตก ที่ยกเลิกงานที่เตรียมจะจัดขึ้นในปีนี้ ซึ่งมีมูลค่า 100 ล้านบาทลง หลังคสช. เข้ามาดูแลประเทศ จากก่อนหน้านี้ ที่มีการชุมนุมทางการเมือง ลูกค้ายังลังเลใจ และชะลอการจัดกิจกรรมออกไป เนื่องจากคาดว่าการชุมนุมจะยุติ และการสถานการณ์จะจบลง”ชาวตะวันตกค่อนข้างถือสากับการทำรัฐประหาร ทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อไทยลดลง ลูกค้าจึงยกเลิกงานใหญ่ ๆ ไปเกือบหมด ซึ่งลูกค้าต่างชาติมีสัดส่วน 10% ของลูกค้าทั้งหมด ขณะที่ลูกค้าชาวเอเชีย หรือกลุ่มที่เคยลงทุนในไทย ยังคงเชื่อมั่นที่จะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป เนื่องจากคุ้นชิน และเข้าใจสถานการณ์ในไทยจึงไม่กระทบเท่าไร”แต่ทั้งนี้ ด้านลูกค้าชาวไทยกลับรู้สึกมั่นใจมากขึ้น และพร้อมจะกลับมาเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปเนื่องจากคสช.เข้ามาแก้ไขและจัดการปัญหาในประเทศ จนเริ่มเป็นระเบียบ โดยขณะนี้ลูกค้าเอกชนซึ่งมีสัดส่วน 70% ของลูกค้าชาวไทยที่เคยลังเลใจและเลื่อนการจัดกิจกรรมการตลาดหรืออีเว้นท์ก็ตัดสินใจเริ่มทำกิจกรรมกันแล้วขณะที่ลูกค้าราชการซึ่งเป็นอีก 30% ของลูกค้าชาวไทย คาดว่าจะไม่สามารถจัดกิจกรรมการตลาดได้เลย เนื่องจากเมื่อคสช.เข้าไปควบคุม แผนการที่ถูกวางไว้โดยทีมงานเดิมก็อาจจะไม่ต่อเนื่อง หรือล้าช้าออกไปโดยคาดว่าจะต้องรอจนกว่ามีการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ และรอนโยบายที่จะออกมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามบริษัทยังยืนยันคงเป้าหมายรายได้ตามแผนเดิมที่2,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเชื่อมั่นต่างชาติฟื้นไตรมาส3