ฮือฮา…กันไม่เลิกทีเดียว!! เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้สั่งการเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเข้าไปสางปัญหาราคาลอตเตอรี่ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนหรือเซียนหวยสามารถซื้อได้ในราคาที่ใบละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้กำหนดราคาไว้ เพื่อคืนความสุขให้กับบรรดาเซียนหวยเพื่อให้หาซื้อลอตเตอรี่ได้ในราคาที่เป็นธรรม… แก้ไม่สำเร็จสักครั้ง ต้องยอมรับว่าปัญหา “หวยแพง” เป็นประเด็นที่มีการหยิบยกมาพูดมาหารือกันตลอดเวลา รวมทั้งมีความพยายามกันมาโดยตลอดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป แต่สุดท้าย…ไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้สำเร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการขายหวยบนดิน การแบ่งสีแบ่งกลุ่มแบ่งเขตการขาย หรือแม้แต่การพิมพ์ลอตเตอรี่ให้มากขึ้นเพื่อให้กลไกตลาดเป็นตัวกำกับราคา แต่ไม่มีหนทางใดที่ทำให้ราคาลอตเตอรี่อยู่ที่ใบละ 40 บาท ได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีเกิดขึ้นบ้างในบางฤดูกาล ในบางเทศกาลโดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ที่อาจมีให้เห็นว่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต้องยอมตัดใจขายลอตเตอรี่ในราคา 3 ใบ 100 บาท แต่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นก็นาน ๆ ครั้งเท่านั้น สารพัดเหตุทำหวยแพง ต้นเหตุของปัญหาหวยแพง…มีมากมายสารพัด แต่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงได้ก็คือ “นักการเมืองและผู้มีอิทธิพล” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการแลกกับการเป็นเจ้าของโควตาลอตเตอรี่ ขุมทรัพย์ใหญ่มหาศาล ที่ใคร ๆ ก็ต้องการจับจอง ขณะเดียวกันยังมีปัญหาในเรื่องของวิธีการกระจายลอตเตอรี่ ที่ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดการผูกขาด และปั่นราคาได้ง่าย เพราะผู้ค้าลอตเตอรี่รายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง มีเพียงผู้ที่ได้รับโควตาที่ได้ผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ ที่สำคัญ ขั้นตอนการกระจาย ลอตเตอรี่ไปถึงผู้บริโภคมีลำดับขั้นตอนที่ซับซ้อนจนเกินไป หากไล่พิจารณาทุก ๆ ขั้นตอน ลอตเตอรี่กว่าจะถึงมือประชาชนที่เป็นผู้บริโภคปลายทาง จะพบว่าเกิดการบวกกำไรจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น จนไม่สามารถควบคุมราคาได้ ด้านผู้แทนจำหน่าย องค์กร สมาคม มูลนิธิ รวมทั้งส่วนราชการ ที่ได้รับการจัดสรรโควตาแต่กลับไม่ได้ขายลอตเตอรี่เอง กลับนำไปขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง เพราะได้ราคาสูงกว่าและลดความเสี่ยงหากขายไม่หมด ทำให้ตัวแทนขายหรือผู้ค้ารายย่อยต้องไปซื้อสลากกับพ่อค้าคนกลางไปจำหน่ายในราคาสูง ฟันกำไรกันเป็นทอด เมื่อพิจารณาราคาลอตเตอรี่ตั้งแต่ต้นทาง จะพบช่วงระยะห่างจากผู้แทนขายลอตเตอรี่ที่ได้รับโควตา ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ระหว่างประชาชนที่เป็นผู้บริโภคมือสุดท้ายต้องรับภาระไปเต็ม ๆ โดยมีค่าเฉลี่ยตกอยู่ที่ใบละ 27.20-35.60 บาท ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เนื่องจากเกิดการเพิ่มพูนทำกำไรในทุกขั้นตอน เพราะการจำหน่ายในแต่ละงวด ผู้แทนขายลอตเตอรี่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะได้รับส่วนลด 7-9% หรือประมาณ 5.60-7.20 บาท จากราคาลอตเตอรี่คู่ละ 80 บาท เหลือเพียง 72.80-74.40 บาทเท่านั้น ก่อนที่จะกระจายไปยังผู้ค้าบนแผงขนาดกลางและขนาดใหญ่ในราคาลอตเตอรี่คู่ละ 85-90 บาท หลังจากนั้น ผู้ค้ารายย่อยที่เป็นแบบเดินขาย เข้ามาเลือกซื้อลอตเตอรี่คู่ละ 93-97 บาท และเมื่อถึงมือประชาชนราคาก็ถีบตัวสูงขึ้นตกอยู่ที่ใบละ 100-110 บาท ส่งผลให้มีการสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ จนมีสัดส่วนสูงต่องวด งวดละ 980-1,281 ล้านบาท และหากคิดเป็นค่าเฉลี่ยทั้งปีที่มีการจำหน่ายกว่า 24 งวด จะเฉลี่ยอยู่ที่ 23,520-30,744 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่มีมูลค่าสูงมากที่วนเวียนอยู่ในระบบของลอตเตอรี่ ตัวเลข..สินค้าพิเศษ ไม่เพียงเท่านี้… ด้วยความที่ว่าลอตเตอรี่ถือเป็นสินค้าพิเศษ แตกต่างจากสินค้าอื่นโดยทั่วไป โดยเป็นสินค้าตัวเลขที่มีความต้องการเพียงไม่กี่ตัวเลขเท่านั้น ดังนั้นจึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำไม? ใครต่อใครต้องการเป็นเจ้าของโควตาเพื่อรวบรวมจำนวนชุด จำนวนฉบับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลิตภัณฑ์ผูกขาด ลอตเตอรี่ถือเป็นการพนันที่ถูกกฎหมายเพียงชนิดเดียวในประเทศไทยที่รัฐบาลอนุญาตให้เล่น ส่งผลให้เป็นผลิตภัณฑ์ผูกขาด โดยควบคุมตามพระราชบัญญัติสํานักงานสลากฯ พ.ศ. 2517 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อลอตเตอรี่เป็นประจําเกือบทุกงวด เพราะต้องการเสี่ยงโชคและรับรางวัลก้อนใหญ่ ส่งผลให้มีราคาเฉลี่ยใบละ 100-110 บาท หากเป็นการซื้อลอตเตอรี่ที่ตรงกับวันสำคัญ หรือวัฒนธรรมประเพณี ในช่วงเทศกาลที่มีตัวเลขดังเข้ามาเกี่ยวข้องจะส่งผลให้ราคาลอตเตอรี่ขยับขึ้นสูงเฉลี่ยอยู่ที่ใบละ 130-140 บาทเลยทีเดียว ซึ่งรายได้จากการจําหน่ายลอตเตอรี่และการจัดสรรรายได้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย แบ่งเป็น เงินรางวัล 60%, รายได้เข้าแผ่นดิน 28% ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและการจําหน่ายลอตเตอรี่ไม่เกินกว่า 12% รื้อโควตายากเกินแก้ แม้ขณะนี้ คสช. ได้ส่งสัญญาณที่ต้องรื้อระบบโควตาลอตเตอรี่ ถือเป็นหนทางเดียวที่สามารถเห็น “แสงสว่างในปลายอุโมงค์” ที่ต้องการปรับลดราคาลอตเตอรี่ให้กลับลงมาสู่ภาวะปกติได้ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะตามหลักการแล้ว แม้ทุกวันนี้ คสช.ยังมีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการปฏิรูปและพร้อมปัดฝุ่นที่ก่อตัวสะสมเป็นเวลานาน แต่หากย้อนมองกลุ่มที่ได้รับการจัดสรรโควตาลอตเตอรี่มาเป็นเวลานานหลายสิบปี ต้องบอกว่าผลประโยชน์ที่ผ่านมาลงตัว เปรียบเสมือน “มรดกตกทอดก้อนโต” หรืออาจจะเป็นสัมปทานที่ไม่มีวันหมดอายุ ถือเป็นเรื่องที่ยากพอควรที่จะจัดการเรื่องนี้ สำหรับภาพรวมของการออกสลาก 72 ล้านฉบับ แต่ละงวดแยกเป็นการออกลอตเตอรี่ ปกติงวดละ 50 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 500,000 เล่ม แบ่งเป็น บุคคลที่ได้รับโควตาเป็นรายย่อยส่วนกลาง 146,000 เล่ม, รายย่อยส่วนภูมิภาค ที่จัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและคลังจังหวัด 190,000 เล่ม, นิติบุคคล 17,200 เล่ม, องค์กร มูลนิธิและสมาคม 135,000 เล่ม และมูลนิธิสำนักงานสลากฯ 10,200 เล่ม ขณะที่สลากการกุศลจะอยู่ที่ 22 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 220,000 เล่ม จัดสรรให้กับนิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด) 117,000 เล่ม และสมาคมคนพิการ องค์กรการกุศลอีก 102,000 เล่ม ความพยายามของ คสช. ในการสร้างความเป็นธรรมสร้างความสุขให้กับบรรดาเซียนหวยทั้งหลายในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเรื่องง่าย…เช่นเดียวกับหลาย ๆ เรื่องที่ คสช.ได้คืนความสุขให้คนไทยไปแล้ว แต่หากย้อนหลังกลับไปดูในเชิงปฏิบัติแล้วกลับกลายเป็นเรื่องยาก…ซึ่งคงต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป!!. วุฒิชัย มั่งคั่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นคสช.สางปัญหาหวยแพง!
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ลุ้นคสช.สางปัญหาหวยแพง!
-

ตั้งคณะทำงานจัดลำดับความสำคัญ
มล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมหารือจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (57-60) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เห็นชอบให้ตั้งคณะนำงานขึ้นหนึ่งชุดเพื่อพิจารณาแผนงานของโครงการต่าง ๆ ตามภารกิจที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยให้จัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการทั่วประเทศ ว่าจะมีโครงการใดจำเป็นเร่งด่วน หรือมีแนวทางการดำเนินงานอย่างไร จากนั้นให้สรุปรายละเอียดภายในเดือนมิ.ย. นี้ก่อนเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบช่วงเดือนก.ค.นี้สำหรับร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว แบ่งเป็น4ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและขยายผลสู่วงกว้าง มี2กลยุทธ์ คือ สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ แบ่งเป็น การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ และจัดโครงการประกวดศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว ต่อมาเป็นการสนับสนุนให้เกิดการขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้ในหลักปรัชญาฯที่ถูกต้องลงสู่ชุมชนในพื้นที่ โดยมีโครงการฝึกอบรมองค์ความรู้ตามหลักปรัชญาฯยุทธศาสตร์การส่งเสริมกระบวนการสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้เกิดการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯไปสู่การปฏิบัติ มี3กลยุทธ์ คือ เสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ แบ่งเป็น จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนแถวสอง และโครงการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ,เสริมสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาชุมชนโดยใช้หลักปรัชญาฯ และสนับสนุนและส่งเสริมภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนตามหลักปรัชญาฯยุทธศาสตร์ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อเผยแพร่หลักปรัชญาฯสู่สาธารชนในมุมกว้าง มี3กลยุทธ์ คือสนับสนุนให้มีการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาฯที่ถูกต้องทุกช่องทาง แบ่งเป็น โครงการจัดทำศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาฯผ่านระบบสารสนเทศ และโครงการจำทำหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับหลักปรัชญาฯทุกระดับชั้น ,ส่งเสริมให้สื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องพัฒนาบทบาทเป็นสื่อกลางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับหลักปรัชญาฯ ที่ถูกต้อง แบ่งเป็น โครงการจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ระดับชาติ โดยให้หลักปรัชญาฯ เป็นวิถีชีวิตของคนไทยควบคู่กับการพัฒนาประเทศ โครงการสัมมนาเสริมสร้างความเข้าใจในหลักปรัชญาฯ สำหรับสื่อมวลชน (สื่อมวลชนสัญจร) โครงการประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องหน่วยงาน บุคคลตัวอย่างที่น้อมนำหลักปรัชญาฯ ไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จรวมทั้งจัดโครงการมหกรรมเศรษฐกิจพอเพียง เช่น จัดนิทรรศการมีชีวิต จัดเสวนาและสัมมนาเกี่ยวกับหลักปรัชญาฯ จัดประกวดและมอบรางวัลชุมชนพอเพียง โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาฯ ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ จัดการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น รายการละครทางโทรทัศน์ โดยทรอดแทรกเนื้อหาหลักของปรัชญาฯ และโครงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น สติกเกอร์ไลน์น้องพอเพียง และเฟสบุ๊ค ส่วนกลยุทธ์สุดท้าย เป็นการส่งเสริมการขยายกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพส่วนยุทธศาสตร์สุดท้าย เป็นการสร้างกลไกการบริหารจัดการขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯ ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มียุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ สร้างกลไกการติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนหลักปรัชญาฯ แบ่งเป็น การแต่งตั้งกรรมการ คณะทำงานกำกับ เพื่อติดตามงานขับเคลื่อน มีมาตรฐานของศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบและชุมชน และนำไปใช้ประโยชน์ได้ สุดท้ายเป้นโครงการตรวจติดตามศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาฯ ต้นแบบนอกจากนี้ในด้านการติดตามผล ต้องติดตามประเมินผลเป็นรายปี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของแต่ละปีงบประมาณ ตั้งแต่ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ,ติดตามประเมินผลช่วงกลางติดตามประเมินผลยุทธศาสตร์ เมื่อผ่าน 2 ปี, ติดตามประเมินผลเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามแผนติดตามประเมินผลและติดตามประเมินผลแผนยุทธ์ศาสตร์ต้องนำเสนอคณะกรรมการ คณะทำงานกำกับติดตามการดำเนินงาน เพื่อรับทราบผล ปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปรับปรุง รวมถึงทบทวนแผนยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งคณะทำงานจัดลำดับความสำคัญ -

เอกชนเสนอตั้งสภาเอสเอ็มอี
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมเอทีเอสเอ็มอี ได้นำคณะกรรมการบริหารสมาคมมาเสนอแนวคิดที่รวบรวมจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศในการสนับสนุนวิสาหกิจเอสเอ็มอี โดยได้เสนอให้จัดตั้งสภาเอสเอ็มอี เพื่อเป็นตัวแทนของเอสเอ็มอีรายย่อยในการประสานนโยบายกับภาครัฐ จากที่ปัจจุบันมีรูปแบบเป็นสมาคมเท่านั้นนอกจากนี้ยังเสนอโครงการเร่งด่วนเอสเอ็มอี ไลฟ์ สตรองค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในทุกด้านที่จำเป็นให้เอสเอ็มอี และปรับปรุงหลักสูตรโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) ของ กสอ. ที่ใช้นานกว่า 30 ปี ให้ทันสมัยกับยุคดิจิตอลไอที และให้เชื่อมโยงธุรกิจสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างสมาชิกเก่าและใหม่ หลังจบโครงการ“เบื้องต้นได้มอบหมายให้ กสอ. ประสานกับ สสว. พิจารณาว่า เรื่องใดที่ดำเนินการได้เลย ก็ขอให้เร่งดำเนินการ และให้ไปประชุมร่วมกับสมาคม วันที่ 26 มิ.ย.นี้ สำหรับมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ตรงกัน ก็จะเร่งดำเนินการ โดยแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพ ส่วนการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี เพื่อเป็นองค์กรเดียวที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเอสเอ็มอีทั่วประเทศนั้น ขอให้เชิญเครือข่ายจากเอสเอ็มอีทุกกลุ่มเข้าร่วมหารือกันด้วย โดยจะเร่งสรุปข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อหารือเชิงนโยบายให้คสช.ต่อไป”นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมเอทีเอสเอ็มอี กล่าวว่า สิ่งที่สมาคมเสนอขอการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านทางกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันต่อ ได้แก่ กองทุนเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรัฐร่วมเอกชน, โครงการเตรียมพร้อมเอสเอ็มอีสู่ตลาดอาเซียน พัฒนาแรงงานภาคบริการและภาษา, โครงการส่งเสริมอี- คอมเมิร์ช สำหรับเอสเอ็มอี, โครงการประเมินศักยภาพเพื่อปรับตัวสู่สากล, โครงการสร้างนวัตกรรมจากงานวิจัย, โครงการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเชื่อมสามจี และการตั้งจุดกระจายสินค้าเอสเอ็มอีภายในประเทศ ลักษณะเป็นเอสเอ็มอีพลาซ่า หรือเอสเอ็มอี เซนเตอร์ รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาส ขายสินค้าได้ตลอดปีนางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดี กสอ. กล่าวว่า กสอ. ยังได้จัดให้โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร และชลบุรี ซึ่งฐานการผลิตของไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากจังหวัดดังกล่าว ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนักนอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังมีโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น ท่าเรือน้ำลึก ทำให้สะดวกและง่ายในการโลจิสติกส์ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนได้เป็นจำนวนมาก มีจำนวนโรงงานรวมกันกว่า 14,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปประเภทอาหารทะเลสด และอาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์”สำหรับโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเดิมให้เข้าใจหลักการจัดการ การวางแผน และรู้จักคิดวิเคราะห์ก่อนการลงทุน รวมทั้งเปิดมุมมองวิสัยทัศน์ และแนวคิดของผู้ประกอบการในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง มุ่งเน้นเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ช่วยเร่งยกระดับผู้ประกอบการ โดยคาดปีนี้จะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้กว่า 1,500 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมโครงการ คพอ.ทุกรายจะได้รับสิทธิเป็นสมาชิกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 8,800 รายทั่วประเทศ นับเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเสนอตั้งสภาเอสเอ็มอี