เดือน: มิถุนายน 2014

  • สัมภาษณ์ start up หน้าใหม่มาแรง (1) – 1001

    สัมภาษณ์ start up หน้าใหม่มาแรง (1) – 1001

    สวัสดีครับ วันนี้จะขอพูดถึงบริษัท start up ร้อนแรงเจ้าหนึ่งของไทยครับ คำว่า start up นั้นหมายถึงบริษัทเกิดใหม่ทางด้านเทคโนโลยี โดยเน้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการขึ้นมา โดยมีวงจรชีวิตคือเริ่มต้นก่อตั้งเป็นบริษัทขนาดเล็กและสามารถสร้างฐานลูกค้าหรือผู้ใช้งานได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับเงินสนับสนุนจนบริษัทใหญ่โตขึ้นมา อย่าง เฟซบุ๊ก เองนั้นก็เริ่มต้นด้วยการเป็น start up และผ่านการระดมทุนหลายรอบกว่าจะกลายมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ดังปัจจุบัน คุณ รวิวร มะหะสิทธิ์ และคุณกิตติพงษ์ ลิ้มผู้บริหารบริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัท start up แห่งหนึ่งของไทยที่มีผลิตภัณฑ์เป็น Apps สำหรับอ่าน ebook ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ MEB พร้อมตลาดหนังสือออนไลน์ www.mebmarket.com สำหรับนักอ่านนักเขียนคนไทย โดย บ. เมพ คอร์ปอเรชั่นนั้นพึ่งจะได้รับการเข้าร่วมลงทุนจากทาง B2S ที่ได้เข้าซื้อหุ้นจำนวน 75% ไปในราคา 52 ล้านบาทเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ ก่อนอื่นเลยช่วยแนะนำตัวเอง, บ. เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ App MEB หน่อยครับ ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ  เพื่อนๆ ที่วิศวฯ ก็มีความคิดอยากจะเปิดบริษัท Start up ของตัวเองขึ้นมา (สมัยนั้นหนังสือพ่อรวยสอนลูกกำลังดัง)  หลังทำงานกันไปได้สักระยะเราจึงออกมาร่วมกันเปิดบริษัทเอเอสเค มีเดีย โดยมีงานหลักคือทำซอฟต์แวร์ ทั้งรับจ้างทำและทำ Retail software ขายเอง  โดยควบไปกับการพิมพ์นิยายวิทยาศาสตร์เป็นงานอดิเรก ระหว่างนั้นเราก็ได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ของวงการหนังสือ  ทำให้ได้รู้เรื่องหลายๆ อย่างรวมถึงความลำเค็ญของคนทำหนังสือ ด้วยความที่เราเป็นบริษัทของวิศวกร  เลยเลือกแก้ปัญหาที่เจอด้วยการสร้างเครื่องมือมาช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น ออกมาเป็นซอฟต์แวร์ช่วยจัดหน้าหนังสือ ASK Square และซอฟต์แวร์ช่วยตรวจคำผิด ASK Proof (ซึ่งอันหลังนี่ตั้งแต่วันที่เปิดตัวจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำมาขายแข่ง)  จนกระทั่งถึงยุคที่ Apple คลอด iPad ออกมา เราก็รู้ว่าถึงเวลาที่จะแก้ปัญหาใหญ่ในวงการนี้อีกอย่าง นั่นก็คือปัญหาการกระจายหนังสือ,  หนังสือหลุดแผงหลังวางแผงไวมาก หรือปัญหาสต็อกล้นโกดัง (ที่เอเอสเคเคยเผชิญ เพราะดันพิมพ์นิยายวิทยาศาสตร์ด้วยความบ้าส่วนตัว) เพราะ e-book จะช่วยตอบโจทย์สำหรับคนทำหนังสือ แม้หนังสือที่ไม่ใช่แนวตลาดก็ขายไปได้ตลอด  หนังสือที่เคยขาดตลาดไปนานแล้วก็สามารถนำกลับมาขายได้ นักอยากเขียนก็มีที่ขายของ และตอบโจทย์นักอ่านที่ซื้อง่ายพกสะดวก ไม่มีปัญหาเรื่องที่เก็บ รวมถึงนักอ่านที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถหาซื้อได้ง่าย  เราจึงสร้างระบบ MEB ขึ้นมา จนสุดท้ายเมื่อ MEB ไปได้ดี เราจึงตัดสินใจเปิดเป็นบริษัทใหม่ที่ดูแลธุรกิจส่วนนี้โดยตรง คือ บจก. เมพ คอร์ปอเรชั่น นี่แหละครับ ตลาด e-book reader มีคู่แข่งเยอะมาก ช่วยเล่าถึงวิสัยทัศน์หน่อยว่าทำไมถึงกระโดดเข้ามาทำ app นี้ และมีแนวทางกับจุดแข็งเป็นอย่างไร อย่างที่บอกว่าเราอยู่วงการหนังสือมานาน เราเริ่มทำน่าจะเวลาใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่เราตั้งใจวางระบบไว้เป็น eco-system ที่ครบวงจรแต่แรก มีทั้งคนอ่าน คนขาย และนักเขียน  จึงวางตลาดช้าไปนิด  (ดังนั้นตอนที่เราเริ่มทำ คู่แข่งยังไม่เยอะ แต่ตอนเราออกแอปก็มีคู่แข่งออกมาพอควรแล้ว) และเป้าหมายที่เราตั้งใจคือ ตลาด e-book ซึ่งต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ ที่เน้น e-magazine   เมื่อ MEB ออกมา เราจึงมีที่ยืนในตลาดชัดเจนและเติบโตมาได้อย่างดีแม้ไม่มี Operator หรือมีผู้เล่นรายใหญ่ในวงการหนุนหลัง โดยมี eco-system ที่ครบวงจรสำหรับทั้งนักอ่าน นักเขียน/สำนักพิมพ์ แอปของเรามีหลากหลาย platform และเน้นการใช้งานได้จริง  จึงทำให้ถูกใจทั้งนักอ่านและนักเขียน  จนมาถึงตอนนี้เรากลายเป็นผู้ให้บริการ e-book อันดับต้นๆ ของเมืองไทย และอยู่เบื้องหลังของร้าน e-book หลายๆ ร้าน สัปดาห์หน้า มาต่อกันที่บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บน e-book นัทที นิภานันท์ (nattee.n@chula.ac.th) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย       

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สัมภาษณ์ start up หน้าใหม่มาแรง (1) – 1001

  • สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป

    สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ที่คาดว่าปี 57 จะสามารถขยายตัวได้เพียง 1.5% ต่อปี จากเดิมที่ 2.7% ต่อปี ถือเป็นการประมาณการที่ต่ำเกินไป และขัดแย้งกับการคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2% เนื่องจากเชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ ธปท.กลับปรัดลดจีดีพีทั้งปีลงอย่างมาก “เชื่อว่าเศรษฐกิจไทย ปี 57 ไม่ทางขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายได้ 2-3% ต่อปี ใกล้เคียงกับที่ สศค.ประมาณการไว้ล่าสุดที่ 2.6% ต่อปี ซึ่งจะประกาศปรับประมาณการจีดีพีไทยอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย.นี้” ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และดัชนีภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดเพิ่มขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทย เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จะเป็นจุดพลิกผันทางเศรษฐกิจจากที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่จากไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ มาเป็นขยายตัวได้ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นรวมทั้ง เครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภค การลงทุน การใช้จ่าย และการส่งออกกลับมาฟื้นตัวได้พร้อมกันอีกครั้ง และการประกาศโรดแมปทางเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป

  • ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2

    ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2

    นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยภายหลังการสัมมานา โอโต้โมทีป ซัมมิท 2014 ว่า สถาบันฯ ต้องการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( บีโอไอ ) พิจารณาดำเนินโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ เฟส 2) ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยคาดว่า ภายใน 2 -3 เดือนนี้ บอร์ดบีโอไอ จะอนุมัติโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัว และเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านยานยนต์ในอาเซียน  ทั้งนี้ได้คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์ในปี 57 จะปรับตัวลดลงประมาณ 5-10% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ในปีนี้ 2.45 ล้านคัน เนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการชะลอการผลิต เพราะกังวลปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง รวมทั้งหมดโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว แต่ช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์จะกลับฟื้นตัวดีขึ้น หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือปี 60 จะต้องผลิตรถยนต์ได้ถึง 3 ล้านคัน  นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการบีโอไอ กล่าวว่า การพิจารณาใช้สิทธิประโยชน์บีโอไอใหม่ จะสามารถใช้ตามกำหนดเดิม 1 ม.ค. 58 ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ เชื่อว่า จะมีการนำสิทธิผลประโยชน์เดิมมาปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งตามหลักการสิทธิประโยชน์ใหม่ของบีโอไอ จะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 และต้องเป็นกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ บอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะทบทวนสิทธิประโยชน์ใหม่ ซึ่งการปรับลดสิทธิประโยชน์บางโครงการ เช่น กิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งพิจารณาไว้แล้วในสมัยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่แต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่จึงเป็นอำนาจของบอร์ดจะพิจารณารายละเอียดก่อนประกาศใช้ สำหรับความคืบหน้าการอนุมัติโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ขณะนี้คณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานได้เร่งพิจารณา คาดว่าจะมีการเสนอเข้าสู่คณะอนุกรรมการฝ่ายนโยบายที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน และจะเสนอเข้าสู่บอร์ดบีโอไอในช่วง 2-3 เดือนนี้เช่นกัน ซึ่งโครงการนี้มีผลทำให้กำลังการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคัน มีมูลค่าลงทุน 1.38 แสนล้านบาท คาดว่า อีโคคาร์ 2 จะเริ่มผลิตเพื่อรองรับการประกาศใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ได้ในปี 59 “ที่ผ่านมานักลงทุนให้ความสนใจกับกำหนดเวลาบังคับใช้สิทธิประโยชน์ใหม่ เพราะต้องมีเวลาเตรียมตัว โดยที่ผ่านมานักลงทุนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ลดลงในบางโครงการ ทำให้บีโอไอต้องชี้แจงว่าควรพิจารณาร่วมกับภาษีนิติบุคคลที่ปรับลดลง เหลือ 20% จากเดิม 30% เพราะเป็นภาษีที่เกิดประโยชน์ตลอดการลงทุนในประเทศไทย และหากเทียบในภูมิภาคอาเซียน ภาษีของไทยน้อยกว่าสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งสิงคโปร์อยู่ที่ 17% มีเพียงกัมพูชาที่เท่ากับไทยเท่านั้น ส่วนที่เหลือมากกว่าไทยทั้งหมด”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2