นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งใหม่รอบที่ 21 ให้ที่ประชุมคณะกรรมการปิโตเลียม ซึ่งจะประชุมในเดือนก.ค.นี้ พิจารณา โดยการเปิดครั้งนี้ แบ่งเป็น 29 แปลงสัมปทาน ส่วนใหญ่ 17 แปลงอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีก 6 แปลงอยู่ในอ่าวไทย และอีก 6 แปลงอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งพื้นที่ที่มีการเปิดสัมปทานในรอบนี้ส่วนใหญ่เป็นแปลงสัมปทานที่เปิดให้บริษัทเอกชนสำรวจไปแล้ว แต่ยังไม่พบปิโตรเลียม ดังนั้นอาจต้องมีการลดเงื่อนไขบางอย่างในการสำรวจและขุดเจาะลง “หากคณะกรรมการปิโตรเลียมให้ความเห็นชอบก็จะนำเสนอให้กับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาเพื่อให้มีการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่อย่างเป็นทางการต่อไป” ส่วนข้อถกเถียงในเรื่องหลักการจ่ายผลประโยชน์ให้กับรัฐระหว่างการเก็บค่าภาคหลวงกับระบบการเจรจาแบ่งปันการผลิตนั้น เห็นว่า ข้อเสนอเรื่องการแบ่งปันผลผลิตอาจไม่เหมาะสมกับการเปิดสัมปทานในรอบนี้ เนื่องจากการสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ผ่านมา ตั้งแต่ครั้งที่ 18 – 20 พบปิโตรเลียมเพียง 4% เท่านั้น แตกต่างจากแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ที่มีการสำรวจพบในอดีตเช่น พื้นที่ ทับซ้อนไทย – มาเลเซีย โดยหากในอนาคตมีการสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทย – กัมพูชา ก็อาจพิจารณาแนวทางการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์อีกครั้ง นายทรงภพ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่มีการเผยแพร่ออกไปตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ว่า ประเทศไทยมีการขุดพบแหล่งปิโตรเลียมจำนวนมากขอยืนยันว่าเราสามารถผลิตน้ำมันเพื่อใช้ในประเทศได้เพียงประมาณ 25% ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้เพียง 1.4 แสนบาร์เรลต่อวัน ขณะที่มีความต้องการใช้น้ำมันประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรลทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันประมาณ 8.5 แสนบาร์เรลต่อวัน และไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศที่มีความร่ำรวยเรื่องปิโตรเลียมอย่างที่มีความเข้าใจกัน เพราะนอกจากปริมาณน้ำมันที่เราต้องนำเข้าแล้วยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเพื่อบ้านด้วย ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า บริษัทอีโค่ โอเรียน รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ที่ได้แอบดำเนินการมาแล้ว 5 ปี และมีการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าภาคหลวง โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว ไม่เป็นความจริง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงบอร์ดปิโตรเลียมเปิดสัมปทานขุดน้ำมัน
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ชงบอร์ดปิโตรเลียมเปิดสัมปทานขุดน้ำมัน
-

ล้อมคอกทัวร์คุณภาพต่ำ
พล.รต. นพดล เรืองสมัยรองหัวหน้าสำนักงานฝ่ายสังคมและจิตวิทยา ประสานงานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่าคสช.ได้สั่งการให้กรมการท่องเที่ยวในฐานะผู้ให้ใบอนุญาตให้กับบริษัทนำเที่ยวและหน่วยงานที่จัดงานหรือจัดอีเวนท์ขายทัวร์เพื่อออกบูธขายทัวร์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหากเกิดการขายทัวร์คุณภาพต่ำหรือ ขายทัวร์แล้วทิ้งนักท่องเที่ยวไม่รับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากบริษัททัวร์ทำผิดแล้วปิดบริษัทหนีไปตั้งบริษัทใหม่เพื่อกลับมาหลอกลวงนักท่องเที่ยวซ้ำ “กรมการท่องเที่ยวถือเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อการฉ้อโกงหรือ การขายทัวร์คุณภาพต่ำจนกระทั่งก่อความเสียหายต่อนักท่องเที่ยว จะอ้างว่าบริษัททัวร์ทำถูกต้องตามกฎระเบียบของกรมการท่องเที่ยวแล้วนั้นถือว่าไม่ถูกเพราะกรมนอกจากให้ใบอนุญาตจำเป็นต้องเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องคัดกรองผู้ประกอบการคุณสมบัติผู้ประกอบการผู้ถือหุ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการขายทัวร์ราคาถูกแล้วทิ้งนักท่องเที่ยวอีกจะให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องเอากับบริษัททัวร์นั้นๆมันคงไม่ถูกต้องดังนั้นกรมการท่องเที่ยวต้องเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องรับผิดชอบ” ด้านพล.ตต.อภิชัยธิอามาตย์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่าตำรวจท่องเที่ยวได้รับร้องเรียนว่าขณะนี้มีบริษัททัวร์ที่ตระเวนออกบูธและขายแพ็คเก็จทัวร์ตามงานกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งมีชื่อของผู้ก่อตั้งบริษัท และสถานที่ทำการอยู่ที่ บริษัทกระบี่ภูพระนางรีสอร์ทเกรงว่าจะสร้างความเสียหายเกิดขึ้นซ้ำรอบของกระบี่ภูพระนางรีสอร์ทเมื่อปลายปีก่อนที่ขายแพ็คเก็จทัวร์แล้วนักท่องเที่ยวไม่สามารถไปพักและเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์นั้นได้ดังนั้นหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตให้กับบริษัททัวร์ คือกรมการท่องเที่ยวคงต้องรับผิดชอบเพราะขั้นตอนการขออนุญาตคงถูกต้องแต่วงเงินที่จะคุ้มครองความเสียหายคงไม่เพียงพอกรมการท่องเที่ยวอาจจำเป็นต้องเพิ่มวงเงินขอใบอนุญาตให้สามารถเป็นหลักประกันเพื่อจ่ายชดเชยให้กับนักท่องเที่ยวหากบริษัททิ้งนักท่องเที่ยว นายสุวัตร สิทธิหล่อปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงได้ทำการติดตามปัญหานี้มาโดยตลอดแต่สิ่งสำคัญก็คือผู้บริโภคที่อยากจะซื้อทัวร์จะต้องตรวจสอบเบื้องหลังการจดทะเบียนต่างๆให้แน่ชัดว่ามีการสวมรอย หรือเพียงแค่เปลี่ยนชื่อบริษัทหรือไม่เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะเสียผลประโยชน์ก็คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวเองซึ่งหากจะตรวจสอบ ผู้บริโภคสามารถโทรไปสอบถามที่ คอลเซ็นเตอร์ของกรมการท่องเที่ยวที่เบอร์ 02-4011111 ได้โดยตรงเพราะกรมจะเป็นผู้เก็บข้อมูลของบริษัทนำเที่ยวที่ผิดกฎหมาย หรือเคยหลอกลวงนักท่องเที่ยวมาก่อน ส่วนในอนาคตหากมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกและคสช.มีแนวทางอยากให้กรมการท่องเที่ยวเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายกับผู้บริโภคนั้นสามารถทำได้ แต่จะต้องดูเป็นรายกรณีไป ซึ่งหากยกตัวอย่างในกรณีของ ภูพระนางรีสอร์ทที่มีรายชื่อทำทัวร์หลอกลวงอยู่แล้ว กรมการท่องเที่ยวสามารถรับผิดชอบได้ทันทีแต่หากบางบริษัททัวร์รายอื่นๆที่ยังไม่มีรายชื่อว่าเคยทำผิดกฎหมายมาก่อนก็จะต้องเช็คความเป็นมาให้ดี มิฉะนั้นอาจเป็นมิจาชีพหวังผลเข้ามาได้ ว่าที่ร้อยตรีอานุภาพเกสรสุวรรณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาจะเรียกผู้จัดงานเทศกาลท่องเที่ยวต่างๆ มาหารือร่วมกัน เบื้องต้นเพื่อให้ส่งรายชื่อบริษัททัวร์ที่จะออกบูธในงาน ให้กรมตรวจสอบก่อนเพื่อจะได้รับทราบว่าบริษัทนั้นๆ มีความน่าเชื่อถือ หรือมีปัญหาอะไรที่น่าสงสัยจนไม่น่านำบริษัทนั้นๆ เข้าร่วมงาน ถือเป็นการคัดกรองช่วยแก้ปัญหาซ้ำซากได้ขณะเดียวกันกรมและผู้จัดงานต้องร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนศึกษารายละเอียดข้อมูลของบริษัทที่ต้องการจะซื้อแพคเก็จทัวร์ด้วยเพื่อป้องกันเกิดปัญหาถูกหลอกต่างๆ ตามมา อย่างไรก็ตาม กรมฯ อาจขอความเห็นจากบริษัททัวร์เพิ่มวงเงินประกันสำหรับบริษัทที่ต้องการจดทะเบียนเปิดกิจการช่วยป้องกันกลุ่มหวังผลประโยชน์ที่ลงทุนจดทะเบียนด้วยวงเงินต่ำแต่นำใบจดทะเบียนไปใช้หลอกลวงนักท่องเที่ยว สร้างรายได้เข้ากระเป๋าหลายเท่าตัว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ล้อมคอกทัวร์คุณภาพต่ำ -

เคทีซีจับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์
นางพิทยา วรปัญญาสกุลรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนงานในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯจะเน้นเจาะระดับบนหรือไฮเอนด์มากขึ้นซึ่งมีรายได้ 80,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากปัจจุบันฐานลูกค้าบัตรรวม1.63 ล้านบัตร สัดส่วน 80% จะเป็นลูกค้าทั่วไปที่มีรายได้15,000-40,000บาท ที่เหลือสัดส่วน 20% เป็นลูกค้าระดับกลางและระดับบน โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีลูกค้าไฮเอนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50,000 บัตรจากเป้าลูกค้าใหม่ที่ตั้งไว้ประมาณ 400,000 บัตร คาดว่าในเดือนส.ค.นี้จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ลูกค้าไฮเอนด์ นอกจากนี้จะใช้สาขาของธนาคารกรุงไทยที่มีอยู่800 แห่งในต่างจังหวัด จากสาขาทั้งหมด 1,200 แห่งทำตลาดในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเห็นได้จากตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรในต่างจังหวัดเริ่มขยายตัวมากขึ้นในกลุ่มช้อปปิ้งและร้านอาหารพร้อมทั้งรุกตลาดออนไลน์ สำหรับยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วง5 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่าประมาณ51,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเดือนพ.ค.ยอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7% แม้ว่าในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองทำให้ยอดการใช้จ่ายลดลงแต่เชื่อว่าการเมืองที่มีเสถียรภาพจะทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นและส่งผลให้ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนการใช้จ่ายบัตรเครดิตของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่6,500 บาท หรือสูงขึ้น 3% ด้านแผนการทำตลาดของบริษัทฯจะเน้นทุกหมวดที่ลูกค้านิยม เช่น เติมน้ำมันร้านอาหารและท่องเที่ยว ทั้งนี้ตั้งเป้าไว้ว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตปีนี้มีมูลค่า138,000 ล้านบาทหรือเติบโต 15%ส่วนความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้ยังทรงตัวระดับ2.6% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.2% นอกจากนี้บริษัทฯได้เก็บค่าธรรมเนียมกับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตใบที่ 3วงเงิน500บาทต่อปี เพราะต้องการให้ลูกค้านำบัตรมาใช้จ่ายจริง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เคทีซีจับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์