เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ดึงเอกชนเจาะรายตลาดฟื้นส่งออก

    ดึงเอกชนเจาะรายตลาดฟื้นส่งออก

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานบุกเบิกตลาดต่างประเทศ 5 ตลาด ได้แก่ อาเซียน, จีน, ลาตินอเมริกา, แอฟริกา, ตะวันออกกลางและตลาดประชาคมรัฐเอกราช โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนด้านการตลาดในตลาดเป้าหมายข้างต้นมาร่วมกันวางแผน ทำยุทธศาสตร์ และแนวทางการผลักดันการส่งออก เพื่อให้กระตุ้นการส่งออกได้อย่างรวดเร็ว ทันการณ์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)“แต่ละตลาดมีความต้องการสินค้าแตกต่างกัน การเข้าสู่ตลาดก็แตกต่างกัน กรมฯ จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำแผนการเจาะตลาดเป็นรายประเทศ และได้เน้นตลาดเป้าหมายหลัก 5 ตลาด ที่มองว่ามีศักยภาพในการเติบโตและช่วยเพิ่มยอดการส่งออกของไทยในปีนี้ได้ โดยคณะทำงานจะร่วมกันดูว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ควรจะเพิ่มกิจกรรมเร่งด่วนอะไร เพื่อทำยอดส่งออกแต่ละตลาดให้เพิ่มขึ้น”ทั้งนี้ตลาดอาเซียน ได้สรุปที่จะเพิ่มโครงการเร่งด่วน 4 โครงการ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายและขยายช่องทางการตลาดสินค้าอาหารพร้อมรับประทานกับร้านสะดวกซื้อในอินโดนีเซีย การร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยบุกตลาดเวียดนาม การสำรวจจุดผ่อนปรนด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเพิ่มการค้าชายแดน และการนำธุรกิจไทยที่ได้รับการพัฒนาบุกตลาดพม่า ตลาดจีน จะเพิ่มกิจกรรมบุกตลาด โดยจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนมณฑลไห่หนานและมณฑลกวางตุ้ง นครเซี่ยงไฮ้และมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวย และเขตปกครองตกเองหนิงเซี่ย เพื่อขยายการส่งออกสินค้าไทยและจับคู่ทางธุรกิจสำหรับตลาดลาตินอเมริกา ได้ไปเยือนบราซิล เปรู ชิลีแล้ว มี 24 บริษัทเข้าร่วม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง อาหาร พลาสติก เครื่องจักร ซึ่งสามารถขายได้ทันที 4.94 แสนเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะมีการสั่งซื้อภายใน 1 ปีไม่ต่ำกว่า 71 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะไปเยือนเม็กซิโก ปานามา และคอสตาริกา สินค้าเป้าหมาย คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุก่อสร้างตลาดแอฟริกา มีแผนจะจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนหลายประเทศ ได้แก่ เคนยา ไนจีเรีย กานา เซเนกัล โมร็อกโก โมซัมบิค โดยจะเน้นกลุ่มสินค้าเป้าหมาย เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร ยานยนต์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ และอาหารแปรรูปตลาดตะวันออกกลางและตลาดประชาคมรัฐเอกราช จะจัดคณะผู้แทนการค้าเยือน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) กาตาร์ (โดฮา) และจอร์แดน (อัมมาน) สินค้าเป้าหมาย คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร และของใช้และของตกแต่งบ้าน ส่วนตลาดประชาคมรัฐเอกราช เยือนคาซัคสถาน (เมืองอัลมาตี แอสตานา) สินค้าเป้าหมาย คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร และของใช้และของตกแต่งบ้าน กลุ่มสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนักกีฬาขณะที่กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราชเกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาประเทศเกิดใหม่ภาย หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ยกเว้นประเทศ กลุ่มทะเลบอลติก 3 ประเทศ ได้แก่ ลิธัวเนีย แลตเวีย และเอสโตเนีย  โดยสมาชิกประกอบด้วย รัสเซีย ยูเครน เบลารุส มอลโดวา คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน และจอร์เจีย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงเอกชนเจาะรายตลาดฟื้นส่งออก

  • กกร.นัดถกเศรษฐกิจครึ่งปีหลังพรุ่งนี้

    กกร.นัดถกเศรษฐกิจครึ่งปีหลังพรุ่งนี้

    นายวัลลภ  วิตนากร  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 ก.ค. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน คือ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  และสมาคมธนาคารไทย โดยที่ประชุมจะหารือวาระกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)  ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน  ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 16 ก.ค. นี้ รวมทั้งหารือแนวโน้มเศรษฐกิจ  สถานการณ์การส่งออก   การลงทุนในครึ่งปีหลังปี 57 นอกจากนี้จะหารือถึงสถานการณ์กรณีประเทศสหรัฐ ฯ ลดระดับความน่าเชื่อถือการตอบสนองในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของประเทศไทย ในระดับเทียร์ 3 ว่า มีผลกระทบต่อภาคการค้าหรือไม่อย่างไร  แต่ละหน่วยงานมีการเสนอข้อคิดเห็น หรือแนวทางการแก้ไขปัญหา ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง และเชื่อว่า นายสุพันธุ์  มงคลสุธี ประธานส.อ.ท.จะมีการหารือถึงแนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้ยกให้การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เป็นวาระแห่งชาติ  นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า  กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเชิญนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้แทนประธานกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ร่วมประชุมหารือกับกระทรวงฯ ทุกเดือน เพื่อสนองนโยบาย คสช. ให้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อน และกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุต ฯ ขยายตัวอย่างยั่งยืน  ซึ่งจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ โดยครั้งแรก จะจัดที่กระทรวงอุตฯ ในวันที่ 15 ก.ค. เวลา 16.30 – 18.30 น.  สำหรับการประชุมครั้งนี้ จะทำความเข้าใจการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ของกระทรวงอุตฯ เช่น การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) รูปแบบใหม่ ที่ลดขั้นตอนจาก 90 วัน เหลือ 30 วัน รวมถึงการออกใบอนุญาตประทานบัตร อาชญาบัตร และการออกใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)  ลดเวลาลงเหลือ 26 วันจากเดิม 43 วัน และการเปิดศูนย์อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ เพื่อให้บริการในการติดตามเรื่องใบอนุญาตต่างๆ ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ  ขณะเดียวกันจะหารือสนับสนุนนโยบายคสช. ที่เน้นให้โรงงานประกอบกิจการ คำนึงถึงความรับผิดชอบแก้ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม ขยะอุตสาหกรรม  และการอยู่ร่วมกับชุมชน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน จากปัจจุบันไทยมีโรงงาน 130,000 โรง เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่ต้องกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย จำนวน 75,000 โรง โดยผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้อง กระทรวงอุตฯ จะยกย่อง และมอบเครื่องหมายกรีน อินดัสตี รวมทั้งพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในรูปแบบของฟาส แทรค  ในการอนุญาต และมีโครงการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ ด้วย ส่วนรายที่ทำไม่ถูกต้องจะขอความร่วมมือจาก ส.อ.ท. ในการชักชวนหรือตักเตือน หรือมีมาตรการกำกับดูแลเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย เพราะอาจเป็นผู้สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่งเสริมภาคเอสเอ็มอี  ซึ่งได้ยกเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการ วิธีการและงบประมาณสนับสนุน  และร่วมกันรณรงค์ต่อต้านคอรัปชันในทุกรูปแบบ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.นัดถกเศรษฐกิจครึ่งปีหลังพรุ่งนี้

  • ไทยเดินหน้าเจรจาเอฟทีร่วมกับเออาเซียน

    ไทยเดินหน้าเจรจาเอฟทีร่วมกับเออาเซียน

    นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้เห็นชอบให้ไทยลงนามในร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์(เอเอเอ็นแซดเอฟทีเอ) ที่ได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญในด้านการค้าสินค้าให้มีความทันสมัยและอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจเพิ่มมากขึ้นก่อนที่จะประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในเดือนส.ค.57ที่ประเทศพม่าทั้งนี้อาเซียนได้ทำข้อตกลงเอฟทีเอกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาตั้งแต่ปี 53และได้เห็นชอบร่วมกันว่าจะต้องมีการปรับปรุงการเปิดเสรีในด้านการค้าเพื่อให้มีการอำนวยความสะดวกต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการให้ได้มากยิ่งขึ้นโดยได้มีการปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงพิกัดอัตราศุลกากรครั้งล่าสุดซึ่งบัญชีกฎถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับใหม่นี้จะแสดงพิกัดอัตราศุลกากรทุกรายการส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหารายละเอียดของสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้นขณะเดียวกันได้แก้ไขระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อขอรับอัตราภาษีพิเศษด้วยโดยข้อมูลที่ผู้ประกอบการต้องแสดงเพื่อขอรับอัตราภาษีพิเศษมีน้อยลงและผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องแจ้งราคาสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางหากสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผลิตโดยการสะสมมูลค่าถิ่นกำเนิดซึ่งจะช่วยในการรักษาความลับทางธุรกิจของผู้ประกอบการและเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าในปัจจุบันสำหรับความตกลงเอเอเอ็นแซดเอฟทีเอมีผลบังคับใช้มากว่า4 ปี โดยมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับประเทศ”ภาคีความตกลงได้ขยายตัวจาก 70,444ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 52 เป็นมูลค่า 117,065 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 56 หรือจากขึ้น 66.18%และในปี 56 ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามูลค่า 20,223ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 22.81%“มีผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกตามความตกลงนี้ในปี 56 มีมูลค่า 384.88 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 65.92%ขณะที่มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการนำเข้าตามความตกลงนี้ในปี56 มีมูลค่า 71.16 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.30%”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยเดินหน้าเจรจาเอฟทีร่วมกับเออาเซียน