เดือน: กรกฎาคม 2014

  • คลังยันไม่เข้าตรวจภาษีรถตู้-วินมอไซค์

    คลังยันไม่เข้าตรวจภาษีรถตู้-วินมอไซค์

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เปิดให้ผู้บริการมาลงทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหา ลดความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้บริการนั้น ในส่วนของกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร คงไม่เข้าไปตรวจสอบรายชื่อ หรือกำหนดนโยบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับมาตรการทางภาษี เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพสาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และมีรายได้ที่ไม่แน่นอนทั้งนี้ ตามหลักของกรมสรรพากร ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะเก็บภาษีจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้นตามเงื่อนไข หากการประกอบอาชีพดังกล่าวแล้วเข้าข่ายการเสียภาษี ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้อง แต่หากไม่ถึงเกณฑ์ โดยเฉพาะเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว“นโยบายที่ คสช.ดำเนินการจัดระเบียบรถตู้สาธารณะและรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพราะต้องการปัญหาลดความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร คงไม่เข้าไปซ้ำเติมหรือตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมอีก เนื่องจากอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่มีรายได้ที่ไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงมาก”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังยันไม่เข้าตรวจภาษีรถตู้-วินมอไซค์

  • เคทีซีรีแบรนด์สินเชื่อบุคคลใหม่

    เคทีซีรีแบรนด์สินเชื่อบุคคลใหม่

    นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เปิดเผยว่า เคทีซี ได้รีแบรนด์ผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลใหม่ ภายใต้ชื่อ เคทีซี พราว แทนเคทีซี แคช รีโวล์ฟ ด้วยการเพิ่มบริการ ให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระสินค้าได้นานถึง 36 เดือนกับร้านค้าพันธมิตร จากเดิมที่เป็นเพียงบัตรกดเงินสดอย่างเดียว โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และค่าธรรมเนียม 0.75% ต่อเดือนพร้อมกันนี้ได้ทุ่มงบประมาณ 70-80 ล้านบาท ในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และผลิตภาพยนตร์โฆษณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลของเคทีซี ซึ่งถือเป็นชิ้นแรกในรอบ 7 ปี ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในปีนี้เป็น 130,000-150,000 ราย จากปัจจุบันที่มีลูกค้า 650,000 ราย และสินเชื่อบุคคลปีนี้เติบโตขึ้นอีก 15% ส่วนสินเชื่อคงค้างสิ้นปี คาดว่าอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท จากปี 56 ที่ 15,000 ล้านบาท“การที่เคทีซีกลับมารุกตลาดสินเชื่อบุคคลในช่วงที่หนี้ภาคครัว เรือนยังสูงนั้น เพราะมั่นใจในขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อที่รัดกุม ประกอบกับมีระบบการติดตามหนี้ที่ดี พนักงานยังทำงานล่วงเวลา (โอที) มีการประชุมทีมงานทุกสัปดาห์ แม้ว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีปัญหาการเมือง แต่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สินเชื่อบุคคลของเคทีซีมีเพียง 1.1 % ของสินเชื่อรวม ซึ่งถือว่าต่ำกว่าในระบบที่ 3% และมีนโยบายที่จะควบคุมไม่ให้เกิน 1% ในปีนี้"ทั้งนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เคทีซีได้ปรับปรุงระบบการทำงานใหม่ ทำให้สามารถลดต้นทุนต่าง ๆ ลงได้ ทำให้กำไรในปี 56 ที่ผ่านมาสูงถึง 1,300 ล้านบาท และปีนี้เคทีซียังมั่นใจว่าจะยังสามารถทำไรได้สูงกว่าปีก่อนน.ส.สุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสินเชื่อบุคคล เคทีซี กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายสินเชื่อบุคคล เป็นพนักงานประจำ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ อายุ 20 ปี รายได้ขั้นต่ำเดือนละ 10,000 บาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดใช้จ่ายการบริการแบ่งชำระ 100-150 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เคทีซีรีแบรนด์สินเชื่อบุคคลใหม่

  • สั่งทำแผนพัฒนาด่านชายแดนทั่วประเทศ

    สั่งทำแผนพัฒนาด่านชายแดนทั่วประเทศ

    พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ได้ย้ำมากให้เร่งแก้ปัญหาเรื่องของการพัฒนาด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกในการทำการค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จ.สงขลา ที่พบว่ามีการจราจรแออัดมาก ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปเร่งดำเนินการ โดยกำหนดแผนและมาตรการให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากเป็นไปได้ต้องการให้ปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในปี 58 เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า หัวหน้าคสช.ย้ำว่าในการพัฒนาด่านการค้าชายแดน จำเป็นต้องรองรับทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ, สังคม-วัฒนธรรม และความมั่นคง-การเมือง ตามความร่วมมือของอาเซียน ซึ่งต้องดำเนินการให้รอบคอบ และมอบหมายให้ สศช. จัดทำแผนพัฒนาด่านการค้าชายแดนร่วมกับพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าคสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ ให้ชัดเจน ทั้งแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวปัจจุบันด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ มีทั้งหมด 94 ด่าน ใน 31 จังหวัด แต่ด่านที่มีศักยภาพและมีมูลค่าการค้ามากที่สุดมี 5 ด่านคือ ด่านสะเดา,ด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา,ด่านแม่สอด จ.ตาก,ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว และด่านผ่านแดนหาดเล็ก คลองใหญ่ จ.ตราด รวมไปถึงการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 เขตที่มีความเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น“ด่านสะเดา จ.สงขลา ในเวลานี้ถือว่ามีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุด ขณะที่ด่านปาดังฯ นั้น เป็นด่านที่เตรียมพร้อมรองรับการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ กับประเทศมาเลเซียไปยังประเทศอาเซียน ส่วนด่านแม่สอด จ.ตาก เป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าเป็นอับดับ 2 กับประเทศเมียนมาร์ หากไม่นับด่านสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่มีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น"โดยหลักการในการพัฒนาด่านนั้น จะเน้นในเรื่องของการปรับปรุงการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน เพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การสร้างการเติบโตร่วมกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะนี้การส่งออกไปยังอาเซียนนั้นมีมูลค่าถึง 25% ที่สำคัญยังต้องพัฒนาระบบการตรวจปล่อยสินค้า และคนบริเวณด่านการค้าชายแดนให้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งทำแผนพัฒนาด่านชายแดนทั่วประเทศ