รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เปิดให้ผู้บริการมาลงทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหา ลดความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้บริการนั้น ในส่วนของกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร คงไม่เข้าไปตรวจสอบรายชื่อ หรือกำหนดนโยบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับมาตรการทางภาษี เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพสาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และมีรายได้ที่ไม่แน่นอนทั้งนี้ ตามหลักของกรมสรรพากร ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะเก็บภาษีจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้นตามเงื่อนไข หากการประกอบอาชีพดังกล่าวแล้วเข้าข่ายการเสียภาษี ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้อง แต่หากไม่ถึงเกณฑ์ โดยเฉพาะเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว“นโยบายที่ คสช.ดำเนินการจัดระเบียบรถตู้สาธารณะและรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพราะต้องการปัญหาลดความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร คงไม่เข้าไปซ้ำเติมหรือตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมอีก เนื่องจากอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่มีรายได้ที่ไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงมาก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังยันไม่เข้าตรวจภาษีรถตู้-วินมอไซค์
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

คลังยันไม่เข้าตรวจภาษีรถตู้-วินมอไซค์
-

เคทีซีรีแบรนด์สินเชื่อบุคคลใหม่
นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เปิดเผยว่า เคทีซี ได้รีแบรนด์ผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลใหม่ ภายใต้ชื่อ เคทีซี พราว แทนเคทีซี แคช รีโวล์ฟ ด้วยการเพิ่มบริการ ให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระสินค้าได้นานถึง 36 เดือนกับร้านค้าพันธมิตร จากเดิมที่เป็นเพียงบัตรกดเงินสดอย่างเดียว โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และค่าธรรมเนียม 0.75% ต่อเดือนพร้อมกันนี้ได้ทุ่มงบประมาณ 70-80 ล้านบาท ในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และผลิตภาพยนตร์โฆษณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคลของเคทีซี ซึ่งถือเป็นชิ้นแรกในรอบ 7 ปี ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในปีนี้เป็น 130,000-150,000 ราย จากปัจจุบันที่มีลูกค้า 650,000 ราย และสินเชื่อบุคคลปีนี้เติบโตขึ้นอีก 15% ส่วนสินเชื่อคงค้างสิ้นปี คาดว่าอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท จากปี 56 ที่ 15,000 ล้านบาท“การที่เคทีซีกลับมารุกตลาดสินเชื่อบุคคลในช่วงที่หนี้ภาคครัว เรือนยังสูงนั้น เพราะมั่นใจในขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อที่รัดกุม ประกอบกับมีระบบการติดตามหนี้ที่ดี พนักงานยังทำงานล่วงเวลา (โอที) มีการประชุมทีมงานทุกสัปดาห์ แม้ว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีปัญหาการเมือง แต่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สินเชื่อบุคคลของเคทีซีมีเพียง 1.1 % ของสินเชื่อรวม ซึ่งถือว่าต่ำกว่าในระบบที่ 3% และมีนโยบายที่จะควบคุมไม่ให้เกิน 1% ในปีนี้"ทั้งนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เคทีซีได้ปรับปรุงระบบการทำงานใหม่ ทำให้สามารถลดต้นทุนต่าง ๆ ลงได้ ทำให้กำไรในปี 56 ที่ผ่านมาสูงถึง 1,300 ล้านบาท และปีนี้เคทีซียังมั่นใจว่าจะยังสามารถทำไรได้สูงกว่าปีก่อนน.ส.สุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสินเชื่อบุคคล เคทีซี กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายสินเชื่อบุคคล เป็นพนักงานประจำ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ อายุ 20 ปี รายได้ขั้นต่ำเดือนละ 10,000 บาท คาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดใช้จ่ายการบริการแบ่งชำระ 100-150 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เคทีซีรีแบรนด์สินเชื่อบุคคลใหม่ -

สั่งทำแผนพัฒนาด่านชายแดนทั่วประเทศ
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ได้ย้ำมากให้เร่งแก้ปัญหาเรื่องของการพัฒนาด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกในการทำการค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จ.สงขลา ที่พบว่ามีการจราจรแออัดมาก ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปเร่งดำเนินการ โดยกำหนดแผนและมาตรการให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากเป็นไปได้ต้องการให้ปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในปี 58 เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า หัวหน้าคสช.ย้ำว่าในการพัฒนาด่านการค้าชายแดน จำเป็นต้องรองรับทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ, สังคม-วัฒนธรรม และความมั่นคง-การเมือง ตามความร่วมมือของอาเซียน ซึ่งต้องดำเนินการให้รอบคอบ และมอบหมายให้ สศช. จัดทำแผนพัฒนาด่านการค้าชายแดนร่วมกับพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าคสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ ให้ชัดเจน ทั้งแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวปัจจุบันด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ มีทั้งหมด 94 ด่าน ใน 31 จังหวัด แต่ด่านที่มีศักยภาพและมีมูลค่าการค้ามากที่สุดมี 5 ด่านคือ ด่านสะเดา,ด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา,ด่านแม่สอด จ.ตาก,ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว และด่านผ่านแดนหาดเล็ก คลองใหญ่ จ.ตราด รวมไปถึงการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 เขตที่มีความเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น“ด่านสะเดา จ.สงขลา ในเวลานี้ถือว่ามีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุด ขณะที่ด่านปาดังฯ นั้น เป็นด่านที่เตรียมพร้อมรองรับการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ กับประเทศมาเลเซียไปยังประเทศอาเซียน ส่วนด่านแม่สอด จ.ตาก เป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าเป็นอับดับ 2 กับประเทศเมียนมาร์ หากไม่นับด่านสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่มีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น"โดยหลักการในการพัฒนาด่านนั้น จะเน้นในเรื่องของการปรับปรุงการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน เพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การสร้างการเติบโตร่วมกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะนี้การส่งออกไปยังอาเซียนนั้นมีมูลค่าถึง 25% ที่สำคัญยังต้องพัฒนาระบบการตรวจปล่อยสินค้า และคนบริเวณด่านการค้าชายแดนให้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งทำแผนพัฒนาด่านชายแดนทั่วประเทศ