เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ค่าใช้จ่ายเทียมในราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น? – พลังงานรอบทิศ

    ค่าใช้จ่ายเทียมในราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น? – พลังงานรอบทิศ

    ยิ่งมีการพูดถึงการปฏิรูปพลังงานมากเท่าไรก็ยิ่งมีการโหมประโคมข่าวให้เห็นว่าโครงสร้างราคาพลังงานบ้านเรามีการบิด เบือน ตั้งราคาไม่เป็นธรรม ทำให้ราคาน้ำมันแพงเกินไป ซึ่งก็เป็นจริงในบางเรื่องแต่บางเรื่องก็บิดเบือนที่ผู้พูดพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่าประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม หนึ่งในข้อกล่าวหานี้ก็คือราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯ ได้ถูกกำหนดโดยมติ ครม. ให้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์+ค่าพรีเมี่ยมต่าง ๆ (ประกอบไปด้วยค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย+ค่าประกัน+ค่าน้ำมันสูญหาย+ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันและค่าสำรองน้ำมันตามกฎหมาย) ซึ่งกลุ่มฯ ที่คัด ค้านระบุว่าค่าพรีเมี่ยมดังกล่าวนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเทียม ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพราะไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ แต่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากลั่นเอง ดังนั้นถ้าจะอ้างอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ก็ควรอ้างอิงแค่ราคาสิงคโปร์ (MOPS)เท่านั้นไม่ควรบวกค่าพรีเมี่ยมต่าง ๆ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเทียมเข้าไปด้วยเพราะจะทำให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยสูงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันก็คือค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในพรีเมี่ยมนั้นเป็นค่าใช้จ่ายจริงหรือค่าใช้จ่ายเทียมกันแน่? ในบรรดาค่าพรีเมี่ยมทั้งหมดจะเห็นได้ว่ามีอยู่สองตัวที่เป็นค่าใช้จ่ายจริงโดยปราศจากข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งใด ๆ นั่นก็คือ ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันจากคุณภาพยูโร 3 มา เป็นยูโร 4 และค่าสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ที่สิงคโปร์ไม่ได้บังคับให้โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันเพิ่มเติมจากการสำรองเชิงพาณิชย์ (แต่โรงกลั่นบ้านเรามีภาระต้องสำรองเท่ากับ 6% ของยอดขาย) เฉพาะสองข้อนี้ก็ทำให้โรงกลั่นบ้านเรามีต้นทุนสูงกว่าสิงคโปร์ถึงลิตรละ 70-90 สต. ส่วนพรีเมี่ยมตัวอื่น ๆ เช่นค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันสูญหายซึ่งกลุ่มผู้คัดค้านอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นจริง และบวกอยู่ในราคาน้ำมันที่สิงคโปร์แล้วนั้นผมอยากให้ใช้เหตุผลอย่างไม่มีอคติว่า การขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทยนั้น ต้องผ่านช่องแคบมะละกาวกขึ้นมายังสิงคโปร์ แล้วจึงต่อมายังประเทศไทยใช่หรือไม่ ถ้าท่านบอกว่าให้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยตั้งราคาหน้าโรงกลั่นได้เท่ากับราคาตลาดสิงคโปร์ก็แสดงว่าโรงกลั่นของไทยต้องขายน้ำมันเท่ากับโรงกลั่นของสิงคโปร์ แล้วค่าขนส่งน้ำมันดิบจากสิงคโปร์มาไทยมันหายไปไหนล่ะครับ! ทุกวันนี้โรงกลั่นของไทยก็ต้องแข่งขันกับโรงกลั่นของสิงคโปร์เลือดตาแทบกระเด็นอยู่แล้ว เพราะโรงกลั่นของเขามีขนาดใหญ่กว่าของเราครึ่งต่อครึ่ง (4-5 แสนบาร์เรล/วัน ของเราใหญ่ที่สุด 225,000 บาร์เรล/วัน) ทำให้ต้นทุนในการบริหาร/หน่วย ต่ำกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในเรื่องท่าเรือและระเบียบพิธีศุลกากรก็ดีกว่าเพราะเป็นประเทศปลอดภาษี มีการนำเข้า ส่งออกสูงมากเป็นศูนย์กลางการ กลั่นน้ำมันของภูมิภาค ทำให้โรงกลั่นของเขามีความได้เปรียบด้านต้นทุนอยู่แล้ว ผมเลยไม่แน่ใจว่าผู้เสนอต้องการอะไรกันแน่ระหว่างการให้คนไทยได้ใช้น้ำมันถูกลงในระยะสั้น ๆ อีกเพียงแค่ลิตรละ 20-30 สต. (เฉพาะค่าขนส่งที่อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเทียม)  กับการที่โรงกลั่นในไทยจะไม่ลงทุนขยายกำลังการกลั่นอีกในขณะที่ความต้องการน้ำมันก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนการกลั่นน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ ในที่สุดประเทศไทยก็ต้องกลับไปนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์จริง ๆ ในอนาคตในราคานำเข้าที่สูงกว่าราคาบวกค่าพรีเมี่ยมในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นจริง ๆ โรงกลั่นน้ำมันในสิงคโปร์คงพากันหัวเราะงอหายและบอกต่อ ๆ กันไปว่า  “เซียมตือ (หมูสยาม) กลับมาแล้ว”!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่าใช้จ่ายเทียมในราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น? – พลังงานรอบทิศ

  • คลังตั้งทีมตรวจเว็บไซต์รับพรีออเดอร์

    คลังตั้งทีมตรวจเว็บไซต์รับพรีออเดอร์

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แต่ละปีกรมศุลกากรที่สุวรรณภูมิการการจับสินค้านำเข้าและส่งออกปีละหลายสิบล้านบาท โดยปีงบประมาณ 56  จับกุมได้ 107 ครั้งมูลค่าสินค้า 29 ล้านบาท และปีงบประมาณ 57 จนถึงตั้งแต่เดือนต.ค. ถึง มิ.ย. จับกุมได้ 75 ครั้งมูลค่าสินค้า 40 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าหรู อาทิ นาฬิกา กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องสำอาง น้ำหอม โดยปีงบประมาณ 57 นั้น ได้จับกุมลักลอบส่งออกทองคำแท่งแค่ครั้งเดียว “การสุ่มตรวจสอบนั้นจะดูพฤติกรรมการเดินทางเป็นหลัก เช่น บางรายนี้เดินทางไปยุโรปบ่อยเกือบทุกเดือน เพื่อไปหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม หรือนาฬิกามาขาย นอกจากนี้จะมีทีมเข้าไปดูทั้งในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ค หรือเว็บไซค์ที่รับพรีออเดอร์สินค้า (รับหิ้ว) จากต่างประเทศว่าเจ้าของแอคเค้าท์นั้นชื่ออะไร มีแผนจะเดินทางไปประเทศไหน จะเดินทางกลับเที่ยวบินไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้จับกุมในลักษณะสืบจากการขายสินค้าออนไลน์หลายคดีแล้ว” สำหรับลูกเรือสายการบินทั้งแอร์ และสจ๊วต นั้นทางกรมศุลกากรจะพิจารณาพฤติกรรมในการขนสินค้า คือหากขนสินค้าเดิมๆ ซ้ำหลายเที่ยว หรือเป็นสินค้าที่มีราคาแพงเข้ามาบ่อยๆ จะตั้งขอสังเกตทันทีเลยว่าต้องการนำมาขายต่อต้องเรียกเก็บภาษี โดยในครั้งแรกอาจจะปล่อยไปก่อน เพราะส่วนใหญ่บอกว่านำมาใช้เอง หากนำเข้ามาอีกครั้งที่ 2 จะว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าครั้งที่ 3 ถูกเก็บภาษีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังตั้งทีมตรวจเว็บไซต์รับพรีออเดอร์

  • วอนรายย่อย 3 หมื่นรายขายสลากคู่ละ 80 บาท

    วอนรายย่อย 3 หมื่นรายขายสลากคู่ละ 80 บาท

    พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯได้ขอความร่วมมือผู้ค้าสลากรายย่อย 30,000 รายทั่วประเทศให้ช่วยขายสลากราคาปลีกคู่ละ 80 บาท เนื่องจากผู้ค้าสลากรายย่อยจะได้รับส่วนลดถึง 7% ไปได้ในราคา 74.4  บาท ขณะที่นิติบุคคล มูลนิธิ ได้รับส่วนลด 9% จะรับสลากไปขายราคา 72.8 บาท ดังนั้น จึงเตรียมส่งสายตรวจออกตรวจตลาด หากไม่ขายราคาที่กำหนดจะยึดโควตา เนื่องจากการรับโควตาสำนักงานสลากฯ จะมีรายชื่อและหมายเลขเล่มสามารถตรวจสอบข้อมูลการรับได้ว่ามาจากแหล่งใด ทั้งนี้ ยอมรับว่าผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีโควตาจะรับซื้อสลากจากยี่ปั๊วโดยมีต้นทุน ทั้งค่าเช่าแผง ค่าเดินทางจากต่างจังหวัด เพื่อซื้อสลากจากผู้มีโควตา จึงมีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ค้าสลากตัวจริงมีโควตาไปจำหน่าย จึงเตรียมสำรวจสำมะโนประชากรผู้ค้าสลาก เพื่อขยายโควตาสลากให้ผู้อื่นโดยต้องเสนอคณะกรรมการสลากฯ พิจารณา อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนของการเตรียมสำรวจสำมะโนประชากรผู้ค้าสลากนั้น คาดว่าจะใช้วิธีการลงทะเบียนผ่านตัวแทนขายที่ได้รับโควตาแต่ละงวด เพราะที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯรับทราบเพียงตัวเลขของผู้ค้าสลากรายย่อยทั่วประเทศ 30,000 รายเท่านั้น ทำให้ไม่เกิดความครอบคลุมในการดำเนินมาตรการกำหนดราคาขายไม่เกินคู่ละ 80 บาท ดดยคาดว่าการดำเนินวิธีดังกล่าวจะช่วยให้สำนักงานสลากฯมีข้อมูลและจำนวนผู้ค้าสลากรายย่อยที่แท้จริงมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วอนรายย่อย 3 หมื่นรายขายสลากคู่ละ 80 บาท