เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ราคาทอง3ก.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,750บาท

    ราคาทอง3ก.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,750บาท

    วันที่ 3 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:28 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยคงที่จากเดิม ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท รับซื้อ 19,950.56 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 20,250 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท รับซื้อ 19,950.56 บาท ทองแท่งขาย 20,350 บาท รับซื้อ 20,250 บาท เวลา 09:28 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง3ก.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย20,750บาท

  • เมื่อแก็ดเจ็ตไอที ไม่ต้องกลัวน้ำ – ฉลาดคิด

    เมื่อแก็ดเจ็ตไอที ไม่ต้องกลัวน้ำ – ฉลาดคิด

    อุบัติเหตุจากน้ำไม่สามารถคาดการณ์ได้  โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนแบบนี้  อุปกรณ์ไอทีคู่ใจ มีโอกาสได้สัมผัสกับน้ำแบบไม่ได้ตั้งใจ นอกจากอาจต้องเสียค่าซ่อมราคาแพงแล้ว  สิ่งสำคัญก็คือข้อมูลในนั้นอาจสูญหายไปด้วย “จะดีแค่ไหน หากแก็ดเจ็ตไอทีเหล่านี้  ไม่ต้องกลัวน้ำอีกต่อไป” ด้วยประสบการณ์ ขายมือถือและ แท็บเล็ต มากว่า 10 ปี นายตุลยวัต ธรรมเมธาพร หรือเป้ ประธานบริหารสตอร์มชาโดว์ (Storm Shadow) บอกว่า สิ่งที่ลูกค้าเข้ามาที่ร้านเพื่อส่งซ่อม อันดับแรก นอกจากหน้าจอมือถือแตก  อีกอาการยอดฮิต ก็คือ ทำมือถือตกน้ำ ดังนั้นเมื่อทราบจากการแสดงเทคโนโลยีในงาน ซีอีเอส 2012 ว่ามี นวัตกรรมเคลือบป้องกันอุปกรณ์ไอทีจากน้ำได้ จึงทำการศึกษา  การทำงานของนวัตกรรมดังกล่าวก่อนตัดสินใจ นำเข้าเทคโนโลยีนี้เพื่อมาให้คนไทยได้ใช้บริการ คุณเป้  บอกว่า ในอดีตคนที่มีสมาร์ทโฟน หรือที่เดิมเรียกกันว่าพีดีเอนั้น  ต้องเป็นกลุ่มคนที่มีเงิน มีธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้ เพราะราคาสูง  แต่ปัจจุบันราคาสมาร์ทโฟนถูกลงอย่างมาก ประกอบกับอีกหลายปัจจัย ทั้งความต้องการในการเข้าถึง โซเชียลเน็ตเวิร์ก ความเร็วอินเทอร์เน็ต  และค่าบริการมือถือที่ถูกลง ทำให้กลุ่มผู้ใช้สมารท์โฟนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้สมาร์ทโฟน กลายเป็นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวมากมาย หรือบางคนอาจเก็บงานสำคัญ ๆ ไว้ในนั้น หากข้อมูลสูญหายคงแย่ “ผมเลยคิดว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุจากน้ำแล้วยังคงรักษาข้อมูลไว้ได้ เครื่องไม่ช็อต ไม่ต้องเสียเงินซ่อมหรืออาจจะเสียโทรศัพท์ที่เราซื้อมาในราคาที่แพง น่าจะเป็นสิ่งดีสำหรับลูกค้าครับ” สำหรับ StormShadow ใช้เทคโนโลยี “Plasma enhanced chemical vapor depos ition” ลิขสิทธิ์จากสหรัฐอเมริกา เป็นเทคโนโลยีสร้างสภาวะสุญญากาศ โดยรักษาระดับแรงดันอากาศ รอบอุปกรณ์ แล้วปล่อยสารเคลือบที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร ให้เข้าไปแทรกซึมในอุปกรณ์เพื่อเคลือบให้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้น้ำสามารถเข้าไปทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ได้หลักการทำงานคล้าย ๆ กับน้ำกลิ้งบนใบบอน ที่จะสะท้อนน้ำออกไปนั่นเอง การเคลือบแบบนี้มีข้อดีก็คือไม่ต้องแกะเครื่อง ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องที่อยู่ในระยะเวลารับประกัน เครื่องที่เคลือบแล้วสามารถป้องกันละอองน้ำและความชื้น  โดยป้องกันน้ำได้ในระดับความลึก 1 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที โดยเครื่องที่เคลือบแล้ว หากตกหรือโดนน้ำ ไม่เกินเวลาที่กำหนด สามารถเช็ดให้แห้ง ทำความสะอาด แล้วนำมาใช้งานได้เหมือนเดิม ราคาในการเคลือบนั้น  หากเป็นมือถือหน้าจอไม่เกิน 6 นิ้วคิด 1,190 บาท หาก 6 นิ้วขึ้นไป หรือเป็นแท็บเล็ต จะคิดราคา 1,790 บาท บริการดังกล่าวไม่มีการรับประกันเป็นอายุการใช้งาน  แต่หากว่าเคลือบไปแล้วตกน้ำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเบื้องต้นคือ ปิดเครื่อง ถอดแบตเตอรี่  แล้วตั้งเครื่องในแนวตั้ง  รอให้เครื่องแห้ง  24-48 ชม. และทำการเปิดเครื่อง พร้อมนำโทรศัพท์มาเคลือบกันน้ำได้ฟรี ทั้งนี้  StormShadow เปิดตัวครั้งแรกในงานคอมมาร์ต เน็กซ์เจน 2014 ที่จัดขึ้น ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบันยังไม่มีหน้าร้านในกรุงเทพฯ ลูกค้าที่สนใจสามารถนำเครื่องมาใช้บริการได้ที่ี่ Storm Shadow Store ตึกคอมชลบุรี  โดยจองล่วงหน้าก่อนเข้ามารับบริการเพื่อความสะดวก ที่ www.stormshadowstore.com หรือสามารถส่งเครื่องมาเคลือบผ่านบริการดีเอชแอล (DHL) ซึ่งจะไปรับเครื่องได้ถึงหน้าบ้าน โดยใช้เวลาในการทำรวมขนส่งประมาณ 3-4 วันทำการ สนใจ ….ไม่อยากให้อุปกรณ์คู่ใจต้องกลัวน้ำ ก็เตรียมใช้บริการได้เลย!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมื่อแก็ดเจ็ตไอที ไม่ต้องกลัวน้ำ – ฉลาดคิด

  • การศึกษาอเมริกัน – โลกาภิวัตน์

    การศึกษาอเมริกัน – โลกาภิวัตน์

    อเมริกาจะต้องเรียนรู้โลกจริงจากการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ “เป็นคำพูดของ ดร.แอนโทนี่ คาร์นีเวล์ (Dr.Anthony Carnevale) ผู้ก่อตั้งสถาบันการเรียนรู้สถานที่ทำงาน สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวตบท้ายในปาฐกถาการสัมมนาการศึกษาของเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเร็ว ๆ นี้” ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุมสัมมนาทิศทางการอุดมศึกษาปีนี้ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติซึ่งมีประมาณ 80 มหาวิทยาลัยใน 29 ประเทศทุกทวีปทั่วโลกที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อกำหนดทิศทางเรื่องการอุดมศึกษานานาชาติ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้จดบันทึกคำสนทนาของ ดร.แอนโทนี่ คาร์นีเวล์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานและการศึกษาคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาและเคยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี บิล คลินตัน ให้เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจ้างแรงงานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา และจากประธานาธิบดี จอร์จ บุช ให้เป็นกรรมการเรื่องเทคโนโลยีและการศึกษาแห่งทำเนียบไวท์เฮาส์ “การเปลี่ยนผ่านของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นมักจะเป็นเรื่องการศึกษาควบคู่กับเรื่องเศรษฐกิจ” ในประเทศสหรัฐอเมริกานโยบายการศึกษานั้นก็เพื่อให้ประชาชนสามารถเลี้ยงดูตนเองและสามารถดำรงชีวิตในสังคมและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ด้วยทิศทางและอาชีพที่ประชาชนพลเมืองถนัด เพราะฉะนั้น ทิศทางนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงจะต้องปลูกฝังและสร้างความผูกพันให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ด้วยวัฒนธรรมของตนเอง และสามารถสร้างชีวิตในวงกว้างได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ ในช่วง ค.ศ. 1920 ของอเมริกานั้น ผู้คนจำนวนมากทำงานด้านอุตสาหกรรมพื้นฐานขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาหลากหลายตั้งแต่ การเหมืองแร่ การพลังงาน ระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา และก็โรงงานผลิตสินค้าเครื่องใช้จำเป็นจำนวนมาก คนงานของอเมริกันสมัยนั้นประมาณ 75% จบมัธยมปลายหรือไฮสคูล และต่อมาก็ได้มีนวัตกรรมด้านเครื่องจักรกลจำนวนมากในสมัยนั้น การศึกษาในช่วงนั้นจึงอยู่ในลักษณะเป็นการศึกษาพื้นฐานและใช้ประสบการณ์การทำงานไปเลย การอุดมศึกษายังมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเรียนรู้โลกของจริงไปเลยโดยไม่มีปริญญาบัตร เช่นการเรียนรู้ฝึกอบรมการทำงานเพื่อสร้างรถยนต์ในสมัยนั้นก็ทำงานไปและร่วมกันฝึกอบรมควบคู่กันไปในโรงงานเลย เพราะฉะนั้นประชาชนพลเมืองช่วงหลังสงครามโลกส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นผู้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญมากกว่าและก็ไม่มีปริญญาอะไรเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาในช่วงหลังปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมการผลิตหลายประเภทในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มเรียนรู้เรื่องของผลิตภาพคุณภาพและมาตรฐาน ในช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาก็ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์และทั้งสองประเทศนี้ก็สามารถทำสินค้าได้ดีกว่าสหรัฐอเมริกา และด้วยผลิตภาพ คุณภาพ และมาตรฐานที่ดีกว่าจึงทำให้สินค้าการผลิตของสหรัฐอเมริกาที่เคยได้ครองตลาดโลกก็ถูกแย่งไปด้วยเรื่องคุณภาพ ความหลากหลาย และการบริการที่รวดเร็วกว่าเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ ในช่วงนั้น ดร.แอนโทนี่ คาร์นีเวล์ บอกว่า ความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาแย่ ความคิดนวัตกรรมใหม่ไม่มีอะไรมากและการศึกษาในอุดมศึกษาก็ตามสิ่งเหล่านี้ยังไม่ทันการ ไม่สามารถที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ คราวหน้ามาต่อใหม่ครับ. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การศึกษาอเมริกัน – โลกาภิวัตน์