เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ปชช.แห่ร้องเรียนแท็กซี่ทะลุ15,000ราย

    ปชช.แห่ร้องเรียนแท็กซี่ทะลุ15,000ราย

    นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ยอดร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้บริการรถแท็กซี่ ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 57 (ม.ค.-มิ.ย.57) มีทั้งสิ้น 15,632 ราย ความผิดส่วนใหญ่ได้แก่ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร 5,315 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 2,261 ราย ขับรถประมาทน่าหวาดเสียว 1,823 ราย ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลง 1,543 ราย และไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร 1,100 ราย โดยกรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบปรับแล้ว  13,247 ราย  คิดเป็น 84.74% ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อเปรียบเทียบปรับต่อไป โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท   ส่วนการร้องเรียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกในช่วง 6 เดือนแรก มี 6,854 ราย ความผิดส่วนใหญ่คือขับรถประมาทหวาดเสียว 2,217 ราย ไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้ายรถประจำทาง 1,035 แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 1,028 ราย ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมาย 368 ราย ซึ่งความผิดนี้มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับเรื่องร้องเรียนการเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด 276 ราย ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท   “กรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบปรับแล้ว 5,349 ราย หรือคิดเป็น 78.04% ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนความผิดเพื่อเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย โดยการกระทำผิดนอกจากผู้ขับรถถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว กรมการขนส่งทางบก ยังนำข้อมูลมาพิจารณาในการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งเพื่อลงโทษผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย”      นายอัฌษไธค์กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ในการรวบรวมและจัดส่งประวัติผู้ขับรถแท็กซี่ทุกรายให้กับกรมการขนส่งทางบกเพื่อเป็นข้อมูลประวัติป้อนเข้าสู่ศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และสร้างความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการตรวจสอบบัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ ซึ่งติดไว้ด้านหน้ารถแท็กซี่ว่าตรงกับผู้ขับรถแท็กซี่หรือไม่ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบรถแท็กซี่ ให้เกิดความปลอดภัยในการใช้บริการ พบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัยแจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปชช.แห่ร้องเรียนแท็กซี่ทะลุ15,000ราย

  • รฟท. เดินหน้ารถไฟทางคู่

    รฟท. เดินหน้ารถไฟทางคู่

    นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)พิจารณาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย 106 กม. วงเงินงบประมาณ 11,348 ล้านบาท หาก คตร.พิจารณาเสร็จ จึงสามารถเปิดให้บริษัทเอกชนที่ผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคแข่งขันเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(อีออกชั่น) ได้ สำหรับบริษัทเอกชนที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติและเตรียมแข่งขันเสนอราคามี 6 ราย ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน)ร่วมกับบริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)  บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) บริษัท ทิพากร จำกัดร่วมกับบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์จากจีน และบริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง (1964) จำกัด   นายประเสริฐกล่าวว่า รถไฟทางคู่ช่วงนี้จะเป็นช่วงแรกที่ก่อสร้าง จากโครงการระยะเร่งด่วนทั้งหมด 6 เส้นทาง โดยแบ่งการประกวดราคาเป็นสัญญาที่ 1  งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง เป็นทางใหม่เพิ่ม 1 ทางคู่ขนานเส้นทางรถไฟเดิม พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง ที่สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา สถานีชุมทางแก่งคอย และสถานีชุมทางบ้านภาชี งานก่อสร้างสะพานรถไฟคอนกรีตเสริมเหล็ก 57 แห่ง งานก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ คอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่ง ยาว 212 เมตร และสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ พร้อมอุโมงค์รถไฟทางเดี่ยวคู่ขนานกับอุโมงค์เดิมลอดผ่านใต้เขาพระพุทธฉาย และงานก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่ง  ส่วนรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางที่เหลือ คือ รถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. ช่วงมาบกะเบา-นครราชสีมา(ชุมทางถนนจิระ) 132 กม. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น 185 กม. ช่วงนครปฐม-หัวหิน 165 กม. และช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ทาง 167 กม. ถูกจัดอยู่ในยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ปี 58-65 ซึ่งต้องรอให้คณะรักษาความสงบแห่่งชาติ(คสช.) พิจารณาเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มขั้นตอนการประกวดราคาเพื่อหาบริษัทเอกชนเข้ามาก่อสร้าง คาดว่าภายในปี 58 จะสามารถก่อสร้างได้ทุกเส้นทางอย่างแน่นอน “ตอนนี้รถไฟทางคู่ทุกเส้นทางได้ศึกษาและออกเสร็จแล้ว และส่วนใหญ่ผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) หาก คสช.อนุมัติก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนประกวดราคาได้ทันที และยันยันว่า ร.ฟ.ท.พร้อมก่อสร้างรถไฟทางคู่ทุกเส้นทางอย่างแน่นอน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รฟท. เดินหน้ารถไฟทางคู่

  • ชงย้ายไทยสมายล์กลับดอนเมือง

    ชงย้ายไทยสมายล์กลับดอนเมือง

    พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการการบินไทย ว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย ได้มีแนวคิดให้ย้ายฐานการบินสายการบินไทยสมายล์ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยให้ฝ่ายบริหารสรุปรายละเอียดเสนอบอร์ดในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 14 ส.ค.57 คาดว่าหากแผนนี้ได้รับความเห็นชอบจะดำเนินการได้ภายในปี 58  ทั้งนี้เนื่องจากตลาดการบินในปัจจุบันมีการแข่งขันกันมาก ทำให้การบินไทยต้องปรับตัวในการเพิ่มรายได้ ในขณะเดียวกันยังพบว่าพฤติกรรมผู้โดยสารของไทยส่วนใหญ่ต้องการใช้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองมากกว่า เพราะสะดวกและคล่องตัวในการเดินทาง แต่ยืนยันว่าไทยสมายล์จะไม่ไปแข่งขันกับสายการบินต้นทุนต่ำ โดยเป็นสายการบินทางเลือกที่เหนือกว่าโลว์คอสต์ ทั้งมีบริการโหลดกระเป๋าสัมภาระ และบริการอาหาร  “ผลกระทบเรื่องการต่อเชื่อมเที่ยวบินกับสายการบินไทยนั้นไม่มีปัญหา มีวิธีบริหารจัดการได้ ส่วนสายการบินนกแอร์และไทยสมายล์จัต้องจัดทำตารางบินร่วมกันเพื่อไม่ให้มีการแข่งขันกันเอง” พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย และจะเสนอแผนไปยังกระทรวงคลังวันที่ 28ก.ค.นี้ และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พิจารณาในเดือน ส.ค.นี้ โดยแผนจะมุ่งเน้นการลดรายจ่าย จะพิจารณาปรับลดเที่ยวบินที่มีระยะทางบินไกลมากกว่า 8 ชั่วโมงที่มีผู้โดยสารน้อย รวมทั้งจัดทำโครงการให้เกษียณก่อนกำหนด (เออร์รี่รีไทร์)การลดค่าล่วงเวลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายบุคลากร เนื่องจากปัจจุบันมีพนักงานถึง 26,000 คน โดยเป้าหมายเจรจากับพนักงานที่ไม่มีหน้าที่ประจำ และพนักงานที่ป่วย เพื่อให้เข้าร่วมโครงการ ขณะนี้มีพนักงานที่สมัครใจที่จะเข้าร่วมแล้ว 900 คน ซึ่งจะเริ่มมีการให้เกษียณภายในปีนี้ นอกจากนี้จะมีการเพิ่มบริการแก่บัตรโดยสารชั้น 1 หรือชั้นเฟิร์สคลาส ส่วนบัตรโดยสารชั้นประหยัดเตรียมปรับลดราคาให้ใกล้เคียงกับสายการบินคู่แข่ง ตลอดจนเตรียมหารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ขอพื้นที่ขยายห้องรับรองการบินไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ และร่วมกับบริษัท คิงส์พาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ให้ผู้โดยสารการบินไทยลด 10%   “ในช่วงแรกของการดำเนินการตามแผนฟื้นฟู คาดว่าภายในไตรมาสแรกปี 58 จะลดค่าใช้จ่ายได้ 4,000 ล้านบาท และเพิ่มรายได้ ประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท แต่ยังคงขาดทุนในช่วงแรก เชื่อว่าหลังจากนั้นจะเริ่มดีขึ้นชัดจน และจะสามารถทำให้มีกำไรได้ในปี 60 จะกลับมาเป็นสายการบินอันดับหนึ่งของภูมิภาคได้แน่นอน” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงย้ายไทยสมายล์กลับดอนเมือง