เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ผัก-ผลไม้พาเหรดลดราคา

    ผัก-ผลไม้พาเหรดลดราคา

    นายบุณยฤทธิ์กัลยาณมิตรโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาจำหน่ายปลีกผักและผลไม้เกือบทุกประเภทได้ปรับลดลงอย่างมากไม่ว่าจะเป็นผักคะน้า ผักกาดหอมมะนาวและอื่นๆเนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลผลิตและช่วงฤดูฝนจนมีปริมาณผักและผลไม้เข้ามาในตลาดจำนวนมากหรือบางประเภทมีปริมาณล้นตลาดจึงส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่งอย่างไรก็ตามทางกระทรวงยังกังวลว่าหากเกิดปัญหาน้ำท่วมอาจทำให้ราคาผักและผลไม้ปรับตัวขึ้นในระดับสูงได้“แนวทางการดูแลราคาสินค้าทั่วไปนั้นกรมการค้าภายในได้เข้าไปติดตามเรื่องของราคาอย่างใกล้ชิดทั้งในด้านอาหารจานด่วนตามสถานที่ต่างๆรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่ผู้บริโภคตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขณะเดียวกันก็มีการจัดงานธงฟ้าทั้งในระดับอำเภอ จังหวัดหรือการขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าถึงช่วงปลายปี เป็นต้น” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจราคาผักและผลไม้ตามตลาดต่างในกรุงเทพฯ พบว่า ผักคะน้าคละ ราคาอยู่ที่18-20 บาทต่อกก. ลดลง 4-5 บาท จากช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่อยู่ระดับ 22-25 บาทต่อกก.,ผักบุ้งจีน ราคา 12-15 บาท ลดลง 6-7 บาทจากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 19-21 บาทต่อกก.,ผักกาดหอม ราคา 25-28 บาทต่อกก. ลดลง 24-25 บาท จากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 50-52บาท, หัวผักกาด ราคา 12-15 บาทต่อกก. ลดลง 5-6 บาทจากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 18-20บาทผักชีราคา 7-8 บาทต่อขีด ลดลง 5 บาทจากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 12-13 บาท, ต้นหอม ราคา 6-7 บาทต่อขีดลดลง 1บาทจากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 7-8 บาท, มะนาว เบอร์ 1-2 ราคา 2-2.25 บาทต่อลูก ลดลง 25สต. จากต้นเดือนที่ราคาอยู่ที่ 2-2.5 บาท, มะนาว เบอร์ 3-4 ราคา 1-1.25 บาทต่อลูกลดลง 25 สต. จากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 1-1.5 บาท, ทุเรียนหมอนทอง 60-80 บาทต่อกก.ลดลง 10 บาทจากต้นเดือนที่อยู่ระดับ 70-80 บาท และเนื้อสุกรชำแหละเนื้อแดง ตะโพกไม่ตัดแต่ง ราคา 145-150 บาทต่อกก. ลดลง 5 บาทจากต้นเดือนราคาอยู่ที่ 150 บาทเป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผัก-ผลไม้พาเหรดลดราคา

  • พาณิชย์จี้ต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย

    พาณิชย์จี้ต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สินค้าส่งออกของไทยมีความจำเป็นที่จะต้องประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อให้ผู้นำเข้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าไทยรวมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอนการผลิตที่ถูกต้องและการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมตามหลักมาตรฐานสากลอีกทั้งการแข่งขันทางการค้ายังต้องคำนึงถึงแนวโน้มของตลาดโลกในปัจจุบัน อันได้แก่ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดเอเชียและอาเซียนในด้านกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นและฐานการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เศรษฐกิจยุคดิจิทัลอีโคโนมี ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่ายการเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารตลอด24ชั่วโมง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเช่นประชากรเข้ามาอาศัยอยู่อย่างแออัดในเมืองเพิ่มขึ้นมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทั้งนี้จากที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำโครงการไทยแลนด์ ทรัสต์ มาร์ค ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและบริการไทยได้รับความไว้วางใจจากทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการไทยทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งส่งเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในการส่งออกว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสังคม“กิจกรรมสัมมนาพัฒนาผู้ประกอบการไทยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้และก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในครั้งนี้เพื่อให้เกิดการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้ตื่นตัวพร้อมก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดพร้อมเร่งพัฒนายกระดับความสามารถในการดำเนินธุรกิจ สร้างคุณภาพแบบรอบด้านอย่างแท้จริงและยั่งยืน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์จี้ต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทย

  • มูลนิธิผู้บริโภคไม่เห็นด้วยเลื่อนประมูล4จี

    มูลนิธิผู้บริโภคไม่เห็นด้วยเลื่อนประมูล4จี

     วันนี้(23 ก.ค.)น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่1800 เมกะเฮิรตซ์ หรือการประมูล 4จีออกไปอย่างน้อย 1 ปี ตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ที่มีคำสั่งชะลอการประมูล  เนื่องจากกสทช.ได้ออกประกาศ หลักเกณฑ์การประมูลเรียบร้อยแล้ว  นอกจากนี้การเลื่อนออกไปส่งผลให้การขยายมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการออกไปอีก1 ปี ให้ผู้รับสัมปทานไม่ต้องคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ภายหลังหมดอายุสัมปทานและได้ให้บริการต่อไปอีก  อาจเป็นการเปิดช่องให้ผู้ประกอบการเอกสารสามารถใช้คลื่นความถี่หรือทรัพยากรสาธารณะได้ฟรีอันทำให้ผู้รับสัมปทานได้ประโยชน์จำนวนมากโดยไม่ต้องเสียต้นทุนในการประกอบกิจการโทรคมนาคมเช่นเดียวกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่นส่วนรัฐกลับต้องสูญเสียรายได้หรือเงินเข้าแผ่นดินไป                ซึ่งปัญหาสำคัญของเรื่องนี้คือการปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าของกสทช. ที่ไม่สามารถประมูลคลื่น 1800เมกะเฮิรตซ์ได้ทันภายในเวลาที่กำหนดก่อนที่สัญญาสัมปทานของ บริษัท ทรูมูฟ จำกัดและบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) จะหมดในเดือนก.ย.2556  จนต้องออกประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556  เป็นการอนุญาตให้บริษัทเอกชนที่เคยเป็นผู้รับสัมปทานใช้คลื่นความถี่ของรัฐวิสาหกิจในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถให้บริการต่อเนื่องต่อไปโดยใช้คลื่นความถี่และทรัพยากรต่างๆอย่างเดิมภายหลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดแล้วจึงเสมือนเป็นการขยายระยะเวลาสัมปทานอย่างไม่ถูกกฎหมาย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มูลนิธิผู้บริโภคไม่เห็นด้วยเลื่อนประมูล4จี