รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากกระทรวงคมนาคมผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่สายจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาทของการถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้เสนอให้ ครม.พิจารณาขอตั้งงบประมาณ เพื่อประกวดราคาต่อไป ส่วนรถไฟทางคู่สาย ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท ได้มีการประเมินผลกระทบเบื้องต้น (ไออีอี) และรอรถไฟฯศึกษารายละเอียดแนวเส้นทางที่ชัดเจน และเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมต่อไปนอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาผ่านอีไอเอ โครงการของกรมทางหลวงอีก 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายพัทยา-มาบตาพุด โครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สายอ.กบินทร์บุรี – ปักธงชัย ซึ่งจะก่อสร้างและขยายทาง 4 ช่องจราจร โดยเฉพาะช่วงที่มีปัญหา 2ช่วง ในเส้นดังกล่าว คือช่วง กม. 26-29 และกม.42-กม.57 ซึ่งประชุมได้พิจารณาให้ผ่านอีไอเอเช่นกันสำหรับเส้นทางหมายเลข 304 ที่จะขยายเป็น 4 ช่องจราจรนั้น ผ่านพื้นที่ป่าดงพญาเย็น และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยกรมทางหลวงจะต้องก่อสร้างเป็นทางยกระดับ หรืออุโมงค์เป็นช่วงๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่จะได้ไม่ต้องเดินผ่านถนนสายดังกล่าว“ที่ประชุมมีวาระการพิจารณาเรื่องสำคัญ 24 เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบต่อการก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ และในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรกจึงมีเรื่องค้างจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าต่อไปจะมีการประชุมทุกเดือน" ส่วนโครงการรถไฟทางคู่อีก 3 เส้นทาง คือ เส้นทางมาบกะเบา – นครราชสีมา ระยะทาง 132 กม.วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท เส้นทางนครปฐม – หัวหิน ระยะทาง 165 กม.วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ3.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร ระยะทาง 167 กม.วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ เพื่อพิจารณา คาดว่าหลังจากผ่าการพิจารณาแล้ว จะเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียว3โครงการคมนาคมผ่านอีไอเอ
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

ไฟเขียว3โครงการคมนาคมผ่านอีไอเอ
-

ส.อ.ท.ชี้รธน.ฯดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจพุ่ง
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะส่งผลให้นักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ เกิดความเชื่อมั่นประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นไปตามกรอบเวลาของแผนแม่บท (โรดแมป) การบริหารประเทศที่คสช.กำหนดไว้ จึงทำให้นักลงทุนมั่นใจว่า กรอบการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายในเดือน ส.ค. – ก.ย. นี้ รวมทั้งการเลือกตั้งภายในปี 58 และแผนการลงทุนต่างๆ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่คสช.กำหนดไว้แน่นอน“ตั้งแต่คสช. เข้ามาบริหารประเทศในเดือน พ.ค. ภาพรวมเศรษฐกิจ มีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง การส่งออกอยู่ในเกณฑ์ดี การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทปัจจุบันที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกเพียงเล็กน้อย เพราะโดยภาพรวมการส่งออกของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี หากทั้งปีค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าไม่เกินกรอบ 31.50 – 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับที่ไม่ผันผวนมากนัก อยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่ทางผู้ส่งออก จะติดตามการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อเนื่อง และเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะดูแลการเคลื่อนไหวไม่ให้ผันผวนมากนัก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท.ชี้รธน.ฯดันความเชื่อมั่นเศรษฐกิจพุ่ง -

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ปิดบวก 20.75 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 23 ก.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดวัน เนื่องจากดัชนีดีดตัวกลับ หลังปรับตัวลงแรงวานนี้ โดยปัจจัยบวกมาจากเงินทุนต่างชาติทยอยเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่อง ประกอบกับความเชื่อมั่นด้านการบริหารประเทศ จากล่าสุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติรับพระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราว ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,541.76 จุด และลดลงต่ำสุด 1,526.45 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,541.56 จุด เพิ่มขึ้น 20.75 จุด หรือ 1.36% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 47,606.74 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ช.การช่าง ปิดที่ 23.40 บาท เพิ่มขึ้น 1.10 บาท 2.เอไอเอส ปิดที่ 207.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท 3.บีแลนด์ ปิดที่ 2.18 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท 4.ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 202.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท 5.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 22.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ปิดบวก 20.75 จุด