เดือน: กันยายน 2014

  • ล้อมคอกบารากู่-บุหรี่ไฟฟ้า

    ล้อมคอกบารากู่-บุหรี่ไฟฟ้า

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ให้ รมว.คลัง คนใหม่พิจารณาและเห็นชอบ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้บารากู่และบุหรี่ไฟฟ้า เข้ามาอยู่ในข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ยาสูบ เนื่องจากที่ผ่านมาทั้ง 2 ส่วนไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน ทำให้กรมฯ ไม่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะสินค้าดังกล่าวจะมีโทษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าบุหรี่ทั่วไปถึง 6 เท่า ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมาย จะระบุและจัดแยกประเภทของบารากู่และบุหรี่ไฟฟ้า ถึงสัดส่วน ปริมาณ และการครอบครอง รวมถึงบทลงโทษให้มีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนการพิจารณาจัดเก็บภาษีนั้น คงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ รมว.คลังคนใหม่ว่าจะให้สินค้าดังกล่าวเข้ามาอยู่ในการจัดเก็บหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมากรมสรรพสามิตไม่ได้จัดเก็บภาษี แต่จะเป็นการเข้าไปตรวจจับตามสถานบันเทิง เพราะเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายซึ่ง ไม่ได้รับการอนุญาตจำหน่าย “ที่ผ่านมาสินค้าประเภทบารากุ และบุหรี่ไฟฟ้า ลักลอบเข้ามาเป็นจำนวนมาก และเป็นไปอย่างแพร่หลายตามแหล่งสถานบันเทิง และหมู่วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา แต่ไม่อยู่ในข่ายของพ.ร.บ.ยาสูบ ซึ่งเป็นเพียงการกระทำผิดกฎหมายการนำเข้าของกรมศุลกากรเท่านั้น โดยที่ผ่านมากรมฯ ได้สั่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสถานบันเทิงที่ใช้ข้อกฎหมายจากใบอนุญาตประกอบสถานบันเทิงเท่านั้น ทำให้การดำเนินงานไม่มีบทลงโทษและครอบคลุมที่ชัดเจน” ขณะเดียวกัน หลังจากเจ้าหน้าที่กรมฯ ได้เข้มงวด โดยการเข้าดำเนินตรวจสอบสถานบันเทิง พบว่า สถานประกอบการส่วนใหญ่จงใจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจำนวนมาก ซึ่งบางร้านจะนำตัวยาบารากู่ไปหลบซ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบ รวมทั้ง บางสถานที่จะใช้วิธีโดยการนำก้อนหินชุบกับน้ำยาบารากู่แทน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจยึดได้ เพราะไม่มีกฎหมายเข้ามารองรับ น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ (รยส.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ศึกษาและทำแผนยุทธ์ศาสตร์เกี่ยวกับการตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 58 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการ รยส. ที่มี พล.อ.วิลาศอรุณศรี เป็นประธานพิจารณา เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุมคณะกรรมการ มีความเห็นว่า รยส.จะต้องเพิ่มสัดส่วนตลาดยาสูบ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะเข้าไปเปิดตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องที่ รยส.ต้องจัดแผนยุทธ์ศาสตร์เกี่ยวกับการตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ เพราะต้องแข่งขันกันกับบุหรี่มวนเองต่างท้องถิ่น รวมทั้ง คณะกรรมการชุดก่อนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเท่าที่ควร เบื้องต้นคาดว่ายุทธ์ศาสตร์จะศึกษาในแต่ละประเทศว่ามีความต้องการยาสูบอย่างไรบ้าง และเตรียมที่จะทำยาสูบที่เป็นผลิตภัณฑ์เดิมของ รยส.ให้เป็นระดับพรีเมี่ยม และผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาเพิ่มเติมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของยาสูบในปีนี้ พบว่ามียอดขายปรับลดลงทั้งอุตสาหกรรม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองช่วงปลายปี 56 และครึ่งปีแรก 57 ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้ใช้จ่ายในส่วนนี้มากนัก ขณะนี้ การปรับเปลี่ยนคำเตือนหน้าซองจาก 55% เป็น 85% ยังไม่ส่งผลกระทบต่อยอดสั่งซื้อออเดอร์ ซึ่งต้องรอดูภายหลังวันที่ 23 ก.ย.นี้ ที่คำสั่งประกาศอย่างเป็นทางการ ถึงจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะส่งปลกระทบหรือไม่ โดยปัจจุบัน รยส.ได้ระบายยาสูบชุดเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนการผลิตก็สามารถดำเนินการได้ปรกติ เพราะเปลี่ยนเพียงหน้าซองเท่านั้น  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ล้อมคอกบารากู่-บุหรี่ไฟฟ้า

  • ธพว.สั่งรวบรวมคดีทุจริตลุยตรวจสอบ

    ธพว.สั่งรวบรวมคดีทุจริตลุยตรวจสอบ

    นายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดากรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความการทุจริตภายในธนาคารทั้งหมดหากรวบรวมเอกสารแล้ว คงต้องมาพิจารณาว่าเป็นปัญหาประเภทใด โดยจะแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีความเร่งด่วนก็จะนำมาตรวจสอบก่อน เช่นคดีที่ได้รับความเสียหายต่อธนาคารโดยตรงอย่างการฟ้องร้องลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเอ็นพีแอลที่ทำให้ธนาคารได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งหากรายใดมีการฟ้องร้องอยู่แล้ว ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการและรายใดที่ค้างอยู่คณะกรรมการชุดก่อนหน้า ก็จะดำเนินกระบวนการทางคดีต่อไป นอกจากนี้ คดีที่ได้รับมาทั้งหมดรวมไปถึงข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมการชุดก่อนและอดีตกรรมการผู้จัดการที่มีปัญหากันด้วยหากมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอยู่แล้ว ก็จะให้ดำเนินตามกระบวนการต่อไปได้ทันทีแต่ส่วนที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆก็จะตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบโดยจะต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ โดยข้อมูลทุจริตดังกล่าว เช่นโครงการสินเชื่อเลิกจ้างงานที่ยืมเงินประกันสังคมมาปล่อยกู้ กรณีการรับฝากเงินขององค์กรสวนยางโครงการจัดซื้อจัดจ้างทำระบบคอลแบงก์กิ้งของธนาคารและกรณีปล่อยกู้ให้กับธุรกิจราชประสงค์หลังความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี 53จัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สำนักงานที่เกินจริง “ทางกระทรวงการคลังปล่อยให้คณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้ให้พิจารณาอย่างอิสระ โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่รวบรวมคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแบงก์ไม่ว่าจะมาจากแบงก์เอง หรือไม่ว่าจะมาจากหน่วยงานไหน ก็สั่งให้เก็บรวมรวบมาทั้งหมดจากนั้นจะเข้าไปดูเพื่อพิจารณา ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ว่าจะลงโทษทางวินัยหรือการฟ้องร้องก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นายอัษฎางค์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่ธนาคารต้องเร่งดำเนินการซึ่งอยู่ในแผนฟื้นฟูชุดใหม่นี้ คือ การขายหนี้ด้อยคุณภาพหรือขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลออกไป 20,000 ล้านบาทจากหนี้ปัจจุบันอยู่ที่ 34,000 ล้านบาทซึ่งในขณะนี้กำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมของสัดส่วนหนี้ที่จะขายออกไปในครั้งแรกว่าจะขายไปในจำนวนเท่าไรโดยจะให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้ามาประมูล คาดว่าจะสรุปได้ภายใน 2 เดือนนี้ส่วนระยะที่ 2 ทางคณะกรรมการจะพิจารณาปรับโครงสร้างผู้บริหารภายในองค์กร ให้มีความเหมาะสมกับการบริหารจัดการของธนาคารโดยอาจปรับลดในในส่วนของผู้บริหารระดับสูงบางรายเพื่อให้เหมาะสมและไม่เกินความจำเป็น “จากแผนฟื้นฟูกิจการของบอร์ดชุดใหม่นี้ เชื่อว่าภายใน 1ปีจะเห็นเด่นชัดมากขึ้น และมั่นใจจะไม่แย่ลงไปกว่าบอร์ดชุดก่อนในอดีตอาจไม่ถึงกับต้องควบรวมอย่างที่เป็นข่าวแต่ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังด้วยว่าจะเห็นอย่างไรซึ่งถ้าในอนาคตมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงธนาคารอีกเหมือนครั้งในอดีตแบงก์ก็อาจเข้าสู่วิกฤติเหมือนเดิมอีกได้” รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่าทางกระทรวงการคลังได้กำชับคณะกรรมการชุดนี้ถึงเรื่องการตรวจสอบทุจริตภายในของธนาคารให้ดำเนินการตรวจสอบจนถึงที่สุดและให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและทำภาพลักษณ์องค์กรให้กลับมา นอกจากนี้ยังให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่สามารถตรวจสอบและดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดได้หากธปท.ตรวจพบความผิดในการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐซึ่งสามารถส่งต่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ทันที

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธพว.สั่งรวบรวมคดีทุจริตลุยตรวจสอบ

  • ขสมก.ขนที่ดินให้เอกชนเซ้งยาว 30 ปี

    ขสมก.ขนที่ดินให้เอกชนเซ้งยาว 30 ปี

    นายนเรศ  บุญเปี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยถึงแผนการเพิ่มรายได้ให้ ขสมก.ว่า ได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์ ศึกษาการนำที่ดินที่มีศักยภาพของอู่รถ ขสมก.ไปเปิดใช้เอกชนเช่าเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ แบบระยะยาว 20-30 ปี  เพื่อให้สร้างรายได้เพิ่มเติมจากเดิมที่ปล่อยไว้เป็นอู่รถเมล์สำหรับจอดรถเพียงอย่างเดียว โดยเบื้องต้นมีที่ดินที่มีศักยภาพ 4 แปลง ได้แก่ บางเขน มีนบุรี สวนสยาม และแสมดำ ซึ่งเริ่มเปิดให้เอกชนเข้ามาเสนอแผนได้ในปี 58 สำหรับทำเลแรกที่นำร่องมาพัฒนาได้ก่อน คือ ที่ดิน อู่ ขสมก.บางเขน ขนาด 14 ไร่ ติดริมถนนพหลโยธินใกล้วัดพระศรีมหาธาตุฯ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นทำเลทอง เพราะในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวหมอชิต-สะพานใหม่ผ่าน รวมถึงใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี จึงน่าจะเปิดให้เอกชนมาพัฒนาเป็นศูนย์เชื่อมต่อการเดินทางรถ ขสมก. รถไฟฟ้า และการคมนาคมอื่นๆ ควบคู่ไปกับมีศูนย์การค้า และบันเทิงอยู่ด้านบนทาง ซึ่งรถ ขสมก.จะวิ่งรับส่งข้างในได้ แต่จะไม่ใช้เป็นอู่รถเมล์สำหรับจอดระยะยาวอีก ส่วนที่ดินมีนบุรี สวนสยาม และแสมดำ เป็นทำเลที่ไกลออกไปจะทยอยเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอมาในระยะถัดไป แต่เชื่อว่าทั้งหมดมีศักยภาพการเติบโตได้ในอนาคต เพราะอย่างมีนบุรี และสวนสยาม ก็อยู่ในเส้นทางการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงมีนบุรี-แคราย และมีแนวโน้มว่าชุมชนเมืองจะขยายตัวไปพื้นที่เหล่านั้น    “แผนการนำที่ดินของ ขสมก.ไปเปิดให้เอกชนเช่าในระยะยาว ถือเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้เพิ่ม ซึ่งอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. ที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ และขณะนี้ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้สรุปแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ว่าจะสร้างรายได้ให้ ขสมก.แค่ไหน เพราะหากบอกไปเอกชนสามารถนำไปคำนวณกำหนดค่าเช่าได้ ทำให้ ขสมก. ได้รับประโยชน์น้อยกว่าที่ควรเป็น” นายนเรศกล่าวต่อว่า ขสมก.ยังได้พัฒนาบริการการเดินรถ  เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมาใช้บริการสร้างรายได้แก่องค์กรเพิ่ม ซึ่งนอกจากการจัดหารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ 3,183 คันที่จะทยอยเข้ามาให้บริการได้ในต้นปีแล้ว ในส่วนของรถเมล์เก่าจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น  โดยตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป จะมีการเปิดให้เล่นไวไฟ ฟรี บนรถปรับอากาศยูโร 2 จำนวน 1,500 คัน  รวมถึงมีการปรับปรุงป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ภายในรถให้เป็นมาตรฐานสากล เช่น ป้ายสำหรับพระภิกษุ การติดตั้งแผนที่บอกเส้นทางการเดินรถเมล์สายต่างๆ ภายในรถ ให้เหมือนกับรถไฟฟ้า  ตลอดจนการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์  โลโก้ ขสมก. และสีตัวรถใหม่ให้ทันสมัย ซึ่งขณะนี้กำลังจัดโครงการร่วมประกวดอยู่ นอกจากนี้ ขสมก.ยังมีการสร้างรายได้จากแหล่งอื่น เช่น การโฆษณาบนตัวรถ โครงการครอบครัวสุขสันต์กับบริการ ขสมก. ด้วยการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวในเขตจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการไปแล้ว 26 เส้นทาง และได้รับผลตอบรับดีมาก มีผู้ใช้บริการปีหนึ่งมากกว่า 80,000 คน    “แผนการเพิ่มรายได้ ขสมก. ไม่ได้มองเรื่องกำไรเป็นหลัก แต่ดูเรื่องการให้บริการสาธารณะก่อน เพราะฉะนั้นจึงหวังแค่ทำให้องค์กรเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นที่พึ่งพิงให้ผู้มีรายได้น้อยได้ด้วย ดังนั้น ขสมก.จะยังเก็บค่าโดยสารถูกกว่าเอกชนอยู่ ซึ่งปัจจุบันเก็บค่าโดยสารต่ำกว่ารถร่วมฯ  โดยรถร้อนเก็บถูกกว่า 1.50 บาท และรถแอร์ต่างจากรถร่วมฯ 2 บาท”    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขสมก.ขนที่ดินให้เอกชนเซ้งยาว 30 ปี