นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย (ไทยบีเอ็มเอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสเงินทุนต่างชาติ ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้สุทธิ64,538ล้านบาท โดยไหลเข้าตราสารหนี้ระยะยาว 65,813 ล้านบาท ไหลออกในตราสารหนี้ระยะสั้น 1,275 ล้านบาท หลังจากที่รัฐบาลประกาศแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งถือว่าการดำเนินงานของภาครัฐ ได้สร้างผลบวกต่อตลาดตราสารหนี้ และทำให้มั่นใจว่าทั้งปีนี้ จะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นบวก หลังจากก่อนหน้านี้ เงินทุนไหลออกไปค่อนข้างมาก จากข่าวธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เงินทุนต่างประเทศไหลออกสุทธิ 5,410 ล้านบาท เป็นออกสุทธิจากตราสารหนี้ระยะยาว 19,865 ล้านบาท และเข้าสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้น 14,455 ล้านบาทส่วนกรณีที่นายสมหมาย ภาษี รมว. คลัง ระบุว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงัน หรือซบเซานั้น เป็นผลจากการที่ไทยดึงนโยบายสนับสนุนเกษตรกรออก อย่างกะทันหัน ประกอบกับการส่งออกของไทยไม่ขยายตัว ประชาชนมีหนี้ครัวเรือนมาก ซึ่งเห็นว่า สิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือรัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้นขณะเดียวกัน เห็นว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลง ก็คงไม่สามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ เพราะประชาชนมีหนี้สินมาก อีกทั้งดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบัน อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ส่วนแนวโน้มการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปีจะมีเอกชนออกหุ้นกู้รวมทั้งสิ้น 570,000–580,000 ล้านบาท นับเป็นสถิติสูงสุด ตั้งแต่เปิดโอกาสให้เอกชนออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน โดยช่วงม.ค.-ต.ค.นี้ จะมีเอกชนออกหุ้นกู้ไม่ต่ำกว่า510,000ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เงินทุนต่างชาติไหลเข้ากว่า6 หมื่นล้าน
เดือน: ตุลาคม 2014
-

เงินทุนต่างชาติไหลเข้ากว่า6 หมื่นล้าน
-

เท6.8หมื่นล้านปูพรมด้านคมนาคม 8 ปี
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยเวลา 8ปี (58-65) แบ่งออกเป็น5แผนงานครอบคลุมการพัฒนาด้านการขนส่งทั้งระบบคือ ระบบราง ทางหลวง ทางน้ำและทางอากาศ โดยปี 58มีแผนลงทุน68,000ล้านบาทเน้นการลงทุนในระบบรถไฟทางคู่ 6เส้นทาง ระยะแรก เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้า และยังมีแผนศึกษาโครงการต่าง ๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน ส่วนวงเงินรวมของแผนทั้งหมด กระทรวงคมนาคมจะกลับไปทบวน กรอบวงเงินอีกครั้งว่ามีทั้งหมดเท่าใดสำหรับ แผนลงทุนรถไฟทางคู่ 6เส้นทาง ที่จะเร่งดำเนินการก่อนปี 58มีวงเงินรวมถึง 129,308ล้านบาท ระยะทางทั้งสิ้น 903กิโลเมตร ประกอบด้วย เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, นครปฐม-หัวหิน, มาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระและลพบุรี-ปากน้ำโพ ส่วนระยะที่ 2จะเร่งศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการเพิ่มอีก8เส้นทางคือ หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์, ปากน้ำโพ-เด่นชัย, ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี, ขอนแก่น-หนองคาย, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-สงขลา, หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ และเด่นชัย-เชียงใหม่ขณะ เดียวกันต้องศึกษาการพัฒนาทางคู่มาตรฐาน (สแตนดาร์ตเกต) ขนาดรางมีความ กว้าง1.435เมตร 3เส้นทาง ระยะทางรวม 1,060กิโลเมตรคือ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และนครราชสีมา-มาบตาพุด, กรุงเทพฯ-ระยองและ นครราชสีมา-หนองคายพร้อมทั้งเร่งรัดโครงการ พัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งปีนี้กระทรวงคมนาคม จะเร่งการประกวดราคารถไฟสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพาน ใหม่-คูคตระยะทาง 18.4กิโลเมตร จากนั้นจึงเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติให้ประกวดราคาอีก6เส้น ทางระยะทาง 144กิโลเมตรคือ สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี, สีชมพู แคราย-มีนบุรี, สีเหลือง ลาดพร้าว-พัฒนาการ, แอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ ส่วนต่อขยายพญาไท-ดอนเมือง และสายสีแดง 2เส้นทาง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง-หัวหมาก และรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต และยังต้องศึกษารายละเอียดในเส้นทางบางแค-พุทธมณฑลสาย4ระยะทาง8กิโลเมตรนอกจากนี้ โครงการตามแผนที่เหลือ ยังต้องพัฒนาทางหลวงสายหลัก ทั้งการขยายช่อง จราจรเป็น4ช่องทาง และพัฒนาโครงข่ายทางหลวง เชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายพัฒนา-มาบตาพุด พัฒนาการขนส่งทางน้ำ ทั้ง พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อรองรับสินค้า และเรือเพิ่ม รวมทั้งพัฒนาท่าเรือ ชุมพร และสงขลา ส่วนด้านอากาศ มีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูมิภาค สุดท้ายเป็นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เช่น โครงการรถเมล์เอ็นจีวีเ บื้องต้นภายในต้นปี 58จะมีรถเมล์เอ็นจีวีล็อตแรก 489คัน วิ่งให้บริการประชาชนได้ด้านนายสม ศักดิ์โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ที่ประชุมครม. ยังเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบ ประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 59โดยจะให้ความสำคัญกับการจัดทำงบ ประมาณแบบบูรณาการ ทั้งนโยบายสำคัญของรัฐบาล และการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ประหยัด และสอดคล้องกัน และให้จัดทำแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้น และจัดทำแผนปฏิบัติงาน รวมทั้งแผนใช้จ่ายงบประมาณที่ชัดเจน ซึ่งการจัดทำงบประมาณปีดัง กล่าวสำนักงบประมาณ ยังให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเข้ามาร่วมจัดทำด้วยเพื่อจะ ได้มีมิติของความมั่นคงเพิ่มเติมเข้ามาขณะที่ ปฏิทินงบประมาณกำหนดขั้นตอน คือการทบทวนงบประมาณ ต้องทำในช่วงเดือนต.ค.57- ม.ค.58, การวางแผนงบประมาณเดือนต.ค.57- ม.ค.58, การจัดทำงบประมาณเดือนก.ค.-กลางเดือนก.พ.58และขั้นตอนการอนุมัติงบ ประมาณช่วงปลายเดือนพ.ค.-ต้นเดือนก.ย.58นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบโครงการการผูกพันข้ามปีงบประมาณ58ของส่วน ราชการและรัฐวิสาหกิจ 1,587รายการวงเงินรวม 193,263ล้านบาทแบ่งเป็น โครงการที่มีวงเงินต่ำกว่า500ล้านบาท1,513โครงการ วงเงินรวม 99,992ล้านบาทแยกเป็นในปี 58จำนวน18,869ล้านบาท,โครงการที่มีวงเงินรวมตั้งแต่ 500ล้านบาทขึ้นไปแต่ไม่ เกิน1,000ล้านบาท41โครงการวงเงินรวม 30,536ล้านบาท แยกเป็นปี 58จำนวน4,281ล้านบาท และรายการที่มีวงเงินรวม1,000ล้านบาทขึ้นไป33โครงการวง เงินรวม 62,734ล้านบาท แยกเป็นปี 58จำนวน8,023ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เท6.8หมื่นล้านปูพรมด้านคมนาคม 8 ปี -

ธุรกิจร้านอาหารแข่งเดือด
นายสุชีพ ธรรมาชีพเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (ซีอาร์จี) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายของร้านอาหารในเครือ 12 แบรนด์ ในไตรมาส4 นี้ อย่างเข้มข้น โดยใช้งบประมาณ มากกว่า 50% ของงบทั้งปีนี้ เพื่อจัดกิจกรรมตามความเหมาะสมของแต่ละร้าน เนื่องจากบริษัทประเมินว่า ภาพรวมธุรกิจอาหารช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา หลังจากบริษัทหลายแห่งได้รับผลกระทบด้านปัญหากำลังซื้อช่วงต้นปี ทำยอดขายพลาดไปจากเป้าหมายที่วางไว้ในส่วนของบริษัทนั้น จะเน้นทำโปรโมชั่นด้านราคาเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการออกสินค้าใหม่ที่คุ้มค่า สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ เพื่อสร้างความผูกพันธ์ดึงดูดลูกค้าให้ใช้บริการเพิ่มขึ้น“เราเริ่มเห็นการจัดโปรโมชั่นแรง ๆ มาตั้งแต่ไตรมาสก่อนหน้านี้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้บรรยากาศไม่ค่อยดี อัตราการมาใช้บริการร้านอาหารในเครือลดลงกว่า 50% จากเดือนละ 2 ครั้งเหลือเพียง เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น แต่หลังจากสถานยการณ์ดีขึ้นร้านต่าง ๆ ก็เริ่มกลับมาทำตลาด ซึ่งบริษัทได้คาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว จึงวางแผนล่วงหน้าสำหรับไตรมาสสุดท้ายนี้ ว่าจะทำอะไรบ้าง คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ น่าจะมีผลทำให้ยอดขายเติบโตจากปีก่อนได้ 10% เป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท”สำหรับการขยายธุรกิจนั้น บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ โดยล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัวร้านอาหารข้าวหน้าหมูทอด แบรนด์คัตสึยะ 3 สาขา หลังเห็นโอกาศจากการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น และปีหน้าเตรียมจะเปิดเพิ่มอีก 10 สาขา ส่งผลให้ปี 58 จะมีรายได้ถึง 100 ล้านบาทแน่“แผนการขยายธุรกิจต่อจากนี้ บริษัทจะพิจารณาเลือกร้าน เจาะกลุ่มคนระดับกลางเป็นหลัก เพราะเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม และต้องเป็นอาหารที่รสชาติถูกปากคนไทย โดยปีหน้าวางแผนจะเปิดร้านอาหารใหม่อีก 1 แบรนด์ ซึ่งจะเป็นการซื้อกิจการจากเจ้าของเดิมที่ทำตลาดอยู่แล้ว เบื้องต้นคาดว่าน่าจะใช้งบลงทุน 500-600 ล้านบาท”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจร้านอาหารแข่งเดือด