นับถอยหลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ส่งผลให้ทุกหน่วยงานเร่งปรับตัวทั้งด้านคมนาคม, การศึกษา, สาธารณสุข, ธุรกิจความสวยความงาม หรือแม้แต่ด้านพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตามอง เพราะเมื่อเออีซีเริ่มขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ขายส่งไฟฟ้าให้กับไทย ทั้ง สปป.ลาว และมาเลเซีย อาจลดปริมาณการขายไฟฟ้าให้กับไทยลง เพราะต้องรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศของตัวเองที่จะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อถึงวันนั้น…คงไม่ต้องคาดเดาว่าไทยจะได้รับความเดือดร้อนมากเพียงใด หากไม่มีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า!! เห็นได้จากที่ผ่านมา ที่ไทยอาจไม่ได้ฉุกคิดและเตรียมความพร้อมกับหายนะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้หลายคนยังจำเหตุการณ์เมื่อช่วงสงกรานต์ปี 56 กันได้อย่างดี หลังจากที่เมียนมาร์ได้ประกาศหยุดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับไทยเป็นเวลา 10 วัน เพื่อซ่อมแท่นผลิตในแหล่งยาดานา ที่เริ่มทรุดตัวตั้งแต่ปี 51 ส่งผลให้ไทยมีก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้โรงไฟฟ้าในไทยเป็นอัมพาต ไฟฟ้าสะดุด ต้องหยุดจ่ายไฟเป็นช่วง ๆ เดือดร้อนกันเกือบทั่วประเทศ กระทบกันตั้งแต่รากหญ้าจนถึงไฮโซ โรงงานอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนแผนการผลิต ความเชื่อมั่นด้านพลังงานวูบหายในสายตานักลงทุน “ผศ.ดร.วันชัย ฉิมฉวี” อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้บอกเล่าถึงสถานการณ์ด้านพลังงานไฟฟ้าผ่านรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า สิ่งที่ไทยต้องกังวลและต้องยอมรับสภาพคือ เมื่อเปิดเออีซี สิ่งที่ถือเป็นจุดอ่อนของไทยมากที่สุด คือ เรื่องค่าแรงแพง วัตถุดิบมีน้อย ทำให้นักลงทุนต่างวิ่งไปหาประเทศที่มีศักยภาพ มีทรัพยากรที่สดกว่า รวมไปถึงค่าแรงที่ถูกกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมียนมาร์ และ สปป.ลาว ซึ่งจะส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามีมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องเก็บพลังงานของตัวเองไว้ใช้ให้เพียงพอก่อนนำออกมาขายให้กับไทย ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวและค่อนข้างอันตรายคือ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ไทยจะต้องทำอย่างไรเพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 50% ขณะที่ภาคเอกชนผลิตได้ 44% ที่เหลือนำเข้าจากสปป.ลาว และมาเลเซีย โดยไฟฟ้าทั้งหมดนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม 52% ครัวเรือน 27% ภาคธุรกิจ 18% อื่น ๆ 2.8% และภาคการเกษตร 0.2% ผศ.ดร.วันชัย บอกว่า เมื่อเปิดเออีซีแล้ว สิ่งที่ไทยต้องเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน คือ ต้องเตรียมพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉินที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า และหากต้องพึ่งพาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ล้วนแต่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องมองหาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น พลังงานถ่านหิน แม้ไม่สามารถผลิตได้เอง ก็จำเป็นต้องซื้อในอนาคต ซึ่งผู้ที่สามารถผลิตได้มากสุดตอนนี้ คือ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งศึกษาและลงทุนในเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์ โดยยอมรับว่าไทยหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าไทยมีพลังงานอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นหรือไม่? ดังนั้นหากมีพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น ย่อมดีกว่าไม่มีการสำรองไว้ แต่หากจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องศึกษาให้รอบด้านโดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด แต่เรื่องของความปลอดภัยนั้น เริ่มมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น โรงงานนิวเคลียร์มีระบบที่ป้องกันตัวเองได้ มีระบบระบายความร้อนที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ดังนั้นการจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดแบบที่ฟูกุชิมะ ที่ญี่ปุ่น คงไม่มีให้เห็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นก็มาจากภัยธรรมชาติเพราะในเวลานั้นเกิดจากแผ่นดินไหวและเกิดสึนามิ ทั้ง 2 ทางเลือกข้างต้น ล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาทั้งประเทศ แต่หากจะเริ่มการแก้ไขขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ความร่วมมือระดับภาคครัวเรือน ซึ่งจะทำอย่างไรให้ชุมชน ครัวเรือนมีไฟฟ้าไว้ใช้ได้ในภาวะปกติและสภาวะฉุกเฉิน สิ่งที่ดำเนินการได้คือภาครัฐต้องเข้ามาให้การสนับสนุน โดยเฉพาะโครงการผลิต “โซลาร์ลูฟ” ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนมีไฟฟ้าไว้ใช้ยามจำเป็น เช่น ให้งบประมาณสนับสนุน 30% เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนดำเนินการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมให้เดินหน้าได้ในยามที่เกิดปัญหา ทั้งเรื่องของอาชีพ การผลิต การส่งออกต่าง ๆ นอกจากนี้ภาคครัวเรือนต้องเร่งสร้างไบโอดีเซล หรือแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ในยามจำเป็นสำหรับชุมชนตนเองด้วย ขณะที่ภาครัฐต้องสนับสนุนชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้เป็นชุมชนนำร่องในการประหยัดพลังงานด้วย นอกจากนี้ภาครัฐยังเป็นองค์กรสำคัญเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสำรองไฟไว้ใช้ในประเทศได้แบบไม่ต้องง้อการนำเข้า วันนี้…เริ่ม มองเห็นสัญญาณบางอย่างที่ทำให้พลังงานอาจมีไม่เพียงพอ หากไทยยังพึ่งพาต่างประเทศมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้น! สิ่งที่เริ่มต้นได้ คือ การสร้างวินัยเพื่อประหยัดพลังงาน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป. ภัทราภรณ์ พลายเถื่อน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตา 5 ปี ไทยเจอหนักวิกฤติพลังงาน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

จับตา 5 ปี ไทยเจอหนักวิกฤติพลังงาน – เออีซีกับม.หอการค้าไทย
-

นักเดินทางยุคดิจิทัล – ลูกเล่น/ลีลา
ขณะที่ระบบเครือข่าย3จีของไทยยังคงใช้งานได้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์และฟรีไวไฟแบบไทย ๆ ที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการลงทะเบียนเพื่อใช้งานดูเหมือนจะไม่ส่งเสริมธรรมชาติของนักเดินทางรุ่นใหม่วันนี้ที่พร้อมจะแชตและแชร์ในทุกสถานที่และรัฐบาลก็พยายามที่จะปั้นให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนหลังรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า ผลการสำรวจ “อนาคตของการท่องเที่ยว” จาก Expedia และ Egencia ซึ่งดำเนินการใน 24 ประเทศจัดทำโดยแฮริสอินเทอร์แอทีฟด้วยการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเดินทางเพื่อธุรกิจและเพื่อการพักผ่อนรวมถึงความชื่นชอบของคนในแต่ละรุ่นระบุว่าคนยุคมิลเลนเนียลมีการใช้จ่ายอย่างอิสระเพิ่มมากขึ้นมีการร้องเรียนมากขึ้นและขาดโทรศัพท์มือถือไม่ได้ในการเดินทางทั้งธุรกิจและท่องเที่ยว นักเดินทาง “รุ่นมิลเลนเนียลหรือเจนวาย” หมายถึงคนที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18-30 ปี มีพฤติกรรมการเดินทางเพื่อธุรกิจและเพื่อการพักผ่อนรวมทั้งความคาดหวังที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าอย่างสุดขั้วโดย Expedia.comและ Egenciaได้ดำเนินการศึกษาอนาคตของการการท่องเที่ยวในห้าทวีปโดยสอบถามพนักงานวัยหนุ่มสาวจำนวน 8,535 คนใน 24 ประเทศถึงวิถีการเดินทางทั้งในรูปแบบธุรกิจและเพื่อการพักผ่อน สิ่งที่พวกเขาชอบ ไม่ชอบ สิ่งโปรดปราน และสิ่งที่น่ารำคาญการศึกษาพุ่งเป้าไปที่การค้นหาว่าคนยุคเจนวายจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบการเดินทางอย่างไรเมื่อเขามีอำนาจตัดสินใจในที่ทำงานและอำนาจการซื้อในชีวิตส่วนตัว มือถือและปัจจัยอื่น ๆ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าสำคัญสำหรับอนาคตของการท่องเที่ยวตามข้อเท็จจริงมีรายงานว่าในการจองการเดินทางสำหรับธุรกิจ 32% ของคนอายุ 30 และต่ำกว่าจองผ่านสมาร์ทโฟนและ 20% จองผ่านแท็บเล็ตเทียบกับผู้ที่อายุเกิน 45 ปี จะจองผ่านสมาร์ทโฟนเพียง 12% และ 9% จองผ่านแท็บเล็ต นอกจากนี้คนอายุระหว่าง 18-30 ปี มีปริมาณการใช้อุปกรณ์มือถือในการสร้างเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวมากกว่าคนอายุระหว่าง 46-65 ปีค่อนข้างมาก “นักเดินทางเพื่อธุรกิจเป็นรุ่นแรกที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนักเดินทางรุ่นมิลเลนเนียลรวดเร็วกว่านั้นอีก และทุกคนก็พร้อมที่จะขยับไปเรื่อย ๆ จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์อื่นจากออนไลน์เป็นออฟไลน์และกลับไปมาเราตระหนักดีว่าการที่จะก้าวให้ตามทันคนรุ่นมิลเลนเนียลและคนเดินทางเพื่อธุรกิจรุ่นถัดไปในอนาคตจำเป็นจะต้องโฟกัสไปที่โทรศัพท์มือถือเพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมกับพวกเขาอย่างยั่งยืนด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง” ร็อบ เกรย์เบอร์ ประธานบริษัท Egencia ระบุ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักเดินทางยุคดิจิทัล – ลูกเล่น/ลีลา -

50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย
เชฟระดับโลกได้รวมตัวกัน ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อร่วมงานประกาศผลรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s50 Best Restaurants) จัดโดยวิลเลียมรี้ดบิสเนสมีเดียและสนับสนุนโดยเอสเพลเลกรีโน (S.Pellegrino) และแอคคัวแพนนา (AcquaPanna) เพื่อร่วมพูดคุยถึงประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวโน้มความนิยมของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต โดยในช่วงงานประกาศผลรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย 2014 คณะผู้จัดงานได้กำหนดจัดโปรแกรมการประชุมสัมมนาและเวิร์กช็อปด้านอาหารที่น่าสนใจอีกหลายรายการระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและประชาชนทั่วไปได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดพร้อมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์จากเหล่าเชฟระดับหัวกะทิ โดยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นการจัดประชุมสัมมนาในหัวข้อ “เชิดชูมรดกแห่งรสชาติสู่ธุรกิจอาหารแห่งอนาคต (TheFuture of Food: Back to our Roots)” ซึ่งเดวิด ทอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและเชฟแห่งร้านอาหาร Nahm ประเทศไทย (อันดับ 3 จาก 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย 2013 และอันดับ 32 จาก 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับโลก 2013)ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานและผู้ดูแลการจัดประชุมสัมมนาและในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปในหัวข้อ “อัตลักษณ์แห่งเมนูเลิศรส (SignatureDishes)” รายนาม 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียจัดทำโดยสมาคม TheDiners Club World’s 50 Best Restaurants Academyซึ่งเป็นกลุ่มของผู้นำในธุรกิจอาหารระดับโลกกว่า 900 ราย ซึ่งร่วมกันคัดเลือกร้านอาหารจากความคิดเห็นระดับมืออาชีพที่มีต่อร้านอาหารทั่วโลกโดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 26 ภูมิภาค ผลคะแนนของร้านอาหารในประเทศต่าง ๆ ของเอเชียได้จากการลงคะแนนในรายการ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับโลกและจะนำมาประกาศในรายชื่อ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียซึ่งมีทั้งจากบังกลาเทศ พม่า บรูไน ภูฏาน กัมพูชา จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว มาเก๊า มาเลเซีย มัลดีฟส์ ไมโครนีเซีย เนปาลปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม งานประกาศผลรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียมีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ณ โรงแรมคาเปลลา เกาะเซ็นโตซา ประเทศสิงคโปร์ โดยผลรางวัลทุกประเภทจะถูกประกาศบนเว็บไซต์ www.theworlds50best.com/asia
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย