นายสันติชัยสารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายในหรือคน.เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “ความร่วมมือศูนย์อาหารธงฟ้า ราคาประหยัด”ที่ห้างบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาติวานนท์ ว่า กรมการค้าภายในได้ร่วมกับห้างบิ๊กซีจัดจำหน่ายอาหารจปรุงสำเร็จในราคาพิเศษในราคา 30บาทต่อจานบริเวณศูนย์อาหารหรือฟู้ดคอร์ทของบิ๊กซี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 สาขาระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-29 มิ.ย.นี้เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคและช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน “สาเหตุที่เลือกจัดโครงการดังกล่าวที่เลือกห้างบิ๊กซีเนื่องจากมีสาขาทั่วประเทศ และมีผู้ใช้บริการของศูนย์อาหารของบิ๊กซีแต่ละสาขาเฉลี่ย 800-1,000 คนต่อวันและโดยเฉพาะช่วงเสาร์อาทิตย์จะมีจำนวนมากกว่าปกติส่วนทางห้างเทสโก้โลตัสได้มีการหารือที่จะขอความร่วมมือแล้วคาดว่าจะสามารถจัดได้กลางเดือนมิ.ย.นี้” ทั้งนี้ราคาอาหารแนะนำที่จำหน่ายในฟู้ดคอร์ทของบิ๊กซีในราคาพิเศษ30 บาท กว่า 26 รายการ ได้แก่ ข้าวต้มไก่ ข้าวราดผัดผัก 1 อย่างก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูหรือปลาอย่างเดียว ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกข้าวไข่พะโล้หรือข้าวไส้หมู ข้าวผัดไข่ ข้าวไข่เจียบหมูสับ ข้าวกะเพราไก่ก๋วยจั๊บหมูหรือไข่อย่างเดียว ราดหน้าเส้นหมี่หมูสับ ราดหน้าไก่ สุกี้น้ำไข่ผัดไทยใส่ไข่ ขนมผักกาดไม่ใส่ไข่ ข้าวผัดไข้หมู เกี๊ยวน้ำ ข้าวไก่อบ ข้าวแดงข้าวหน้าไข่ตุ๋น ขนมจีนน้ำยา ข้าวผัดผักรวมมิตร ส้มตำไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการจัดงานธงฟ้า ควบคุมราคาอาหารปรุงสำเร็จรูปกรมยังได้ความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าตรึงราคาสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคไว้ 6 เดือนหรือถึงเดือน ต.ค. นี้ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่อยู่ในความควบคุมดูแลรวมทั้งหมด 205 รายการแต่หากวัตถุดิบสินค้ารายการใดปรับเพิ่มสูงขึ้นจะพิจารณากันอีกครั้งแต่ต้องมีเหตุผลวัตถุดิบหรือต้นทุนที่สูงขึ้นจริงอีกทั้งการขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการร้านอาหารปรุงสำเร็จในห้างค้าปลีกสมัยใหม่และห้างสรรพสินค้าให้ตรึงราคาไว้ 6 เดือนเช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จัดศูนย์อาหารธงฟ้า 1 เดือน
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

จัดศูนย์อาหารธงฟ้า 1 เดือน
-

กกร.หวังจีดีพีโต2.5%
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกกร.ว่า มาตรการเศรษฐกิจที่คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้แต่ละหน่วยงานเร่งดำเนินการโครงการต่าง ๆ นั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ประมาณ 2-2.5% จากเดิมในช่วงที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเศรษฐกิจในไตรมาส 1/57 ติดลบ 0.6% และทั้งปีจะโตเพียง 1% เป็นผลมาจากการเร่งจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวให้กับชาวนาวงเงิน 92,000 ล้านบาทภายในเดือนมิ.ย.นี้ทำให้การบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนอีก 7,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานไปจัดทำงบประมาณปี 58 ให้เสร็จก่อนเดือนก.ย.นี้ นอกจากนี้การเลือกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทบางโครงการที่มีความจำเป็น เช่น ส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดิน รถไฟรางคู่ และโครงการบริหารจัดการน้ำ จะส่งผลดีต่อระบบโลจิสติกส์และการขยายตัวของสินเชื่อ คาดว่าจะโตประมาณ 8-10% จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าสินเชื่อในระบบจะโตประมาณ 6-8% “ปัจจุบันผู้บริหารประเทศมีความชัดเจนจะทำให้เศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ จากเดิมก่อนรัฐประหารเศรษฐกิจหดตัว แต่เชื่อว่าการจ่ายเงินให้ชาวนาจะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน” สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เตรียมเสนอคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติจัดสรรงบประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ขยายการค้ำประกันความสูญเสียโครงการให้เอสเอ็มอี จากเดิมสัดส่วน 18% เป็นสัดส่วน 50% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง นอกเหนือจากการให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศเข้ามาร่วมค้ำประกันกับบสย. ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะเดียวกันเร่งออกพรก. ขยายเวลาลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติ บุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ออกไปอีก 2 ปี เร่งจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพราะมีโครงการรอพิจารณา 400 โครงการ เงินลงทุน 660,000 ล้านบาท รวมถึงเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ เพื่อกระตุ้นการส่งออก รวมทั้งเสนอให้มีคณะกรรมการและการจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน(กรอ.) เพื่อเป็นกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ โดยภาคเอกชนจะใช้เวทีการประชุม อาเซียนบิสสิเนส ซัมมิท ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 14 – 15 ก.ย.นี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ทำความเข้าในกับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเร่งให้จัดทำโครงการเมดอินไทยแลนด์ กำหนดใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.หวังจีดีพีโต2.5% -

ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำ
นางอังคณาปิลันธน์โอวาท ไชยมนัสกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เปิดเผยว่าธอส.ได้เตรียมวงเงิน5,000ล้านบาทจัดทำโครงการสินเชื่อบ้านธอส.เพิ่มสุขสำหรับลูกค้าเดิมของธนาคารที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า36เดือนจะได้รับสิทธิ์กู้เพิ่มเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยวงเงินให้กู้ต่อรายไม่เกิน1.5ล้านบาทโดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่3ปีแรก3.99%ปีที่4ดอกเบี้ย4.975%ส่วนปีที่5จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้และทำนิติกรรมตั้งแต่วันนี้ถึง 30ธ.ค.นี้หรือจนกว่าวงเงินดังกล่าวจะหมด“การทำแคมเปญดังกล่าวเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งธนาคารเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีภารกิจหลักในการให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสร้างโอกาสให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอยู่แล้วจึงขานรับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพื่อตอบแทนลูกค้าที่มีประวัติผ่อนชำระดีมาอย่างต่อเนื่อง”เนื่องจากเห็นว่าดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นนับว่าต่ำมากสำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อฯในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งลูกค้าอาจมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมดังนั้นจึงเชื่อว่าโครงการสินเชื่อเพิ่มสุขจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าได้ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศหรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์โทร 0-2645-9000หรือwww.ghbank.co.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอส.ปล่อยกู้บ้านดอกเบี้ยต่ำ