ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • สรรพสามิตเล็งออกหนังสือแจ้งผู้จองรับรถ

    สรรพสามิตเล็งออกหนังสือแจ้งผู้จองรับรถ

    นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยภายหลังผู้ประกอบการรถยนต์เข้าพบ เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการคืนภาษีรถคันแรก ว่า ขณะนี้ กรมสรรพสามิตเตรียมออกหนังสือแจ้งให้ผู้ที่จองรถที่ต้องการเข้าโครงการคืนภาษีรถคันแรกมารับรถ และยื่นใช้สิทธิคืนภาษีต่อกรมฯให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 30 ก.ย.นี้เท่านั้น หากไม่ทันก็จะไม่ได้รับสิทธิคืนภาษี ปี 58 เนื่องจากผู้ประกอบการค่ายรถยนต์แจ้งให้ทราบว่า ยังเหลือจำนวนใบจองรถยนต์ที่เข้าสิทธิขอคืนภาษีรถยนต์คันแรกอีก 110,000 คัน โดยจำนวนที่เหลือดังกล่าว มีทั้งในส่วนที่เป็นผู้ซื้อรถที่ยังไม่ถึงกำหนดรับรถตามสัญญา และผู้ที่ไม่มารับรถตามครบกำหนดสัญญา เบื้องต้นค่ายรถยนต์ได้แจ้งว่าจะมีผู้จอง มายื่นขอรับรถในช่วงสุดท้ายก่อนปิดโครงการอีก 10% ของจำนวนใบจองที่เหลือทั้งหมด หรืออีกไม่เกิน 10,000 คันเท่านั้นทั้งนี้ รถที่ค้างสต็อกดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกอบการค่ายรถมีภาระต้นทุน ที่จะต้องเก็บรักษารถไว้ที่โชว์รูมบางส่วน ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้จองจะมารับรถหรือไม่ ซึ่งตามสัญญาค่ายรถยนต์คงไม่สามารถยกเลิกใบจองเองได้ แต่ต้องการทราบความชัดเจนว่าจะมีผู้จองมารับรถจริงอีกเท่าใด“รถยนต์ที่ค้างกว่า 110,000 คัน คิดเป็นวงเงินคืนภาษีอีก 10,000 ล้านบาทที่จะต้องคืนให้กับผู้ซื้อรถในปีงบประมาณ 58 โดยกรมจะต้องเสนอขอเต็มจำนวนใบจองไปก่อน แม้จะคาดว่ามีผู้มีรับรถอีกแค่หลักหมื่นรายเท่านั้น ซึ่งจากตัวเลขรับรถในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด มีผู้มารับรถแค่หลักพันรายต่อเดือนเท่านั้น”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพสามิตเล็งออกหนังสือแจ้งผู้จองรับรถ

  • แบงก์ลดจีดีพีเหลือ 1.6%

    แบงก์ลดจีดีพีเหลือ 1.6%

    น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 1.6% จากเดิมตั้งไว้ว่าเติบโต 2.4 % คิดเป็นเงินสูญหายไปกว่า 800,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ทำให้ไม่มีรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเดิมที่คาดว่ามีรัฐบาลชุดใหม่บริหารประเทศภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปเป็นปลายปี ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า โดยเฉพาะงบประมาณปี 58 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้จริงไตรมาส 2 ปี 58 และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจปีหน้ายังอยู่ภาวะชะลอตัว นอกจากนี้การไม่มีรัฐบาลทำให้ไทยเสียสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับการเปิดการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรปคิดเป็นสัดส่วน 0.7% ของจีดีพีสำหรับงบลงทุนภาครัฐประเมินว่าปีนี้ติดลบ 6.6% การบริโภคภาคครัวเรือนลดลง 0.5% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนติดลบ 2.8% เห็นได้จากตัวเลขการนำเข้าสินค้าทุนเริ่มชะลอตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตก เพราะเป็นการลดสินค้าทุนแสดงให้เห็นว่าเอกชนไม่มั่นใจเศรษฐกิจรุนแรงหากปรับ ลดลงต่อเนื่องจะมีปัญหาต่อเศรษฐกิจได้ ขณะที่การส่งออกโตเพียง 4% จากเดิมอยู่ที่ 5%“เศรษฐกิจไทยแม้จะชะลอตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย แม้ว่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา จีดีพีอาจจะติดลบ 0.3% แต่เชื่อว่าจีดีพีในไตรมาส 2 ยังทรงตัว และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด หรือใต้ท้องช้างมาแล้ว หากสถานการณ์การเมืองไม่รุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายยังผันผวน จากปัจจัยการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ต่างประเทศ"ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มปรับลดลง เหลือ 1.75% จากปัจจุบัน 2% ซึ่ง สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน และ แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงเงินทุนไหลออก ส่งผลเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 33 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐในสิ้นปีนี้ สำหรับการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7%เป็น 10% คาดว่าจะไม่กระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ลดจีดีพีเหลือ 1.6%

  • ส.อ.ท.ส่งสัญญาณไม่รับแรงงานเพิ่ม

    ส.อ.ท.ส่งสัญญาณไม่รับแรงงานเพิ่ม

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่มีนโยบายรับแรงงานเพิ่ม เนื่องจากได้ลดกำลังการผลิตลง เพราะการบริโภคภายในประเทศชะลอตัว จากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับภาคการส่งออกไตรมาส 1 ของปีนี้ ติดลบ 1 % ทำให้ยอดขายของผู้ผลิตลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้เริ่มลดเงินเดือนพนักงาน และบางแห่งเริ่มปลดแรงงานแล้ว ซึ่งหากการเมืองยังยืดเยื้อต่อไป คาดว่าปีนี้จะมีแรงงานตกงานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 500,000 คน โดยเฉพาะนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ จะได้งานน้อยกว่าสายวิชาชีพ“ตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าแรงงานไทย ว่างงานค่อนข้างต่ำเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีอัตราว่างงาน 0.9% ของกำลังแรงงาน หรือปริมาณ 341,000 คน แต่เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 0.6 -0.7% และในเดือน เม.ย.–พ.ค. นี้ จะมีนักศึกษาจบใหม่อีก 400,000 กว่าคน และในจำนวนดังกล่าวเป็นนักศึกษาที่จบระดับอุดมศึกษาถึง 300,000 คน ประมาณการณ์ว่า จำนวนนี้จะเป็นสายอาชีพ 50% ที่เหลือ 150,000 คนค่อนข้างชัดเจนว่า จะตกงาน ดังนั้นหากการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไป คาดว่า ปีนี้อัตราตราการว่างงานจะเพิ่มเป็น 490,000 – 500,000 คน หรือคิดเป็น 1.1%”ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการขยายการลงทุนของภาคเอกชนและการลงทุนใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จะมีส่วนสำคัญต่อการดูดซับแรงงานที่จบใหม่เข้าสู่ระบบ แต่ปัจจัยการเมืองของไทย ที่มีปัญหายืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าจะจบอย่างไร ทำให้การลงทุนทั้งสองส่วนต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าการเมืองจะชัดเจน จึงทำให้การว่างงานส่วนนี้ลดลง แม้รัฐบาล จะมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ชุดใหม่แล้ว เพื่อเร่งอนุมัติการลงทุนค้างท่อกว่า 660,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการลงทุน แต่เชื่อว่า การลงทุนจริง จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อภาพการเมืองของไทยมีความชัดเจนขึ้น“เอกชนอยากเห็นการเลือกตั้งรัฐบาลโดยเร็ว และให้เร่งอนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพราะหากไม่มีส่วนนี้ออกมา เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย แรงงานจะตกงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ ยิ่งสายงานที่ไม่ใช่ช่างโรงงานที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป็นเด็กสายงานประจำออฟฟิศ เด็กกลุ่มนี้จะเสี่ยงตกงานมากที่สุด”นายสุพันธุ์มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท กล่าวว่า ส.อ.ท. จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการเอเสเอ็มอี ในการเจรจากับรัฐบาล และสถาบันการเงิน ให้ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับเอสเอ็มอีมากขึ้น โดยเร็ว ๆ นี้ จะเข้าไปหารือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเข้าไปช่วยค้ำประกันหนี้ให้กับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง ในส่วนของรัฐบาลควรจะต้องเร่งผลักดันงบประมาณปี 58 เพื่อให้มีงบลงทุนออกมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เข้ามาช่วยกลุ่มเอสเอ็มอีให้ดำเนินกิจการต่อไปได้นายธวัชชัย เฮงประเสริฐ รองประธาน ส.อ.ท. ดูแลสายงานการค้าชายแดน กล่าวว่า การค้าชายแดนในปี 56 มีมูลค่า 900,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 500,000 ล้านบาท และการนำเข้า 400,000 ล้านบาท โดยในปี 57 คาดว่า ส่งออกชายแดน จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 20-30% เมื่อเทียบกับปี 56 เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมาก ระดับ 7-8% โดยการส่งออกผ่านแดนไปยังประเทศพม่า จะขยายตัวมากที่สุด 20-30% เนื่องจากมีประชากรกว่า 60 ล้านคน และเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์ก่อสร้าง รถยนต์มือสอง เครื่องอุปโภค บริโภค กัมพูชา จะขยายตัว 10% ลาว จะขยายตัว 15-20% โดยสินค้านำเข้าหลักจะเป็นวัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องคอมพิเตอร์ อุปกรณ์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และบางส่วนเป็นสินค้าผ่านแดนไปยังเวียดนาม และจีนตอนใต้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท.ส่งสัญญาณไม่รับแรงงานเพิ่ม