ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ระวังภัยร้าย!!!ดินสอพอง – ไขปัญหาผู้บริโภค

    ระวังภัยร้าย!!!ดินสอพอง – ไขปัญหาผู้บริโภค

    ช่วงเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลแห่งความชุ่มชื้นคือช่วงเทศกาล “สงกรานต์” และสิ่งที่จะได้เห็นและได้ทำในวันนี้ก็คือ  การ ออกไปสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ทั่วไปก็คือ แป้งขาว ๆ ที่ใช้ประหน้าอย่าง “ดินสอพอง” ที่คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีอันตราย แต่ล่าสุดจากการสุ่มตรวจของสถา   บันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหา ชน) มีการพบว่า “ดินสอพอง” มีเชื้อโรคที่อันตรายมากที่สามารถที่จะก่อให้เกิดบาดทะยักได้ และถ้าเชื้อโรคนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ และกล้ามเนื้อตาย อีกทั้งถ้าเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด กล้ามเนื้อตายเน่า และการติดเชื้อในเนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตและอาจทำให้ผู้ใช้ถึงแก่ชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ทางศูนย์เฝ้าระวังและพิสูจน์สินค้าที่ไม่ปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ยังเคยทำการสุ่มตรวจสอบดินสอพองที่ผู้ประกอบการได้นำมาจำหน่ายตามท้องตลาด พบว่าผู้ค้าบางรายมีการนำดินสอพองปลอมที่ดัดแปลงจากผง     ยิปซัม ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำฝ้าเพดานมาทำเป็นดินสอพองจำหน่ายให้ผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก  เนื่องจากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์บริการระบุผลออกมาว่า ผงยิปซัมดังกล่าวหากนำมาเล่นถือเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก เช่น เมื่อนำมาทาบริเวณผิวหนังจะเกิดการระคายเคือง หากผู้ใดแพ้ฝุ่นอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีการนำดินสอพองที่มีเชื้อโรคมาฉายรังสีแกมมาในปริมาณ 9.30-10.40 กิโลเกรย์ ก็สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ได้เกือบทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่สนใจซื้อดินสอพองไปใช้หรือนำไปเล่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทางด้านผู้ผลิตคงต้องทำดินสอพองให้สะอาดเสียก่อน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเล่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ครั้งนี้ ทางด้านผู้บริโภคเอง จึงควรระวังไม่ให้ดินสอพองเข้าจมูกหรือปาก และไม่ควรเล่นดิน สอพองหากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ด้วยความปรารถนาดีจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสงกรานต์ที่สนุกสนานปลอดภัยไร้กังวล.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ระวังภัยร้าย!!!ดินสอพอง – ไขปัญหาผู้บริโภค

  • แบงก์รัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง

    แบงก์รัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง

    นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงเฉลี่ย 0.13-0.65% ภายหลังที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนอยู่ที่ 1.40-1.60% เงินฝากประจำ 6 เดือน 1.55-1.80% เงินฝากประจำ 12 เดือน 2.00-2.10% เงินฝากประจำ 24 เดือนเท่ากับ 2.15-2.50% ส่วนเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ 0.5% ออมทรัพย์ทวีโชค 0.5% แต่ลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากต้องจัดสรรส่วนที่เหลือกันไว้เป็นค่าเงินรางวัล ส่วนออมทรัพย์พิเศษเท่ากับ 1.25% “ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารยังไม่ปรับลด เนื่องจากธนาคารได้พิจารณาดูในเรื่องของต้นทุนต่างๆ เมื่อเทียบกับตลาดเดียวกันแล้ว โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของ ธ.ก.ส.ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์อื่นๆอยู่ ทำให้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ต้องดูไปอีกสักพักก่อน” นายครรชิต สิงห์สุวรรณ์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) กล่าวว่า  ธอท.ได้ปรับลดอัตราผลตอบแทนเงินฝากลง 0.45%-0.5% แต่เป็นการปรับลดในอัตราที่สูงกว่าธนาคารอื่นๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ กนง.ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.25% ธนาคารยังไม่ได้ทำการปรับลด ทำให้ครั้งนี้จึงพิจารณาปรับลดในอัตราที่มากพอสมควร ทั้งนี้ สำหรับผลอัตราตอบแทนเงินฝากที่เปลี่ยนแปลง แบ่งเป็น เงินฝากประจำ 3 เดือน จากเดิม 3.00% เหลือ 2.50% เงินฝากประจำ 6 เดือน จากเดิม 3.30% เหลือ 2.75% เงินฝากประจำ 12 เดือน จากเดิม 3.60% เหลือ 3.15% ส่วนผลตอบแทนด้านสินเชื่อหรือเงินกู้นั้น ยังไม่ปรับลด เพราะต้องพิจารณาความเคลื่อนไหวจากธนาคารอื่นก่อนว่าจะมีทิศทางใด แต่เชื่อว่าคงใช้ระยะเวลาไม่นานก็คงมีการเปลี่ยนแปลง เพราะการที่ลดเงินฝากขาเดียวจะทำให้กำไรมากขึ้นและเป็นการเอาเปรียบลูกค้าจนเกินไป

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์รัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง

  • บัญชีกลางเผยมีงบลงทุนค้างท่อ 7.3 พันล้านบาท

    บัญชีกลางเผยมีงบลงทุนค้างท่อ 7.3 พันล้านบาท

    นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการเบิกจ่ายงบประมาณ 55,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้ส่งหนังสือเวียนไปยังกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อซักซ้อมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบลงทุน ปี 57 เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐมนตรีของกระทรวงต่าง ๆ ไม่กล้าลงนามอนุมัติการเบิกจ่าย เพราะกังวลว่าจะผิดกฎหมายรัฐบาลธรรมนูญ หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนโครงการลงทุนที่มีขนาดเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ยังไม่สามารถดำเนินการก่อหนี้ผูกพัน และเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 7,330 ล้านบาท เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำให้ไม่มีอำนาจในการอนุมัติโครงการที่ยังค้างอยู่ดังกล่าวได้“ก่อนหน้าที่กรมบัญชีกลางจะออกหนังสือเวียนเพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจกับส่วนราชการทั้งหมดนั้น มีงบลงทุนที่ค้างท่อรอการลงนามจ่ายอยู่ทั้งหมด 130,000 ล้านบาท แต่เมื่อได้ส่งหนังสือเวียนออกไปก็ทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น จนวงเงินลดลงมาอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท โดยยอมรับว่ามีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกิน 1,000 ล้านบาท อยู่จำนวนมากที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตามหลักการต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมครม. เพื่อขอความเห็นชอบก่อน แต่เมื่ออยู่ในรัฐบาลรักษาการก็คงดำเนินการไม่ได้”ทั้งนี้ ยอมรับว่าการจัดทำงบประมาณปี 58 อาจมีความล่าช้า เนื่องจากยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาดำเนินการ แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการงบในภาพรวม โดยเฉพาะในส่วนของการเบิกจ่ายงบรายจ่ายประจำ เนื่องจากสามารถใช้งบประมาณปีเก่าไปพลางก่อนได้ แต่จะมีปัญหาในส่วนของงบลงทุน ที่ไม่สามารถเบิกจ่ายในโครงการใหม่ ๆ ได้ ส่วนงบลงทุนในโครงการที่มีการก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว ยังเดินหน้าได้ตามปกติ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บัญชีกลางเผยมีงบลงทุนค้างท่อ 7.3 พันล้านบาท