ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • กิตติรัตน์โพสต์เฟสบุ๊คเสียดายโครงการ2ล้านล้านบาท

    กิตติรัตน์โพสต์เฟสบุ๊คเสียดายโครงการ2ล้านล้านบาท

    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ….. ที่มีอันต้องตกไปจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 มี.ค.57 ทั้งๆ ที่ได้ผ่านการทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้วคงจะเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกนานพอสมควร ซึ่งหลายฝ่ายอาจใช้ความชอบความเชื่อของฝ่ายตนเป็นหลักแล้วสรรหาเหตุผลเท่าที่จะอ้างได้มาเสริมตามความชอบความเชื่อนั้นๆ สำหรับผมในฐานะ รมว.คลัง ซึ่งเป็นต้นทางของการเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. จนมีความต่อเนื่องไปสู่การพิจารณาเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ขอยืนยันว่ากระบวนการการทำงานทุกประการมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งด้านการกลั่นกรองโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งทางราง ทางถนน ทางน้ำ และด่านที่เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศให้เหลือแต่เพียงโครงการที่มีศักยภาพสูง และแนวทางในการระดมทุนที่รอบคอบทั้งด้านวินัยการคลังและ วิธีอนุมัติโครงการที่จะมีการกลั่นกรองซ้ำโดยส่วนราชการที่สำคัญ เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนควบคู่ไปกับการพิจารณา ความคุ้มค่าของทุกๆ โครงการอีกครั้ง ก่อนที่คณะรัฐมนตรีในอนาคตจะอนุมัติเป็นรายๆ โครงการอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ การระดมเงินด้วยการเสนอเป็น พระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ก็เป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกับการดำเนินการในอดีตมาตั้งแต่ปี 2492 ที่มีการออก พระราชบัญญัติมาแล้วเกือบ 10 ฉบับ “ผมรู้สึกเสียดายแทนประเทศและประชาชนคนไทยที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องตกไป และขณะเดียวกันก็รู้สึกอีกสองประการ ประการแรกโล่งใจ เพราะหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน ผมก็ต้องเป็นคนหนึ่ง พร้อมๆ กับผู้คนอีกหลายๆ คน เช่นท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และอีกหลายๆ ท่านที่ต้องเอาใจใส่ (ถ้าได้ทำงานต่อ) หรือเอาใจช่วย (ถ้าไม่ต้องทำงานต่อ) ให้โครงการต่างๆเป็นไปอย่างที่ควรปราศจากความผิดพลาด อีกประการที่รู้สึกคือรู้สึกมั่นใจว่าโครงการส่วนใหญ่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกดำเนินการจนสำเร็จเสร็จสิ้นในอนาคต โดยรัฐบาลประชาธิปไตยของประเทศไทยที่ต้องตอบคำถามประชาชนว่าจะสร้างศักยภาพทางคมนาคมขนส่งของประเทศให้แข่งขันได้ในทางเศรษฐกิจ และสร้างคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนเมื่อไร” /////////////////// 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กิตติรัตน์โพสต์เฟสบุ๊คเสียดายโครงการ2ล้านล้านบาท

  • พลังงานรับมือแหล่งก๊าซเจดีเอหยุดซ่อม

    พลังงานรับมือแหล่งก๊าซเจดีเอหยุดซ่อม

     นายสุเทพ  เหลี่ยมศิริเจริญปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่ากระทรวงพลังงานได้เรียกประชุมคณะทำงานติดตามการบริหารเชื้อเพลิงเพื่อหารือถึงการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซ 2 แหล่งหลักในปีนี้ทั้งแหล่งบงกชในช่วงระหว่างวันที่ 10-27 เม.ย. 57  และแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมระหว่างไทยและมาเลเซีย(เจดีเอ) ที่จะปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย. – 10 ก.ค. 57 ทำให้โรงไฟฟ้าจะนะจ.สงขลา ซึ่งอาศัยก๊าซฯจากแหล่งดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตต้องหยุดเดินเครื่องเพราะไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทนได้ และทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบถึง700 เมกะวัตต์   ทั้งนี้กระทรวงพลังงาน มีความเป็นห่วงสถานการณ์ โดยเฉพาะจากแหล่งเจดีเอและไม่ต้องการให้เกิดกรณีไฟฟ้าดับ 14 จังหวัด ซ้ำกับปีที่แล้ว จึงได้มีการติดตามและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับขึ้น โดยจากการหารือกันนี้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ได้รายงานถึงมาตรการรองรับโดยมีการปรับแผนตรวจสอบและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้รวมถึงไม่ให้มีการหยุดบำรุงรักษาช่วงที่แหล่งเจดีเอปิดซ่อมอีกทั้งยังมีการเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้าภาคใต้ทุกเครื่อง อาทิโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ทดสอบให้เดินเครื่องเต็มกำลังผลิต 24 ชั่วโมงตลอดระยะเวลา 14 วัน เพื่อมาช่วยเสริมไฟฟ้าในระบบทดแทนโรงไฟฟ้าจะนะ   นอกจากนี้กฟผ. ได้มีการตรวจสอบอุปกรณ์ระบบส่ง และระบบป้องกันให้มีความพร้อมใช้งานโดยจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพ .ค. 57 ขณะเดียวกันก็ได้ประสานงานจัดเตรียมแผนย้ายโหลดหรือแผนดับไฟร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยส่วนการดึงไฟฟ้าจากภาคกลางลงมาเสริมนั้น กระทรวงพลังงานได้หารือกับกฟผ.ให้ส่งไฟฟ้าจากภาคกลางในปริมาณรองรับมาตรฐานความมั่นคงด้านไฟฟ้าโดยไม่กระทบกับภาคกลาง โดยคาดว่าจะมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางเข้าระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้ปริมาณ 700 เมกะวัตต์ซึ่งโดยปกติภาคใต้ก็ต้องรับไฟฟ้าจากภาคกลางอยู่แล้วประมาณ 500 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นสามารถจัดส่งได้เพิ่มโดยสามารถนำเข้าได้สูงสุดที่ 1,050 เมกะวัตต์  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พลังงานรับมือแหล่งก๊าซเจดีเอหยุดซ่อม

  • คต.ให้ความรู้เอสเอ็มอีไทยลุยพม่า

    คต.ให้ความรู้เอสเอ็มอีไทยลุยพม่า

     นางสาวบรรจงจิตต์อังศุสิงห์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า  ขณะนี้กรมฯ ได้ลงพื้นที่ไปให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศพม่าเช่น จังหวัดตาก  เพื่อผลักดันให้เอกชนไทยใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 58ในการขยายโอกาสทางการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากชาติตะวันตกได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรประเทศพม่า ได้ทำให้พม่ากลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลกทันที เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติมากมีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียนสามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานได้                 “กรมฯ มีแผนที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยขยายมูลค่าการค้าชายแดนกับพม่า โดยใช้ประโยชน์จากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านเป็นสมาชิกอาเซียนเหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมการค้าชายแดนขยายการลงทุนโดยการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังพม่าแล้วและมีแผนที่จะผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องและสนใจทำการค้าการลงทุน ไปเยือนพม่าเพื่อหาโอกาสและลู่ทางการค้าต่อไป”   นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมฯได้มีการหารือถึงแนวทางพัฒนาความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการค้าชายแดนไทย-พม่า กับประธานหอการค้าชายแดนเมืองเมียวดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตจำนงที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนร่วมกันโดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนทั้งส่วนกลางและพื้นที่เข้ารับเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขอุปสรรคทางการค้าการจัดเจรจาธุรกิจ และการจัดงานแสดงสินค้า   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คต.ให้ความรู้เอสเอ็มอีไทยลุยพม่า