ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 มี.ค. ดัชนีสามารถฟื้นตัวทางเทคนิค (รีบาวน์) ขึ้นได้ทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็ยืนในแดนบวกได้ตลอดการซื้อขาย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดภูมิภาคที่ปิดบวก เนื่องจากไม่มีปัจจัยลบในประเทศมากดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังสถานการณ์การเมืองไร้ความเคลื่อนไหว ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,370.73 จุด และลดลงต่ำสุด 1,361.24 จุด จนมาปิดตลาด 1,370.50 จุด เพิ่มขึ้น 14.08 จุด หรือ 1.04 % ด้วยมูลค่าซื้อขาย 36,630.14 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ทรู ปิดที่ 7.65 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท 2. เอไอเอส ปิดที่ 217.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท 3. ไอวีแอล ปิดที่ 22.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท 4. ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 177.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท 5. ทอท. ปิดที่ 196.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นปิดตลาดพุ่ง 14.08 จุด
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

หุ้นปิดตลาดพุ่ง 14.08 จุด
-

เขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำน้อย
นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของ กฟผ. ว่า ขณะนี้อ่างเก็บน้ำกฟผ. หลายแห่งยังมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติและเพียงพอที่จะระบายได้ตามแผนการจัดสรรน้ำตลอดฤดูแล้ง มีเพียงอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือคือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจากการระบายน้ำมากกว่าแผน อันเนื่องมาจากมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากกว่าแผนที่กำหนดไว้มาก โดยเขื่อนภูมิพล ปัจจุบัน ( 12 มี.ค. 57) มีปริมาตรน้ำ 5,949 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น44% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 2,149 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปี 56 ณ เวลาเดียวกัน 115 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ ปัจจุบัน มีปริมาตรน้ำ 4,657 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 49% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,807 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 56 ณ เวลาเดียวกัน 428 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ทั้งสองเขื่อนใหญ่ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 3,956 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 56 ณ เวลาเดียวกัน 313 ล้าน ลบ.ม. แต่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเก็บกักในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาถึง 2,600 ล้าน ลบ.ม. จึงนับได้ว่ามีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ในเกณฑ์น้อยมาก สำหรับแผนการระบายน้ำของ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เบื้องต้นเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 56 – 30 เม.ย. 57 จำนวน 3,000 ล้าน ลบ.ม. โดยตั้งแต่เริ่มการระบายน้ำช่วงฤดูแล้งถึงวันที่ 12 มี.ค. 57 มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไปแล้วรวม 3,598 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าแผนเบื้องต้นตลอดช่วงฤดูแล้งประมาณ 600 ล้าน ลบ.ม. และยังต้องระบายน้ำต่อไปอีกจนสิ้นสุดฤดูแล้งในเดือน เม.ย. อีก 1,100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อบรรเทาปัญหาการเพาะปลูกเกินแผนและปัญหาความเค็มที่รุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา “ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดการระบายน้ำช่วงฤดูแล้งในเดือนเม.ย. จะเหลือปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 2,800 ล้าน ลบ.ม.ต่ำกว่าเป้าหมายที่จะต้องสำรองไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภคและผลักดันน้ำเค็มในช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย. ที่มักจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำน้อย -

ค้าปลีกปรับช่องทางขายดันยอดขาย
รายงานข่าวจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 3 -5% เพราะราคาสินค้าบางชนิดที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าปลีกอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะภายหลังจากการชุมนุมทางการเมืองในบางพื้นที่ได้ยุติลง น่าจะช่วยประคองให้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกยังคงขยายตัวได้ ส่วนกลยุทธ์ที่กระตุ้นลูกค้าที่ใช้รูปแบบเดิม เช่น ผ่านทางจุดขายที่เป็นช่องทางหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาสินค้า การผ่อนชำระ 0% นานขึ้น การออกแคมเปญแลกรับส่วนลดที่สูงขึ้นจากคะแนนสะสมในบัตรสมาชิกอาจไม่เพียงพอประคับประคองยอดขายได้ ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ประกอบการจะหาช่องทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (มัลติ- ชาแนล มาร์เก็ตติ้ง) ที่หลากหลายมากขึ้นทั้งนี้ต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การขยายช่องทางการตลาดผ่านออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศยังคงไม่เป็นปกติ ซึ่งกดดันบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค รวมถึงความปลอดภัยในการเดินทาง ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านไอที และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ยังคงนิยมใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากขึ้น จะทำให้การซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า “เอ็ม-คอมเมิร์ซ” จะเป็นช่องทางใหม่ที่มาแรง และเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยหนุนการเติบโตของการซื้อขายออนไลน์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการอาจจัดงานอีเว้นท์กระตุ้นยอดขาย เช่น ลดราคาสินค้า หรือมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้บริโภคนอก ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยผู้ประกอบการอาจจะต้องทำการเลือกพื้นที่และเวลาที่เหมาะสมในการทำตลาด และเห็นว่า “มหกรรมลดราคาสินค้า” เป็นโปรโมชั่นที่สำคัญและช่วยดึงดูดผู้บริโภคในยามที่เผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งทำอีเว้นท์กระตุ้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการหรือร้านค้าที่เช่าพื้นที่ภายในร้านค้าปลีกให้มาเปิดบริการในพื้นที่ขอตนมากขึ้น ตลอดจนมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน“กำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด และยังไม่มีปัจจัยหนุนใดที่จะมาช่วยเพิ่มรายได้หรือกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่ส่วนใหญ่ในปีนี้ ยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือมีทิศทางปรับลดลง ซึ่งยังคงกดดันรายได้ของเกษตรกร รวมถึงความคาดหวังจากแรงกระตุ้นของทางภาครัฐก็อาจจะไม่ได้ส่งผลบวกต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยถ้ามีมาตรการจากภาครัฐหลังความขัดแย้งทางการเมืองได้ข้อยุติ ก็น่าจะเน้นไปเพื่อการบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นหลักมากกว่า”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค้าปลีกปรับช่องทางขายดันยอดขาย