หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ธพว.สั่งรวบรวมคดีทุจริตลุยตรวจสอบ

    ธพว.สั่งรวบรวมคดีทุจริตลุยตรวจสอบ

    นายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดากรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีความการทุจริตภายในธนาคารทั้งหมดหากรวบรวมเอกสารแล้ว คงต้องมาพิจารณาว่าเป็นปัญหาประเภทใด โดยจะแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มที่มีความเร่งด่วนก็จะนำมาตรวจสอบก่อน เช่นคดีที่ได้รับความเสียหายต่อธนาคารโดยตรงอย่างการฟ้องร้องลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเอ็นพีแอลที่ทำให้ธนาคารได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งหากรายใดมีการฟ้องร้องอยู่แล้ว ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการและรายใดที่ค้างอยู่คณะกรรมการชุดก่อนหน้า ก็จะดำเนินกระบวนการทางคดีต่อไป นอกจากนี้ คดีที่ได้รับมาทั้งหมดรวมไปถึงข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมการชุดก่อนและอดีตกรรมการผู้จัดการที่มีปัญหากันด้วยหากมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอยู่แล้ว ก็จะให้ดำเนินตามกระบวนการต่อไปได้ทันทีแต่ส่วนที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆก็จะตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบโดยจะต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ โดยข้อมูลทุจริตดังกล่าว เช่นโครงการสินเชื่อเลิกจ้างงานที่ยืมเงินประกันสังคมมาปล่อยกู้ กรณีการรับฝากเงินขององค์กรสวนยางโครงการจัดซื้อจัดจ้างทำระบบคอลแบงก์กิ้งของธนาคารและกรณีปล่อยกู้ให้กับธุรกิจราชประสงค์หลังความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี 53จัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สำนักงานที่เกินจริง “ทางกระทรวงการคลังปล่อยให้คณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้ให้พิจารณาอย่างอิสระ โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่รวบรวมคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแบงก์ไม่ว่าจะมาจากแบงก์เอง หรือไม่ว่าจะมาจากหน่วยงานไหน ก็สั่งให้เก็บรวมรวบมาทั้งหมดจากนั้นจะเข้าไปดูเพื่อพิจารณา ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ว่าจะลงโทษทางวินัยหรือการฟ้องร้องก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นายอัษฎางค์ กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนที่ธนาคารต้องเร่งดำเนินการซึ่งอยู่ในแผนฟื้นฟูชุดใหม่นี้ คือ การขายหนี้ด้อยคุณภาพหรือขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลออกไป 20,000 ล้านบาทจากหนี้ปัจจุบันอยู่ที่ 34,000 ล้านบาทซึ่งในขณะนี้กำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมของสัดส่วนหนี้ที่จะขายออกไปในครั้งแรกว่าจะขายไปในจำนวนเท่าไรโดยจะให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้ามาประมูล คาดว่าจะสรุปได้ภายใน 2 เดือนนี้ส่วนระยะที่ 2 ทางคณะกรรมการจะพิจารณาปรับโครงสร้างผู้บริหารภายในองค์กร ให้มีความเหมาะสมกับการบริหารจัดการของธนาคารโดยอาจปรับลดในในส่วนของผู้บริหารระดับสูงบางรายเพื่อให้เหมาะสมและไม่เกินความจำเป็น “จากแผนฟื้นฟูกิจการของบอร์ดชุดใหม่นี้ เชื่อว่าภายใน 1ปีจะเห็นเด่นชัดมากขึ้น และมั่นใจจะไม่แย่ลงไปกว่าบอร์ดชุดก่อนในอดีตอาจไม่ถึงกับต้องควบรวมอย่างที่เป็นข่าวแต่ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังด้วยว่าจะเห็นอย่างไรซึ่งถ้าในอนาคตมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงธนาคารอีกเหมือนครั้งในอดีตแบงก์ก็อาจเข้าสู่วิกฤติเหมือนเดิมอีกได้” รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่าทางกระทรวงการคลังได้กำชับคณะกรรมการชุดนี้ถึงเรื่องการตรวจสอบทุจริตภายในของธนาคารให้ดำเนินการตรวจสอบจนถึงที่สุดและให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและทำภาพลักษณ์องค์กรให้กลับมา นอกจากนี้ยังให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่สามารถตรวจสอบและดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดได้หากธปท.ตรวจพบความผิดในการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐซึ่งสามารถส่งต่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ทันที

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธพว.สั่งรวบรวมคดีทุจริตลุยตรวจสอบ

  • ขสมก.ขนที่ดินให้เอกชนเซ้งยาว 30 ปี

    ขสมก.ขนที่ดินให้เอกชนเซ้งยาว 30 ปี

    นายนเรศ  บุญเปี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยถึงแผนการเพิ่มรายได้ให้ ขสมก.ว่า ได้ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์ ศึกษาการนำที่ดินที่มีศักยภาพของอู่รถ ขสมก.ไปเปิดใช้เอกชนเช่าเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ แบบระยะยาว 20-30 ปี  เพื่อให้สร้างรายได้เพิ่มเติมจากเดิมที่ปล่อยไว้เป็นอู่รถเมล์สำหรับจอดรถเพียงอย่างเดียว โดยเบื้องต้นมีที่ดินที่มีศักยภาพ 4 แปลง ได้แก่ บางเขน มีนบุรี สวนสยาม และแสมดำ ซึ่งเริ่มเปิดให้เอกชนเข้ามาเสนอแผนได้ในปี 58 สำหรับทำเลแรกที่นำร่องมาพัฒนาได้ก่อน คือ ที่ดิน อู่ ขสมก.บางเขน ขนาด 14 ไร่ ติดริมถนนพหลโยธินใกล้วัดพระศรีมหาธาตุฯ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นทำเลทอง เพราะในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวหมอชิต-สะพานใหม่ผ่าน รวมถึงใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี จึงน่าจะเปิดให้เอกชนมาพัฒนาเป็นศูนย์เชื่อมต่อการเดินทางรถ ขสมก. รถไฟฟ้า และการคมนาคมอื่นๆ ควบคู่ไปกับมีศูนย์การค้า และบันเทิงอยู่ด้านบนทาง ซึ่งรถ ขสมก.จะวิ่งรับส่งข้างในได้ แต่จะไม่ใช้เป็นอู่รถเมล์สำหรับจอดระยะยาวอีก ส่วนที่ดินมีนบุรี สวนสยาม และแสมดำ เป็นทำเลที่ไกลออกไปจะทยอยเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอมาในระยะถัดไป แต่เชื่อว่าทั้งหมดมีศักยภาพการเติบโตได้ในอนาคต เพราะอย่างมีนบุรี และสวนสยาม ก็อยู่ในเส้นทางการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงมีนบุรี-แคราย และมีแนวโน้มว่าชุมชนเมืองจะขยายตัวไปพื้นที่เหล่านั้น    “แผนการนำที่ดินของ ขสมก.ไปเปิดให้เอกชนเช่าในระยะยาว ถือเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้เพิ่ม ซึ่งอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. ที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ และขณะนี้ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้สรุปแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ว่าจะสร้างรายได้ให้ ขสมก.แค่ไหน เพราะหากบอกไปเอกชนสามารถนำไปคำนวณกำหนดค่าเช่าได้ ทำให้ ขสมก. ได้รับประโยชน์น้อยกว่าที่ควรเป็น” นายนเรศกล่าวต่อว่า ขสมก.ยังได้พัฒนาบริการการเดินรถ  เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมาใช้บริการสร้างรายได้แก่องค์กรเพิ่ม ซึ่งนอกจากการจัดหารถเมล์เอ็นจีวีใหม่ 3,183 คันที่จะทยอยเข้ามาให้บริการได้ในต้นปีแล้ว ในส่วนของรถเมล์เก่าจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น  โดยตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป จะมีการเปิดให้เล่นไวไฟ ฟรี บนรถปรับอากาศยูโร 2 จำนวน 1,500 คัน  รวมถึงมีการปรับปรุงป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ภายในรถให้เป็นมาตรฐานสากล เช่น ป้ายสำหรับพระภิกษุ การติดตั้งแผนที่บอกเส้นทางการเดินรถเมล์สายต่างๆ ภายในรถ ให้เหมือนกับรถไฟฟ้า  ตลอดจนการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์  โลโก้ ขสมก. และสีตัวรถใหม่ให้ทันสมัย ซึ่งขณะนี้กำลังจัดโครงการร่วมประกวดอยู่ นอกจากนี้ ขสมก.ยังมีการสร้างรายได้จากแหล่งอื่น เช่น การโฆษณาบนตัวรถ โครงการครอบครัวสุขสันต์กับบริการ ขสมก. ด้วยการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวในเขตจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯ ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการไปแล้ว 26 เส้นทาง และได้รับผลตอบรับดีมาก มีผู้ใช้บริการปีหนึ่งมากกว่า 80,000 คน    “แผนการเพิ่มรายได้ ขสมก. ไม่ได้มองเรื่องกำไรเป็นหลัก แต่ดูเรื่องการให้บริการสาธารณะก่อน เพราะฉะนั้นจึงหวังแค่ทำให้องค์กรเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นที่พึ่งพิงให้ผู้มีรายได้น้อยได้ด้วย ดังนั้น ขสมก.จะยังเก็บค่าโดยสารถูกกว่าเอกชนอยู่ ซึ่งปัจจุบันเก็บค่าโดยสารต่ำกว่ารถร่วมฯ  โดยรถร้อนเก็บถูกกว่า 1.50 บาท และรถแอร์ต่างจากรถร่วมฯ 2 บาท”    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขสมก.ขนที่ดินให้เอกชนเซ้งยาว 30 ปี

  • สารพัดปัญหารอรัฐบาลสาง พิสูจน์ฝีมือพาชาติไทยถึงฝั่ง

    สารพัดปัญหารอรัฐบาลสาง พิสูจน์ฝีมือพาชาติไทยถึงฝั่ง

    ณ เวลานี้…หากไม่มีอะไรผิดแผน ประเทศไทยจะมีครม.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 2 ก.ย. 57 ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. แม้ว่าหน้าตาของครม.ประยุทธ์ 1 จะถูกขนานนามว่า “ครม.นายพล” ก็ตาม แต่ตามคำมั่นสัญญาของนายกฯ คนใหม่แล้ว ได้ยืนยันชัดเจนที่จะนำพาชาติไทยไปสู่ความสงบ…ไปสู่ความปรองดอง…ไปสู่การแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ภายในเวลา 1 ปี 8 เดือน ท่ามกลางปัญหาท่ามกลางขวากหนามสารพัด แต่ก็ต้องดำเนินการเพื่อพลิกฟื้น “ชาติไทย” ให้กลับคืนมาเป็นดินแดนแห่งความสุขสงบ ดินแดนแห่งความงดงาม ให้จงได้ แม้ว่าโฉมหน้าของบรรดา รมว.ใหม่บางคนอาจมาแบบพลิกโผ อาจมาแบบคาดไม่ถึง หรืออาจมาแบบตามคาดก็ตาม แต่ทุกคนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งกันอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนก.ย.นี้แล้ว ทุกคนต้องเดินหน้าเพื่อพา “ชาติไทย” ไปให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ท่ามกลางความฝัน.. ท่ามกลางการรอคอยของคนไทยทั้งประเทศ ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้คสช.ได้เดินหน้าปลดล็อกและแก้ไขปัญหาในหลายมาตรการ เพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติแทบทุกกลุ่ม แต่ปัญหาที่ได้รับการแก้ไขนั้น ยังไม่สะเด็ดน้ำ เพราะในเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงแล้ว ปรากฏว่ายังมีปัญหาหมักหมมที่ต้องแก้ไขอีกมาก ***ชงแผนกู้เศรษฐกิจ งานส่วนใหญ่ที่จัดเป็นงานเร่งด่วน หนีไม่พ้น เรื่องเก่าที่คสช.ได้ทำค้างไว้ จึงต้องมาสานต่อ พร้อมกับปัดฝุ่นโครงการเดิมเน้นสร้างการเติบโตให้ระบบเศรษฐกิจประเทศ ทิ้งโครงการประชานิยมก่อนแล้ว กลับมาใช้เงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งในเวลานี้ทุกกระทรวงทุกหน่วยงานต่างเร่งทำแผนเพื่อเสนอให้รัฐบาลใหม่ เริ่มจาก…. กระทรวงการคลัง… กระทรวงเบอร์หนึ่งของประเทศ ซึ่งคงไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าการชง “แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ” ในช่วงที่เหลือของปี ที่ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังกลั่นกรองมาตรการหลากหลาย โดยตั้งเป้าดันเศรษฐกิจให้โตไม่ต่ำกว่า 2% เน้นการจ้างงานและสร้างรายได้ในพื้นที่ให้มากที่สุด ทั้งโครงการให้ซ่อมโรงเรียนและหน่วยงานราชการทั่วประเทศ รวมถึงโครงการลงทุนขนาดเล็ก ๆ ในระดับท้องถิ่นต่าง ๆ ที่สามารถลงทุนได้ทันภายในปีนี้ คาดว่าจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท รวมถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ขณะเดียวกันยังเตรียมเสนอแนวคิด “เงินโอน แก้จน คนขยัน” ที่เป็นการจ่ายภาษีคนจนให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและเห็นชอบ เพราะโครงการดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญ คือ จะจ่ายเงินในลักษณะภาษีให้กับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 80,000 บาทต่อปี ตามขั้นบันไดของรายได้ ซึ่งการจ่ายเงินดังกล่าวเพื่อให้คนขยันทำงาน ไม่ใช่รอแต่เงินประชานิยมจากภาครัฐอีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพราะถือเป็นส่วนหลักในแผนโรดแม็พทางเศรษฐกิจ ของคสช. ที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งให้มีความชัดเจนก่อนชงให้รัฐบาลใหม่ประกาศเป็นนโยบายต่อไป ***สานต่อโครงสร้างพื้นฐาน  เช่นเดียวกับกระทรวงคมนาคม ที่มีงบประมาณในแต่ละปีมหาศาลมากกว่าแสนล้านบาท แถมเป็นศูนย์รวมรัฐวิสาหกิจระดับหัวแถวหลายแห่งด้วย โดยเป้าโฟกัสในคมนาคม ของครม.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่เป็นการบ้านเก่าที่ คสช. ทำค้างไว้ จึงต้องมารับไม้ต่อเคลียร์ให้จบ เรื่องแรก ยุทธศาสตร์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมพัฒนาประเทศ ระยะ 8 ปี ซึ่งจะมีทั้งสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในเมือง ถนน ท่าเรือ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง แต่ถึงวันนี้ พูดมา 2 เดือนแล้วแต่ยังเคลียร์กันไม่จบ เคาะตัวเลขงบไม่ลงตัว ว่าจะมีโครงการอะไรเร่งด่วนทำก่อนหลัง และเริ่มสร้างได้เมื่อไร หากเข้ามาปุ๊บ แน่นอน ครม.จะต้องทำโดยไว เพราะประเทศไทยเสียโอกาสมานาน หากยิ่งช้าก็ยิ่งกระทบกับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอาเซียน ต่อมาคือ การแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีอาการโคม่า ทั้งการบินไทยที่กำลังขาดทุนเกินปีละหมื่นล้าน มาถึง 2 ปีติดต่อกัน และเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องกว่า 2 หมื่นล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่หมักหมมปัญหามายาวนานหลายสิบปี จนมีหนี้สินรุงรังกว่า 1 แสนล้านบาท รวมถึงองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ขาดทุนสะสมกว่า 9 หมื่นล้าน  บาท ซึ่งล่าสุดแต่ละหน่วยงานกำลังเร่งทำแผนกู้วิกฤติเพื่อรอรายงานซูเปอร์บอร์ด และ ครม.กันอยู่ แต่การปรับปรุงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ เพราะแต่ละหน่วยงานมีหนี้ก้อนโต หากตัดยกหนี้ไปก็กลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นจึงต้องคอยจับตาดู เมื่อบิ๊กตู่ ถอดบู๊ตมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว จะชี้นิ้วสั่งการได้เด็ดขาด เหมือนก่อนหรือเปล่า ***ยกเครื่องราคาพลังงาน ด้านกระทรวงพลังงานนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมาราคาพลังงานในประเทศไทย ถูกบิดเบือนหลายประเภท จนทำให้ภาครัฐ และบมจ.ปตท. ต้องแบกรับภาระมายาวนาน ล่าสุด คสช. อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และมีแนวโน้มที่ราคาพลังงานบางตัวต้องปรับราคาขึ้นตามความเป็นจริง เพราะไม่เช่นนั้นหากเข้าสู่เออีซีแล้ว ไทยจะต้องแบกรับภาระจากประชากรประเทศอื่นมารุมทึ้งใช้พลังงานราคาถูก ที่ถูกอุ้มราคาของไทย เช่น ก๊าซแอลพีจี, เอ็นจีวี, ดีเซล จึงต้องจับตาว่า รมว.พลังงานคนใหม่ จะกล้าตัดสินใจปรับขึ้นราคาหรือไม่? เพราะหากปรับขึ้นราคา ก็เท่ากับว่า เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ถ้าไม่ปรับราคาพลังงาน ก็จะถูกบิดเบือนต่อไป รัฐก็จะสูญเสียรายได้จากภาษีน้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่อง และ ปตท.ก็ต้องแบกรับค่าส่วนต่างของก๊าซแอลพีจี, เอ็นจีวีต่อไป ***พัฒนาเอสเอ็มอี ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องสำคัญคือ ต้องส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อันดับ 1 ในอาเซียนต่อไป เพราะตอนนี้กำลังจะถูกประเทศอินโดนีเซีย โค่นแชมป์อันดับ 1 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อประชาชนไม่มี รวมทั้งไม่ต้องผลิตรถยนต์ในโครงการรถคันแรกแล้ว ซึ่งถือเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ เพราะเป็นที่รู้กันว่า ประเทศอินโดนีเซีย มีประชากรกว่า 200 ล้านคน จึงมีความต้องการรถยนต์อีกจำนวนมาก และเป็นประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ของไทยเองก็ยังมีลุ้น เพราะการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ ในอนาคตจะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้แข็งแกร่ง ตามนโยบายของคสช.ที่ผลักดันให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ แม้จะย้ายหน่วยงานสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ สสว. ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่กระทรวงก็ยังมีหน้าที่ส่งเสริมเอสเอ็มอี ภายใต้หน่วยงานกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ กสอ. รวมทั้งการเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน พร้อมรับการเปิดเออีซีต่อไป ***จี้ปลดล็อกอัยการศึก  ภาคการท่องเที่ยว ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ต้องพึ่งพาภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว แม้ตอนนี้จะไม่มีภาพความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมืองให้เห็นแล้ว แต่สิ่งที่ยังอยู่ก็คือ กฎอัยการศึก ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญกับการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศ เพราะขึ้นชื่อว่า กฎอัยการศึก ในสายตาชาวต่างชาติ ยังเป็นสถานการณ์ที่ยังอันตราย อาจเกิดการมาคุหรือสู้รบกันได้ตลอด นักท่องเที่ยวจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ซึ่งนี่คือ ปัญหาหลัก ๆ ที่สำคัญที่จะฉุดรายได้จากการท่องเที่ยวไทย ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องค่อย ๆ ปลดล็อก เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งต้องแก้ปัญหาสะสมคือ ปราบบรรดาผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ทั้ง มาเฟียแท็กซี่ ไกด์เถื่อน ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวมองเห็นได้ว่า คนไทยมีความเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ภาพลักษณ์เลยกลายเป็นภาพลบลงทันที ***แก้ปัญหาปากท้อง-กู้ส่งออก หันมาที่กระทรวงพาณิชย์ มีประเด็นสำคัญ คือเร่งแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของชาวบ้าน การส่งออก รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร และเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งทุกเรื่องยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องของปากท้อง  ปัญหาคือในช่วงที่ผ่านมาค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวทางการดูแล คงต้องจัดมหกรรมการจำหน่ายสินค้าคุณภาพดีราคาถูกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับจัดตั้งศูนย์ร้องเรียนและสายตรวจเพื่อตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวดและมาตรการขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้า ขณะที่แนวทางการช่วยเหลือการส่งออก เพราะปัจจุบันประสบปัญหาอย่างมากโดยช่วง 7 เดือน ยอดส่งออกยังไม่ฟื้นติดลบไปแล้ว 0.85% ดังนั้นแนวทางที่ต้องเร่งคือการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักธุรกิจต่างประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และการหาช่องทางตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและมีประชากรมาก ทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย หรือแม้แต่เอเชียใต้ จากนี้คงต้องมาช่วยกันดูว่า หลาย ๆ งานที่ทุกกระทรวงรอเสนอให้รัฐบาลใหม่ผลักดัน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไปรอดจนถึงฝั่งฝันตามสัญญาได้จริงหรือไม่! ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สารพัดปัญหารอรัฐบาลสาง พิสูจน์ฝีมือพาชาติไทยถึงฝั่ง