นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้กำชับให้กฟผ.ร่วมกับ บมจ.ปตท. จัดทำแผนการส่งไฟฟ้า และเตรียมเชื้อเพลิงสำรอง เพื่อรับมือการปิดซ่อมก๊าซแหล่งก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) ระหว่างวันที่ 13มิ.ย.-10 ก.ค. 57 เพราะหากเกิดปัญหาจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคใต้แน่นอน ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 12 มิ.ย. -13 ก.ค. คาดว่า ประชาชน จะให้ความสนใจในการดูฟุตบอลโลก จะมีการใช้ไฟฟ้ามาก จึงต้องรณรงค์ให้ประชาชน และภาคอุตสาหกรรม ลดการใช้พลังงานด้วย ส่วนผลประกอบการของกฟผ.ปีนี้ คาดว่า กำไรสุทธิอยู่ที่ 31,200 – 32,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 5,000 ล้านบาท เทียบกับปี 56 เนื่องจากประชาชน และภาคธุรกิจมีการใช้ไฟฟ้าลดลง จากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยปริมาณการใช้ไฟในไตรมาส 1 ลดลง 3.5 % ซึ่งจะทำให้เงินรายได้นำส่งกระทรวงการคลังในอัตรา 45% ลดลงไปด้วย คาดว่า ปีนี้จะนำส่งอยู่ที่ 14,400 ล้านบาท ลดลง 2,250 ล้านบาท เทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะได้กำไรลดลง “เมื่อรายได้และกำไรลด ทำให้กฟผ.ต้องจัดทำแผนการควบคุมรายจ่ายอย่างใกล้ชิด แม้สถานภาพการลงทุนต่อหนี้ของกฟผ.จะดี คือ ลงทุน 3 ส่วน ต่อหนี้ 1 ส่วนเท่านั้น โดยปีนี้งบลงทุนจริงอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้การใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีค ลดลงแล้ว 5.7% ทำให้กฟผ.ปรับคาดการณ์พีคสูงสุดของปีนี้เหลือ 26,752 เมกะวัตต์ เติบโตไม่ถึง1% จากเดิมคาดการณ์ว่าพีคจะมากกว่า27,000 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วง10วันสุดท้ายของเดือนเม.ย.”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นบอลโลกกระทบแผนลดใช้ไฟภาคใต้
Blog
-

หวั่นบอลโลกกระทบแผนลดใช้ไฟภาคใต้
Facebook Comments -

#LendYourLegTH ชวนถ่ายเซลฟีพับขากางเกง
เมื่อวันที่ 4เม.ย. กระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศข่าวบนเว็บไซต์ www.mfa.go.thเชิญชวนประชาชนทั่วไป ถ่ายภาพตนเอง ครอบครัว หรือเพื่อนๆที่พับขากางเกงขึ้น 1 ข้าง ติดแท็ก #LendYourLegTH (เลนด์ยัวร์เลกทีเอช) และแชร์หรือแบ่งปันทางสื่อสังคมออนไลน์ผ่าอินสตาแกรม @LendYourLegTH และเฟซบุ๊กwww.facebook.com/LendYourLegTHกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างตามตระหนักรู้เกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ยังหลงเหลือในประเทศไทย รวมถึงเพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยกิจกรรมนี้ ได้เผยแพร่ภาพ นายสีหศักดิ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮกสหประชาชาติประกาศให้วันที่4เม. ย. ของทุกปีเป็นวันทุ่นระเบิดสากล เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องระเบิดสังหารบุคคลที่ยังเป็นปัญหาของหลายประเทศรวมถึงไทย โดยไทยเป็น1 ใน26 ประเทศที่มีผู้ประสบภัยมากที่สุดในโลก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : #LendYourLegTH ชวนถ่ายเซลฟีพับขากางเกงFacebook Comments -

คนจนทุกหย่อมหญ้า
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นักวิชาการมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยผลสำรวจเรื่องความเหลื่อมล้ำของครัวเรือนไทย ว่า ปัญหาความเลื่อมล้ำของไทยไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดยกว่า 2 ล้านครัวเรือน จาก 22 ล้านครัวเรือนที่มีอยู่ทั้งประเทศ เป็นกลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุด มีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 4,300 บาทเท่านั้น ต่างจากกลุ่มที่รวยที่สุดซึ่งมีรายได้เฉลี่ยถึงเดือนละ 90,000 บาท และส่วนใหญ่กลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุดนั้น เป็นครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่ชาวนา หรือเกษตรกรอย่างที่เข้าใจกัน มีรายได้หลักมาจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้ รองลงมาเป็นครอบครัวเกษตรกร และประกอบอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้า แม่ค้า ซึ่งกลุ่มครัวเรือนที่จนนี้กว่า 44% เป็นครัวเรือนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงเรื่องทรัพย์สินแล้ว ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือผู้ที่เป็นตัวแทนของประชาชน เป็นครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มที่รวมที่สุด โดยจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดของส.ส.ของไทยจำนวน 500 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งมาเมื่อปี 54 แต่ละครัวเรือนของส.ส.มีทรัพย์สินเฉลี่ย 81 ล้านบาท มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินของครัวเรือนไทย 99.999% หรือมีมูลค่ารวมกันประมาณ 40,000 ล้านบาท มากพอ ๆ กับทรัพย์สินของครัวเรือนไทย 2 ล้านครัวเรือนรวมกันทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรี กับกลุ่มครัวเรือนที่มีทรัพย์สินสุทธิอยู่กึ่งกลาง หรือเป็นกลุ่มครัวเรือนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดกับน้อยที่สุด พบว่า ผู้นำของไทยมีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าถึง 9,000 เท่า ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น อินเดีย ที่ห่างกัน 2,000 เท่า ฟิลิปปินส์ 600 เท่า ซึ่งน่าสังเกตว่า ผู้เข้ามาเป็นคนที่กำหนดนโยบายของประเทศเหล่านี้มีฐานะไม่ได้ใกล้เคียงประชาชนส่วนใหญ่แทนที่จะเป็นตัวแทนให้ จึงอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้ถูกแก้ไขเสียที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนจนทุกหย่อมหญ้าFacebook Comments