Blog

  • ดีแทคบริการไวไฟครบทุกจังหวัดแล้ว

    ดีแทคบริการไวไฟครบทุกจังหวัดแล้ว

    นายสืบพงศ์ เจริญมีชัยกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทคเปิดเผยว่า ปัจจุบันดีแทคมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการดีแทค wifi กว่า1,800,000 ราย เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเห็นได้จากฐานลูกค้าเมื่อปีที่แล้วปีนี้เพิ่มขึ้นคิดเป็น 33%  ดีแทคได้ร่วมมือกับ 3BB ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพและครอบคลุมที่สุดขยายจุดให้บริการการใช้งาน wifi ให้เพิ่มขึ้นครอบคลุมทั่วประเทศโดยลูกค้าดีแทคและแฮปปี้จะได้รับสะดวกสบายจากประสบการณ์เข้าใช้อัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีวิธี Mac Authentication (ล๊อกอินเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติโดยยืนยันตัวตนจาก MAC address ของเครื่อง) บนเครือข่าย 3BBWiFi ในขณะที่ล็อกอินอัตโนมัติแบบการใช้ข้อมูลจาก SIMcard (EAP-SIM) และ แบบจดจำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (EAP-TTLS)ก็ยังสามารถใช้การล็อกอินบนเครือข่าย dtac wifi ได้เช่นกัน คุณนงลักษณ์ พงษ์ศรีหดุลชัย กรรมการบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ดีแทค เป็นผู้นำด้านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีฐานลูกค้ารายเดือนและเติมเงินจำนวนมากและมีจุดให้บริการครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟฟ้า ขณะที่ 3BB มีโครงข่ายwifi ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 60,000จุด ก็จะทำให้ลูกค้าดีแทค ได้รับความสะดวกสบายจากจุดให้บริการที่มากขึ้นและสามารถใช้งานด้วยเน็ตเวิร์คที่มีคุณภาพ ทั้งเล่นFacebook, IG, เกมออนไลน์ หรือเอนเทอร์เทนเมนท์อื่นๆเช่นดูหนัง ดูคลิปวิดิโอ และหลากหลายรูปแบบของโปรแกรม CHAT    บริการ dtac wifi – 3BB พร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ด้วยพื้นที่ให้บริการที่หลากหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์การค้า, โรงภาพยนตร์,ร้านหนังสือ, ร้านอาหาร, ร้านกาแฟชั้นนำ, ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ,โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัยและสถานที่หน่วยงานของราชการ โดยปัจจุบันมีจุดให้บริการกว่า 64,000จุดครอบคลุมทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80,000จุดภายในสิ้นปี 2557 ลูกค้าดีแทคและแฮปปี้สามารถสมัครแพ็คเกจ dtacwifi – 3BB unlimit ได้แล้ววันนี้ เพียงโทร *104*699#ค่าบริการเพียง 99 บาทต่อเดือนสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.dtac.co.th    หรือ www.3bbwifi.com    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีแทคบริการไวไฟครบทุกจังหวัดแล้ว

  • ปล่อยกู้ชาวสวนยาง 1.5หมื่นล้าน

    ปล่อยกู้ชาวสวนยาง 1.5หมื่นล้าน

    นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับธนาคารออมสิน ตั้งโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง 15,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต เนื่องจากอุตฯ ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ ประสบปัญหาเครื่องจักร และเทคโนโลยีที่ใช้อยู่เป็นเครื่องจักรเก่าและล้าสมัย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันต่ำ รวมทั้งเครื่องจักร และเทคโนโลยีส่วนใหญ่ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และลงทุนสูงสำหรับเงื่อนไขผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งจากน้ำยางข้น และยางแห้ง ที่ใช้ยางพาราในประเทศ เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม ต้องจดทะเบียนในไทย มีผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วทั้งนี้การให้สินเชื่อเป็นประเภทเงินกู้ระยะยาว ไม่เกิน 10 ปี ผู้กู้จะชำระดอกเบี้ยเ ท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือนของธนาคารออมสิน ปัจจุบัน 2% โดยแบ่งการชำระหนี้ เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 – 3 พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ย ระยะที่ 4 – 5 พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ย และระยะ 3 ปีที่ 6 – 10 ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ทั้งนี้ ดอกเบี้ยพักชำระของปีที่ 1-3 นำไปทยอยชำระในปีที่ 4 -10 สำหรับหลักประกันสินเชื่อ ใช้ทรัพย์สินหลักของกิจการ เช่น ที่ดิน อาคาร สำนักงาน เครื่องจักร กรณีที่หลักประกันดังกล่าวไม่เพียงพอ สามารถใช้หลักประกันอื่นเพิ่มเติมตามที่ธนาคารออมสินกำหนดนอกจากนี้ ผู้กู้สามารถใช้หนังสือค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นหลักประกันเสริมได้ รวมทั้ง เครื่องจักรที่ใช้ในโครงการฯ ต้องผ่านการพิจารณาและรับรองความเหมาะสม จากกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าเป็นเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพดีและเพิ่มผลผลิตได้จริง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปล่อยกู้ชาวสวนยาง 1.5หมื่นล้าน

  • ธุรกิจอีเว้นท์ฟื้นรับรัฐบาลใหม่

    ธุรกิจอีเว้นท์ฟื้นรับรัฐบาลใหม่

    นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอีเว้นท์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการจัดงานอีเว้นท์ในประเทศ จากลูกค้าชาวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่กลับมาจ้างงานอย่างคึกคัก หลังจากจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากบรรยากาศในประเทศเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตและจับจ่ายดังเดิม บริษัทที่จำหน่ายสินค้าจึงมั่นใจ และพร้อมเดินหน้าทำแผนการตลาดอย่างเข้มข้นขณะที่งานของลูกค้าที่เป็นบริษัทข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นรายได้หลัก หรือกว่า 80% ของบริษัท ยังคงไม่มีงานใด ๆ หลังจากยกเลิกงานกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างกังวลกับการประกาศใช้กฏอัยกาศศึก โดยกลุ่มประเทศในยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวมากที่สุด“งานจากต่างชาติตอนนี้ ไม่ค่อยหวังแล้ว เพราะลูกค้ายังไม่มั่นใจในสถานการณ์ ส่วนงานของคนไทยตั้งแต่ไตรมาส 3 งานก็เริ่มกลับมาอย่างชัดเจน เพราะหลายงานถูกอั้นไว้ตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับใกล้จะถึงสิ้นปี ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลจับจ่าย บริษัทต่าง ๆ จึงต้องเร่งออกมากระตุ้นการใช้จ่าย ยกเว้นในกลุ่มรถยนต์ที่เงียบเหงามาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ถึงอย่างไร การฟื้นตัวแค่ไตรมาสเดียว ก็ไม่สามารถกระตุ้นรายได้รวมทั้งบริษัทให้โตได้ อย่างดีที่สุดก็น่าจะทรงตัวเท่าปีก่อนที่ 2,000 ล้านบาท หรือ ติดลบน้อยกว่าขณะนี้ที่ติดลบ20%”ด้านภาพรวมธุรกิจอีเว้นของประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในช่วงขาลง เพราะประสบกับวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจส่งผลให้ตลาดเติบโตติดลบ 20% จากที่เคยเติบโต 10% โดยคาดว่าในสิ้นปีตลาดรวมธุรกิจอีเว้นท์จะมีมูลค่า 10,800 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่ตลาดมีมูลค่ 13,500 ล้านบาทอย่างไรก็ดี ในอนาคต บริษัทจะเร่งสร้างรายได้ในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียจากธุรกิจในประเทศ เพราะช่วงที่ผ่านมาตลาดเติบโตดีมากกว่า 30% เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ ประกอบกับบริษัทเข้าไปลงทุนในประเทศที่ยังมีการแข่นไม่รุนแรง ได้แก่ประเทศเมียนมาร์,เวียดนาม และมาเลเซีย ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้ดี พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายภายในปีหน้าจะผลักดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจาก 5% เป็น 10% ให้ได้สำหรับการขยายธุรกิจนั้น บริษัทจะให้ความสำคัญกับประเทศที่เข้าไปลงทุนแล้วก่อน ด้วยการเริ่มต้นดำเนินธุรกิจใหม่ เช่นการจัดงานแสดงสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่ม,สินค้าเพื่อการตกแต่งที่พักอาศัย และสินค้าเพื่อธุรกิจสุขภาพ และโรงแรม จากเดิมที่ทำเพียงธุรกิจอีเว้นท์ เพราะเป็นธุรกิจที่เติบโตดีมากโดยเฉพาะในเมียนมาร์ ที่อยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจอีเว้นท์ฟื้นรับรัฐบาลใหม่