นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดสั่งพิมพ์ปฏิทิน จากบริษัทเอกชน ราชการ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่ มียอดสั่งพิมพ์ในอัตราทรงตัว เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นภาพที่ถูกสั่งพิมพ์มากที่สุด ขณะที่ไดอารี่มียอดสั่งพิมพ์ลดลง 20% จากปีที่แล้ว และยังเป็นการลดลงต่อเนื่องในช่วง 3-4ปี เพราะคนส่วนใหญ่ มาใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแทน “ช่วง สิ้นปีของทุกปีจะเป็นช่วงที่คึกคักสุดยอมรับว่าปีนี้ค่อนข้างเงียบกว่าที่ คาดไว้มากแต่อาศัยว่าขณะนี้มีหน่วยงานต่างๆ ได้ทยอยสั่งพิมพ์หนังสือที่ระลึกสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จำนวนมากทำให้บรรยากาศการพิมพ์ดีขึ้น” ทั้งนี้แนวโน้มการพิมพ์ไดอารี่ในอนาคต คาดว่า จะได้รับผลกระทบมากขึ้น จากพฤติกรรมของคนที่นิยมหันมาบันทึกข้อความ ตารางงานนัดหมายผ่านมือถือ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ที่ใช้ง่าย และมีระบบเตือนที่สำคัญยังพกพาสะดวกกว่า ส่วนหนังสืออ่านเล่น หรือพ็อคเก็ตบุ๊คปีนี้ยังเติบโตได้ 3-5% จาก ปีที่แล้ว เนื่องจากยังไม่ได้รับผลกระทบจากสื่อดิจิตอลเท่าใดนัก แม้ว่า สื่อประเภทดังกล่าวเริ่มจะเข้ามาแทรกตลาดสิ่งพิมพ์มากขึ้นโดยเฉพาะในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯทำให้กลุ่มนี้มีโฆษณาที่ลดลงซึ่งคงจะต้องติดตามทิศทางกันต่อไป สำหรับภาพรวมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ปี 56 คาด ว่า จะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยการส่งออกของภาคธุรกิจปีนี้โดยรวมลดลงลดลงส่งผลกระทบต่อการ พิมพ์โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออกต้องลดลงไปด้วย ขณะเดียวกันการบริโภคภายในประเทศก็ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุมาจากภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัด ราคาพืชเกษตรตกต่ำ และนโยบายรถคันแรกทำให้คนกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายประหยัดลง เป็นต้น “แรงซื้อในประเทศที่เห็นได้ชัดจากงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ผ่านมาแม้ว่าจำนวนผู้เข้าชมจะมากสุดถึง 2.5 ล้านคนและทำให้มีเงินสะพัดในงานราว 900 ล้านบาทแต่หากเทียบการใช้จ่ายต่อคนที่เข้ามาเพิ่มก็ทำให้ยอดขายไม่ได้เติบโต มากนักซึ่งก็บ่งชี้ให้เห็นว่าแรงซื้อคนไทยชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะตัวลง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มือถือ-แท็บเล็ตทำยอดพิมพ์ไดอารี่ร่วง
Blog
-

มือถือ-แท็บเล็ตทำยอดพิมพ์ไดอารี่ร่วง
Facebook Comments -

คลังหาแนวทางแก้ปัญหาธพว.-ธ.อิสลาม
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหา 2 ธนาคารของรัฐ ประกอบด้วย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์) เนื่องจากพบว่าธนาคารทั้ง 2 แห่งมีปัญหาในด้านการบริหารงานและการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ “ได้รับรายงานว่าคณะกรรมการธพว.มีปัญหาความขัดแย้งรุนแรง กับนายมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข กรรมการผู้จัดการ รวมถึงปัญหาด้านสภาพคล่องของธนาคาร ขณะที่ไอแบงก์ยังขาดผู้ดูแลระบบการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการจึงจำ เป็นต้องเร่งสรรหาโดยเร็ว เพื่อจะได้รีบเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของทั้ง 2 แบงก์ ไม่ค่อยคืบหน้า จึงต้องให้ สศค. และ สคร. เข้าไปช่วยดูแล เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจเกิดปัญหาบานปลายจนแก้ไขได้ยากขึ้น และจะส่งผลกระทบกับผู้ฝากเงิน รวมถึงการปล่อยสินเชื่อในอนาคตได้” สำหรับการเพิ่มทุนให้กับธนาคารทั้ง 2 แห่งต้องดูด้วยว่าสามารถดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้กระทรวงการคลังอาจต้องทบทวนแผนเพิ่มทุนใหม่อีกครั้ง รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า หากฝ่ายบริหารธพว.ทำงานตามแผนฟื้นฟูกิจการ คาดว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณาการเพิ่มทุนจดทะเบียนให้กับธนาคารอีก 2,000 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้ได้ให้เพิ่มทุนไปแล้วประมาณ550 ล้านบาท ขณะที่หนี้เอ็นพีแอลปัจจุบันอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท ต้องลดเหลือ28,850 ล้านบาทสิ้นปีนี้ ขณะที่ไอแบงก์ตั้งเป้าหมายไว้ว่าเอ็นพีแอลจะเหลือ 20,000 ล้านบาทในวันที่ 31 ธ.ค. 57 ซึ่งปัจจุบันมีหนี้เอ็นพีแอลประมาณ 23,000 ล้านบาทและมีพอร์ตสินเชื่อกว่า 110,000 ล้านบาท พอร์ตเงินฝากกว่า 121,000 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม สูงกว่า 600 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังหาแนวทางแก้ปัญหาธพว.-ธ.อิสลามFacebook Comments -

เล็งรีดภาษีซื้อขายผ่านแอพพลิเคชั่น
นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักแผนภาษีศึกษารายละเอียดว่าสามารถที่จะจัดเก็บภาษีจากการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้หรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบันมีการซื้อขายบนเครือข่าย ออนไลน์ เป็นจำนวนมาก แต่กรมฯ ยังไม่สามารถตามเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากธุรกรรมซื้อขายนี้ได้ แม้ว่ากฎหมายของกรมสรรพากรจะระบุว่า หากมีการซื้อขายสินค้าหรือบริการต้องเสียภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีแวต และ ภาษีเงินได้ เป็นต้น เนื่องจากผู้ให้บริการอยู่ในต่างประเทศ “การจะจัดเก็บภาษีดัง กล่าวได้นั้น ต้องศึกษาว่าในต่างประเทศมีการจัดเก็บอย่างไร เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น เพราะผู้ขายบางรายไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย โดยเห็นว่าจะต้องผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือในเวทีประชุมนานาชาติ เช่น ในการประชุมด้านภาษีของอธิบดีสรรพากรของประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิค ที่มีสมาชิกกว่า 16 ประเทศ หรือจะนำอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยได้ทำข้อตกลงกับประเทศสมาชิก 55 ประเทศ เข้ามาเป็นเครื่องมือในการช่วยจัดเก็บภาษีจากการดาวโหลดแอพพลิเคชั่น” ทั้งนี้ยอมรับว่าการค้าขายหรือการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งกรมฯ ต้องปรับปรุงแนวทางการจัดเก็บภาษีให้ทันกับสถานการณ์ โดยล่าสุดได้พัฒนาการเสียภาษีผ่านแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟน ทำให้ประชาชนสามารถยื่นแบบและการชำระภาษีผ่านมือถือได้ คาดว่าจะช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับความสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้มีแผนปรับโฉมสำนักงานสรรพากรทั่วประเทศให้มีความทันสมัยมากขึ้น นายพีรพัฒน์ โปษยานนท์ ที่ปรึกษาด้านภาษี บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า การชำระเงินการซื้อขาย แอพพลิเคชั่น ที่ดาวน์โหลดบนอินเตอร์เน็ตในขณะนี้จะหักผ่านระบบธนาคาร หรือหักจากบัตรเครดิต ให้กับผู้ขายที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ ให้ส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศที่เกิดธุรกรรมซื้อขาย ดัง นั้นเห็นว่าการเก็บภาษีดังกล่าวคงทำได้ยาก เนื่องจากต้องประเมินมูลค่าการดาวน์โหลด จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามาดูและหากรัฐจะทำจริงต้องศึกษารายละเอียด อย่างรอบคอบ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งรีดภาษีซื้อขายผ่านแอพพลิเคชั่นFacebook Comments